ปราปต์ บุนปาน เอ็มดี มติชน ตอกย้ำฟังก์ชั่นสื่อยุคใหม่ พาสังคมกลับสู่ครรลองปกติ รักษาเจตจำนงประชาชนไว้
เมื่อวันที่ 15 มกราคม ที่คอนเวนชันฮอลล์ ชั้น 2 อาคารศูนย์การเรียนรู้ ไทยพีบีเอส ถนนวิภาวดีรังสิต มีการจัดงาน “18 ปี ไทยพีบีเอส สื่อของทุกคน”
เวลา 08.30 น. แขกผู้มีเกียรติ หน่วยงานภาครัฐ ตลอดจนพันธมิตรสื่อ หลั่งไหลเดินทางมาร่วมแสดงความยินดี โดยบางส่วนร่วมเขียนข้อความอวยพร พร้อมร่วมสมทบทุน มูลนิธิไทยพีบีเอส เพื่อใช้ในสาธารณกุศล แทนการมอบกระเช้าแสดงความยินดี ผ่านท่างบัญชี “มูลนิธิองค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย”
บรรยากาศการเปิดงาน เวลา 09.30 น. มีการฉายวิดีทัศน์ ‘ไทยพีบีเอส สื่อของทุกคน’ ตามด้วย ’FACT Focus : เจาะลึก DNA ข่าวไทยพีบีเอส‘ โดยสะท้อนถึงการนำเสนอข่าวสารอย่างรอบด้าน ชี้ทางออกของวิกฤต ตั้งแต่ปัญหาภัยพิบัติ น้ำท่วม เจาะลึกเบื้องหลังแก๊งคอนเซ็นเตอร์ สแกมเมอร์ รายงานข่าวสารด้านการเมือง เศรษฐกิจฐานรากไปจนถึงมหภาค ตลอดจนตรวจสอบการใช้งบประมาณของภาครัฐให้เกิดการใช้ภาษีของประชาชนอย่างคุ้มค่า

รวมถึงรายการทอล์ก ’ตอบโจทย์ Question time‘ ที่ถือเป็นซิกเนเจอร์ของไทยพีบีเอส นับเป็นรายการซึ่งเปิดพื้นที่ให้ผู้ที่เห็นต่างทางการเมือง ได้แลกเปลี่ยนความเห็นเพื่อประโยชน์สาธารณะ
นอกจากนี้ยังมี ’The Active‘ และ ’Policy Watch Connect 2016 จับตานโยบายสาธารณะ‘ ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 12-23 ม.ค.2569 เป็นการเชิญชวนประชาชนมาร่วมติดตาม เกาะติด การกำหนดนโยบายโดยตรงจากทางรัฐสภา เพื่อเปลี่ยนระบบนิเวศของการกำหนดนโยบายสาธารณะ
ตลอดจนความร่วมมือกับ มหาวิทยาลัยศรีปทุม ใน ‘Thai PBS Tracking Poll : โครงการสำรวจความคิดเห็นสาธารณะต่อการเลือกตั้งทั่วไป’ วันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 ซึ่งเปิดสำรวจความเห็น ตั้งแต่ 13 ธันวาคมที่ผ่านมา ผ่านช่องทาง Line รวมถึง ’Thai PBS Verify : ตรวจสอบข่าวปลอม ตัดกรองข่าวจริง‘ เพื่อให้ประชาชนได้รับข้อมูลที่โปร่งใส รอบด้านในการเลือกตั้งทั่วไปที่จะถึงนี้
ต่อด้วย FRESH Show : การแสดงชุดพิเศษ “เหนือพรสวรรค์” เป็นการปรับผังรายการใหม่ เปิดโอกาสให้ผู้จัดหน้าใหม่เข้ามาสร้างสรรค์รายการ ทั้งละครคุณธรรม เกมส์โชว์ เป็นต้น ซึ่งเปิดโอกาสให้ผู้พิการได้แสดงความสามารถพิเศษ โดยในวันนี้ ‘น้ององศา‘ เดินทางมาร่วมบรรเลงระนาดด้วยขาทั้ง 2 ข้าง สร้างความประทับใจให้แก่ผู้เข้าร่วมงาน
ต่อมาเวลา 10.35 น. FRIENDLY Platform : VIPA The Future of Thai Contents Platform ที่เริ่มต้นจากคำถามว่า เรื่องราวดีๆ ของคนไทย จะเข้าถึงคนได้มากกว่านี้ได้อย่างไร? จึงมุ่งสร้างคอนเทนต์ที่สร้างคุณค่า เข้าถึงทุกคน ด้วยฟีเจอร์ภาษามือ รวมถึง Audio Description สำหรับผู้ที่หูหนวก

ตลอดจน AI แปลภาษาให้เข้าถึงได้ทั่วโลก
จากนั้น เวลา 10.45 น. มีการบรรยายในหัวข้อ FUTURE Ready : วันชัย ตันติวิทยาพิทักษ์ กับการบริหารแบบ ‘เร่าร้อน’
กระทั่ง เวลา 11.10 น. เข้าสู่เวที Special PANEL TALK “สื่อยุคใหม่ ในวันที่ประเทศไม่ปกติ” ในสังคมที่เปราะบาง สื่อควรทำหน้าที่อย่างไร ? โดยมีผู้เข้าร่วมเสวนาได้แก่ นายประณต วิเลปสุวรรณ ผู้อำนวยการฝ่ายข่าว ไทยรัฐทีวี, นายปราปต์ บุนปาน กรรมการผู้จัดการ บริษัท มติชน จำกัด (มหาชน), นายเสถียร วิริยะพรรณพงศา ผู้ช่วยกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ฝ่ายข่าว PPTV HD 36, นายธนกร วงษ์ปัญญา บรรณาธิการข่าวไทย สำนักข่าว The Standard, น.ส.กรุณา บัวคำศรี ผู้ดำเนินรายการ ตอบโจทย์ ไทยพีบีเอส

เมื่อถามว่า เราควรจะทำหน้าที่อย่างไรในฐานะสื่อ ในช่วงที่บทบาทสื่อเกิดวิกฤตศรัทธา?
นายปราปต์ บุนปาน กรรมการผู้จัดการ บริษัท มติชน จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า คำตอบใหญ่ๆ ตนมองว่า สื่อเองคงจะต้องช่วยกันผลักให้สังคมกลับมาสู่ครรลองที่เป็นปกติ มีโจทย์ที่เราต้องปรับเปลี่ยนตัวเราเองด้วย แต่อีกด้านเราก็ต้องนำพาสังคมเหมือนกัน
“ถ้ามองอย่างประนีประนอมและอนุรักษนิยมนิดหนึ่ง ถ้าเราเชื่อว่าประเทศหรือสังคมไทยมีโครงสร้างอะไรบางอย่าง ซึ่งไม่ได้ตายตัวเสียทีเดียว แต่รักษาสมดุลของสังคมเอาไว้ได้ และมีพลวัตที่ปรับตัวได้พอสมควร โดยในโครงสร้างนั้นอาจจะมีบุคคล คณะบุคคลจำนวนหนึ่งซึ่งทำหน้าที่แตกต่างกันไปในโครงสร้าง เพื่อให้ความสมดุลยังคงดำเนินต่อไปได้อย่างราบรื่น
แต่ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา เราเห็นตรงกันว่า โครงสร้างที่มีอยู่นั้นมันรับมือไม่ได้ กับความท้าทาย ปัญหา สภาพการณ์ใหม่ๆ หลายอย่าง ตั้งแต่การเมือง เศรษฐกิจ สิ่งแวดล้อม เทคโนโลยีต่างๆ โครงสร้างที่เราเคยมีมันรับไม่ได้ ขณะเดียวกันคนที่มีหน้าที่อยู่ในโครงสร้างต่างๆ นั้น เราก็เห็นไปทีละองค์กรๆ คือมัน malfunction (ทำงานผิดปกติ) มัน Error มีความน่าเชื่อถือที่ล้มละลาย หรือเกิดวิกฤตศรัทธา หายไปทีละองค์กร ทีละคณะ คือปัญหาใหญ่ในภาพรวม แม้กระทั่งองค์กรสื่อเองก็เจอ และต้องดีลกับปัญหานี้เหมือนกัน
ในแง่สื่อเอง พันธกิจหลักๆ ที่ควรจะมี หลักๆ คือ เราต้องช่วยตรวจสอบคนที่มีหน้าที่ต่างๆ ในโครงสร้างของสังคมนี้ ว่ามีอันไหนที่ผิดพลาด บกพร่องบ้าง ? และเราต้องเปิดพื้นที่นำเสนอวิสัยทัศน์ ว่าจริงๆ แล้วสังคมไทยควรจะต้องเป็นอย่างไร ถ้าเราจะต้องรีเซ็ตโครงสร้างทางสังคม กันใหม่ จัดระเบียบทางอำนาจ การจัดสรรผลประโยชน์กันใหม่ มันจะรีเซ็ต รีสตาร์ตกันอย่างไร” นายปราปต์กล่าว

เมื่อถามว่า ในสภาวะที่คนตั้งคำถามถึงความโปร่งใสของสื่อ มองว่า ‘สื่อ’ จะสร้างพื้นที่ ‘ความจริง’ ให้สังคมมีความเชื่อมั่นได้อย่างไรบ้าง ?
นายปราปต์กล่าวว่า ตนรู้สึกเห็นด้วยว่า ประเทศเรามีทั้ง ‘สื่อสาธารณะ’ อย่างไทยพีบีเอส ที่รับโจทย์บางอย่างไป กับ ‘ผู้ประกอบการธุรกิจสื่อ’ ซึ่งมติชนเองก็อยู่ในโพสิชั่น (position) ประเภทหลัง ตอบในฐานะผู้ประกอบการธุรกิจสื่อ เราคงไม่สามารถเคลมได้ 100 เปอร์เซ็นต์ ว่าเราจะสร้างพื้นที่ความจริงได้อย่างสะอาดบริสุทธิ์ 100 เปอร์เซ็นต์ ตนมองว่าคนทำธุรกิจสื่ออาจจะพูดแบบนี้ได้ยากด้วยข้อจำกัดที่คนทำธุรกิจสื่อน่าจะทราบกันดีว่ามีสภาพการณ์ปัญหาที่ยากหลายอย่าง ดังนั้น เราต้องยอมรับความจริงตรงนี้กันก่อน
“เฉพาะเครือมติชนที่อาจจะพอทำได้ ในฐานะองค์กรสื่อที่ทำงานมาอย่างยาวนานพอสมควร มีระบบข้างในซึ่งยืดหยุ่นหลากหลาย อย่างน้อยสิ่งที่พอจะประกาศได้คือ เราเปิดพื้นที่สำหรับข่าว หรือเนื้อหาที่หลากหลาย อาจจะมีบางพื้นที่ซึ่งความจริงถูกห่อหุ้ม กลายเป็นคลิปสั้น สีสันเชิงโซเชียลมีเดียไปหน่อย มาตรฐานวิชาชีพสื่อในยุค 20-30 ปีก่อนถูกเบียดบังบ้าง ก็ต้องยอมรับกัน
แต่ยังมีบางพื้นที่สื่อของเราที่มีความสำคัญ ซึ่งเราเปิดให้กับเสียงพิพากษ์วิจารณ์อย่างซื่อตรง และตรงไปตรงมาได้ อาจจะเป็นข้อดีที่มติชนที่มีหลายหัว แล้วแบ่งบทบาทกันเล่นได้
ดังนั้น ถ้าถามว่าเราดีลกับปัญหานี้อย่างไร ? ในฐานะผู้ประกอบการธุรกิจสื่อ มันคือต้องใช้ศิลปะในการบริหารจัดการสื่อพอสมควร ในขณะที่ไทยพีบีเอส อาจจะเป็นอีกโจทย์หนึ่ง” นายปราปต์กล่าว

เมื่อถามว่า เลือกตั้ง 2569 อะไรคือภารกิจที่สื่อยุคใหม่ต้องทำร่วมกัน ?
นายปราปต์กล่าวว่า จริงๆ ตนมองว่า สื่อเองก็เผชิญกับวิกฤตศรัทธาอะไรบางอย่าง ซึ่งมันวนอยู่ที่จริยธรรมของ บุคลากรสื่อในฐานะปัจเจก, ผู้บริหารสื่อ หรือเฉพาะแวดวงผู้ประกอบการวิชาชีพ ว่ามันเป็นอย่างไร ?
“ผมยังรู้สึกว่าต้องคิดถึงบริบท (context) คือสื่อมีความสำคัญ แต่สื่อไม่ได้อยู่ในฐานะที่เป็นผู้กำหนดเกมขนาดนั้น ถ้าเรามองบริบทที่แวดล้อมสื่ออยู่”
“รู้สึกว่าระยะหลังเวลาเกิดปัญหาลักษณะนี้ จะมีคนที่มองว่าสื่อปัจจุบันมันตกต่ำ โดยเปรียบเทียบว่าในยุคหนึ่งสื่อเคยมีมาตรฐานการทำงานที่สูงส่งรุ่งเรืองกว่านี้ โอเค มันอาจอยู่ในช่วงครึ่งหลัง 2520-2540 ประมาณนี้ แต่ผมยังรู้สึกว่า สถานการณ์ช่วงนั้นกับปัจจุบัน ถ้าให้ความเป็นธรรม มันต่างกันพอสมควร” นายปราปต์กล่าว และว่า
ช่วงนั้นการเมืองเปิด เศรษฐกิจไทยโต นายทุนผูกขาดยังไม่เยอะและเข้มแข็งเท่านี้ แต่นายทุนหลากหลายและรุ่มรวยกว่านี้ ซึ่งพร้อมที่จะสนับสนุนที่เสรีและเปิดกว้าง เรามีผู้บริโภคสื่อที่พร้อมจะซื้อหนังสืออ่านเราเจอสถานการณ์ที่มันเปลี่ยนไปเยอะ
ยังไม่รวมถึงเรื่องเทคโนโลยี ความสัมพันธ์ระหว่างคนกับสื่อ กับทีวี หนังสือพิมพ์ หรือในโซเชียลมีเดียในปัจจุบัน มันคือคนละอย่าง ดังนั้น อาจจะไม่ใช่เรื่องของสื่อที่ตกต่ำลงเสียทีเดียว
“ผมว่าสื่อทุกสื่อ พยายามทำกิจกรรมต่างๆ อย่างแข็งขัน ซึ่งผมว่ามันคือการกระตุ้นให้คนออกไปใช้สิทธิเลือกตั้ง ลงคะแนนเสียงประชามติรัฐธรรมนูญ ด้วยความเชื่อว่า วิถีของคูหา วิถีทางประชาธิปไตย ยังเป็นเครื่องมือสำคัญที่สุด ของคนในสังคม ว่าเราอยากแก้ปัญหาอะไร การเลือกตั้งยังเป็นเครื่องมือที่เขาพึ่งพาได้
อีกฟังก์ชั่นที่สื่อคงจะต้องทำ เมื่อผลการเลือกตั้ง และผลการลงประชามติ แนวโน้มส่วนใหญ่มันออกมาอย่างไร สื่อเองต้องช่วยประคับประคองเจตจำนงนั้น ไม่ให้มันล้ม หรือถูกล่มอีก เราจะต้องช่วยยืนยันว่า เสียงจากคูหาเลือกตั้ง คือใบอนุญาตสำคัญของระบอบประชาธิปไตย” นายปราปต์กล่าว


