หน้าแรก การเมือง อ่านเกม อภิสิ...

อ่านเกม อภิสิทธิ์-ปชป. พรรคตัวแปรที่น่าจับตา เจาะ กทม.-ใต้ ลุ้นปาร์ตี้ลิสต์

14.01.26 | 13:06 น.

ปฏิเสธไม่ได้ว่า การกลับมาของ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ในตำแหน่งหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ภายในช่วงเวลาไม่นานนัก สร้างความคึกคัก และเปลี่ยนมุมมองต่อพรรคการเมืองมากพอสมควร

ภาพลักษณ์ พรรคบ้านใหญ่ภาคใต้ พรรครอร่วมรัฐบาล ที่ติดกับพรรคประชาธิปัตย์มาระยะหนึ่ง วันนี้ ดูเหมือน DNA ดั้งเดิมของพรรคสีฟ้าถูกดึงกลับมาอีกครั้ง

โดยเฉพาะความแหลมคมในการส่งข้อความสื่อสารการเมือง ไม่ว่าจะเป็น “การเมืองสุจริต” หรือ “ไม่จับมือกับสีเทา”

ขณะเดียวกันก็วางเป้าหมายในการรณรงค์หาเสียง เจาะพื้นที่ที่ชัดเจนไม่ว่าจะเป็น 33 เขตของกรุงเทพมหานคร หรือ 14 จังหวัดภาคใต้

รวมถึงคาดหวังเสียงสนับสนุนจาก “คนเมือง”, “คนชั้นกลาง” ในระบบบัญชีรายชื่อหรือปาร์ตี้ลิสต์ ให้มากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้

Advertisement

นี่จึงเป็นจังหวะก้าวของพรรคตัวแปร ที่ไม่ควรมองข้ามได้อย่างเด็ดขาด

10 มกราคม 2569 นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ลงหาเสียงในพื้นที่เขตจตุจักร กรุงเทพฯ พร้อมทั้งให้สัมภาษณ์ถึงจุดยืนการร่วมรัฐบาลของพรรคประชาธิปัตย์ว่า พรรคประกาศชัดเจนแล้ว ช่วงนี้ขอเดินหน้าขอการสนับสนุนให้มีเสียงมากพอ เพื่อทำให้ประชาชนมั่นใจว่า รัฐบาลที่ตั้งขึ้นจะเป็นรัฐบาลที่สุจริต ไม่มีปัญหาเรื่องทุนเทา และไม่สร้างความขัดแย้ง

เมื่อถูกถามย้ำว่า หมายความว่าพร้อมจับมือกับพรรคเพื่อไทยหรือพรรคประชาชนใช่หรือไม่ นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า ตนพูดชัดเจนแล้วว่า เงื่อนไขการร่วมรัฐบาลต้องไม่มีสามเรื่องดังกล่าว ส่วนไม่ปิดประตูจับมือหรือไม่ ต้องไปถามพรรคเหล่านั้นว่า เขามีปัญหาเรื่องนั้นหรือไม่

เป็นการวางจุดยืนแบบหลักแหลมทางการเมือง เพื่อแสดงภาพลักษณ์ว่า พรรคประชาธิปัตย์ มิใช่แค่ส่วนเติมเต็มในจำนวนเสียงที่จะเข้าไปค้ำยันเพื่อร่วมรัฐบาล โดยไม่คำนึงว่า ท้ายที่สุดแล้ว รัฐบาลจะออกมาหน้าตาอย่างไร สีขาวหรือสีเทาจัดขนาดไหน

ขณะเดียวกันก็เปิดทางที่อาจเข้าร่วมสมการจัดตั้งรัฐบาลหากเป็นสูตร ส้ม-แดง-ฟ้า หากพรรคประชาชนได้รับเลือกเข้ามาเป็นอันดับ 1 แล้วเลือกที่จะจับขั้วกับพรรคเพื่อไทย และพรรคประชาธิปัตย์

โจทย์สำคัญที่สุดสำหรับพรรคประชาธิปัตย์ ภายใต้การนำของนายอภิสิทธิ์คือ ต้องได้จำนวน ส.ส.ทั้งระบบเขตเลือกตั้งและระบบบัญชีรายชื่อ ให้มากเพียงพอ

แน่นอนว่าเป้าหมายหรือพื้นที่ยุทธศาสตร์ที่พรรคประชาธิปัตย์มีโอกาสฟื้นคืนชีพขึ้นมาได้นั้นย่อมเป็น สนามเลือกตั้ง กทม.และภาคใต้นั่นเอง

บนเวทีปราศรัย “เปิดฟ้า กรุงเทพฯ ฟ้าใหม่” ที่สวนเบญจสิริ กรุงเทพฯ พรรคประชาธิปัตย์ โดย นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรค และแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี นายกรณ์ จาติกวณิช รองหัวหน้าพรรค และแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี และ นางการดี เลียวไพโรจน์ รองหัวหน้าพรรค และแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี พร้อมทั้งผู้สมัคร ส.ส.กทม.พรรคประชาธิปัตย์ทั้ง 33 คน ประกาศความพร้อมและ “เอาจริง” กับสนามเลือกตั้งแห่งนี้

อย่างไรก็ตามด้วยข้อจำกัดเรื่องระยะเวลาที่สั้นเกินไปในการคัดสรรตัวผู้สมัคร ประกอบกับนายอภิสิทธิ์ต้องการเน้นผู้สมัครคนรุ่นใหม่ เพื่อสร้างเลือดใหม่แทนที่จะใช้อดีตผู้สมัครสนาม กทม.

ความเข้มแข็งของผู้สมัครหน้าใหม่ของ ปชป. จึงกลายเป็นความท้าทายว่า ที่สุดแล้ว อาจยังไม่เพียงพอที่จะเจาะ หรือช่วงชิงเก้าอี้ ส.ส.กรุงเทพฯได้ในการเลือกตั้งครั้งนี้

เมื่อพิจารณาจากแชมป์เก่าอย่างพรรคประชาชน หรือพรรคสีส้มที่เคยกวาดไป 32 ที่นั่งในการเลือกตั้งปี 2566 หรือครั้งที่ผ่านมา ก็เดินหน้าลงพื้นที่ กรุงเทพฯ เพื่อรักษาฐานที่มั่นอย่างถึงที่สุดเช่นเดียวกัน

ส่วนในพื้นที่ภาคใต้ นอกจากขุนพลรุ่นใหญ่ระดับตำนานอย่าง ชวน หลีกภัย, จุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ จะเดินลงพื้นที่อย่างต่อเนื่องแล้ว อภิสิทธิ์ และทีมใหญ่จากส่วนกลางก็มุ่งหน้าลงพื้นที่เมืองหลัก ไม่ว่าจะเป็น สงขลา-หาดใหญ่, ภูเก็ต ฯลฯ อย่างมุ่งมั่น หวังผล

ล่าสุดในต้นสัปดาห์ที่ผ่านมา แกนหลักของพรรคประชาธิปัตย์ทั้ง อภิสิทธิ์และกรณ์ ยังเดินสายเรียกคะแนนเสียงและการสนับสนุนจากภาคธุรกิจในหลายๆ จุด

12 มกราคม นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรค พร้อมด้วย นายกรณ์ จาติกวณิช รองหัวหน้าพรรค เข้าหารือกับกลุ่มนักธุรกิจและนักลงทุน ณ บริษัทหลักทรัพย์ บัวหลวง จำกัด (มหาชน) เพื่อฉายภาพอนาคตเศรษฐกิจไทยผ่านนโยบายที่เน้นความโปร่งใสและตรวจสอบได้

ต่อเนื่องไปถึงการเข้าพบปะพูดคุยกับภาคธุรกิจในนาม สภาอุตสาหกรรม, สภาหอการค้า เพื่ออธิบายแนวทางในการเรียกความเชื่อมั่นจากนักลงทุนด้วยการย้ำถึงประสบการณ์ของทีมเศรษฐกิจที่เคยพาประเทศฝ่าวิกฤตมาแล้วหลายครั้ง

พร้อมย้ำว่าหัวใจสำคัญของการปฏิรูปคือวิธีการ ซึ่งพรรคเน้นการค่อยๆ ปรับปรุงและพัฒนาโครงสร้างเดิมให้ดีขึ้น มากกว่าการวาดภาพสวยหรู แต่ต้องแลกด้วยการทำลายระบบเดิม ซึ่งอาจก่อให้เกิดความเสี่ยงต่อเสถียรภาพของประเทศ

ทั้งหมดนั้นคือการเดินเกม จังหวะก้าวที่น่าจับตาของพรรคประชาธิปัตย์ “ตัวแปร” ใหม่ที่กำลังถูกคาดหมายว่า จะเบียดแทรกเข้ามาพร้อมจำนวน ส.ส.ที่มากกว่าที่หลายๆ ฝ่าย หรือหลายๆ โพล ประเมินเอาไว้ก่อนหน้านี้