นายกวีระเดช สะท้อนแนวทาง ‘มีส่วนร่วม’ ท้องถิ่นผลิบาน
วีระเดช ภู่พิสิฐ หรือนายกเฮง นายกองค์การบริหารส่วน จังหวัด (อบจ.) ลำพูน นักการเมืองหนุ่มไฟแรง ทายาท โกเก๊า ประเสริฐ ภู่พิสิฐ อดีตนายก อบจ.ลำพูน และประธานหอการค้า จ.ลำพูน กลุ่มตระกูลการเมืองเก่าแก่ที่มีบทบาทสำคัญในพื้นที่ จ.ลำพูน มายาวนาน
ช่วงต้นปี 2568 ที่ผ่านมา “วีระเดช” ผู้สมัครเพียงหนึ่งเดียวของพรรคประชาชนถูกจับตามองอย่างมาก หลังคว้าชัยชนะในการเลือกตั้งนายก อบจ. และสามารถปักธงส้มในถิ่นแดงได้สำเร็จ
ปัจจุบัน “วีระเดช” ในวัย 38 ปี เล่าว่า แม้เป็นครอบครัวนักการเมือง พ่อและพี่ชายล้วนเป็นนักการเมืองท้องถิ่น คลุกคลีอยู่ในแวดวงการเมืองมาตั้งแต่เด็ก แต่ไม่ได้ชื่นชอบและเบื่อหน่ายการเมืองมาก เพราะพ่อไปเกี่ยวข้องกับการคดีทุจริตโครงการรับจำนำลำไย ปี 2547 จนถูกดำเนินคดีเมื่อปี 2557 ซึ่งคดีนี้เชื่อมโยงกับทั้งการเมืองระดับชาติและการเมืองระดับท้องถิ่น จนครอบครัวประสบวิกฤตอย่างหนัก กระทั่งพรรคอนาคตใหม่เปิดตัวในปี 2561 เมื่อได้ฟังแนวนโยบายของพรรครู้สึกชื่นชอบ โดยเฉพาะระบบไพรมารีโหวต (Primary Vote) ที่เปิดโอกาสให้สมาชิกมีส่วนร่วมในการคัดเลือกผู้สมัคร ส.ส.ได้เมื่อเปรียบเทียบกับระบบการเมืองไทย ที่ผ่านมาแต่ละพรรคจะเลือกผู้สมัครเองจนมีคำเปรียบเปรยว่า “ส่งเสาไฟฟ้าลงก็ได้” เพราะกระแสของพรรค ทำให้นักการเมืองหลายคนผูกขาดได้เป็น ส.ส.ยาวนาน 4-5 สมัย บางคนเป็น ส.ส.มานานถึง 16 ปี
หลังตัดสินใจสมัครเป็นสมาชิกพรรค ซึ่งเป็นคนลำพูนเพียงไม่กี่คนที่ลงชื่อสมัครทางออนไลน์ เมื่อพรรคโทรศัพท์กลับมาชวนเข้าร่วมสัมมนาที่ จ.ลำพูน ก็ถูกดึงตัวมาช่วยงานพรรคทันที ช่วงแรกที่ครอบครัวทราบเรื่องทั้งพ่อและพี่ชายไม่เห็นด้วยกับแนวทาง เพราะมองว่าหากไม่ใช่เงิน ไม่มีทางเอาชนะได้ ซึ่งระบบการเมืองไทยทำกันจนกลายเป็นจารีตประเพณี
แม้ปี 2562 จะไม่ได้ลงสนามเลือกตั้ง ส.ส. แต่ก็ทำหน้าที่เป็นหัวหน้าสาขาพรรคอนาคตใหม่ จ.ลำพูน เมื่อพรรคประชาชนส่งลงสมัครชิงเก้าอี้นายก อบจ.ลำพูน ก็คว้าชัยชนะด้วยคะแนนเสียงกว่า 109,372 คะแนน
“วีระเดช” บอกว่า ในฐานะนายก อบจ.ลำพูน เปรียบบ้านเกิดเหมือนถนน 5 สาย ที่ต้องพัฒนาไปพร้อมกันเพื่อวางโครงสร้างและรากฐานสำหรับเมืองในอนาคต ด้านแรก คือวัฒนธรรม จะวาง อบจ.ไว้จุดไหนในการสนับสนุนและพัฒนาวัฒนธรรม วัดวาอาราม และประเพณี เพื่อเสริมการท่องเที่ยวของเมืองให้เติบโต
ด้านที่สอง ภาคอุตสาหกรรม ลำพูนมีนิคมอุตสาหกรรมและโรงงานตั้งอยู่จำนวนมาก แต่ที่ผ่านมายังขาดการมีส่วนร่วมและการเชื่อมโยงกัน ทั้งที่อุตสาหกรรมก็ใช้โครงสร้างพื้นฐานของจังหวัด และท้องถิ่น
ด้านที่สาม ภาคเกษตร ลำพูนเป็นแหล่งเพาะปลูกลำไย หอมแดง และกระเทียม อันดับต้นๆ ของประเทศ แม้ภาคเกษตรจะเปิดกว้าง แต่ยอมรับที่ผ่านมา อบจ.ลำพูนยังปิด เมื่อมาเป็นนายกจึงมีแนวคิดจะตั้งกองการเกษตรขึ้น เพื่อช่วยดูแลสินค้าเกษตรในจังหวัด เพราะประชาชนกว่า 70% ของลำพูนอยู่ในภาคเกษตร
ด้านที่สี่ ด้านเทคโนโลยี อบจ.กำลังเดินหน้าผลักดันเรื่องนี้อย่างจริงจัง เพื่อเปิดโอกาสให้เยาวชนได้เรียนรู้เรื่องเทคโนโลยีให้มากที่สุดไม่ด้อยกว่าจังหวัดอื่นๆ เพราะลำพูนไม่มีมหาวิทยาลัยหลักตั้งอยู่
และด้านที่ห้า การศึกษา วางแผนเดินหน้าพัฒนาคุณภาพการศึกษาให้เท่าเทียมกันทุกพื้นที่ และตั้งกองทุนการศึกษาเพื่อเด็กยากไร้ ผลักดันให้เด็กเรียนต่อใน 5 กลุ่มสาขาอาชีพ โดยเฉพาะแพทย์ ตั้งเป้าอย่างน้อยปีละ 1-2 ทุน เพราะมองว่าเมืองจะดีไม่ดีก็สร้างจากคนที่มีคุณภาพ เมื่อบุคลากรเหล่านี้เรียนจบจะกลับมาช่วยพัฒนาบ้านเกิด และช่วยพัฒนาระบบสาธารณสุขในพื้นที่ให้มีความมั่นคง
“แผนพัฒนาเพื่อก้าวใหม่ที่ ‘ผลิบาน’ คือ การดึงคนทุกกลุ่มเข้ามามีส่วนร่วม ทั้งนักเรียน นักศึกษา ประชาชนทั่วไป และเกษตรกร เพื่อมาช่วยเขียนนโยบายกับ อบจ. เปิดกว้างให้คนรู้จักว่า อบจ.คืออะไร ท้องถิ่นเราจะแตกต่างกับที่อื่น ส่วนตัวพยายามไปร่วมงานที่ชุมชนจัดขึ้นทุกงานเพื่อเข้าถึงประชาชนทุกกลุ่มให้มากที่สุด”
ส่วนประสบการณ์การทำงานหลังเข้ามารับตำแหน่งได้มาแล้วกว่า 8 เดือน “วีระเดช” สะท้อนว่า ได้หารือกับพรรคว่าอยากจัดอบรมหลักสูตรสำหรับคนรุ่นใหม่ที่อยากเป็นผู้บริหารท้องถิ่น เพื่อเตรียมตัวและเตรียมความพร้อมรับมือ เพราะช่วงแรกที่มารับตำแหน่งแม้มีภูมิคุ้มกันจากประสบการณ์ที่พ่อเคยเป็นนายก อบจ.มาก่อนแล้วก็ตาม แต่วันแรกๆ ที่เข้ามารับตำแหน่งก็เจออุปสรรคมากพอสมควร อุปสรรคแรก คือ ขั้วอำนาจการเมืองเก่า ทั้งกลุ่มคนของขั้วอำนาจเดิมที่ไม่ให้การยอมรับ ต้องใช้เวลาค่อยๆ ปรับและทำความเข้าใจกันไป
อุปสรรคที่สอง คือ ระบบราชการ จากเดิมทำงานเอกชนอยากซื้ออะไรก็เซ็นเช็คสั่งซื้อได้ทันที แต่ อบจ.ทำไม่ได้ มีกฎระเบียบ ขั้นตอนและการตรวจสอบที่รัดกุม
และอุปสรรคที่สาม คือ เรื่องผลประโยชน์แอบแฝงภายในองค์กร บางครั้งมาโดยไม่รู้ตัว เรื่องเหล่านี้ต้องเรียนรู้และจับตาดูหากเราไม่คิดคอร์รัปชั่น แต่ยังมีคนบางกลุ่มที่หาประโยชน์จากเรื่องเหล่านี้อยู่ อุปสรรคที่พบเจอไม่ใช่เรื่องยากอะไร ช่วงแรกๆ อาจรู้สึกกดกันแต่หลังๆ พอเริ่มรู้ระบบจับที่จับทางได้ ก็ไม่กดดันตัวเอง
ส่วนมุมมองในฐานะผู้บริหารท้องถิ่นนั้น “วีระเดช” บอกว่า อันดับแรกอยากให้ทุกๆ ท้องถิ่นมีผู้บริหารอยู่ที่ในวัยกลางคน เป็นคนรุ่นใหม่ เพราะคนเหล่านี้อาจมีมุมมองที่กว้างกว่าคนยุคก่อนๆ การใส่ออปชั่นในการพัฒนาท้องถิ่นต้องอาศัยวิชั่นของนายกว่าอยากเห็นท้องถิ่นเป็นอย่างไร จะพัฒนาเมืองอย่างไร ตัวอย่างเช่น จ.ลำพูน รู้แล้วว่าพื้นที่ไม่มีสนามบิน สิ่งสำคัญที่จะทำให้คนเดินทางมาหาเราได้คือระบบขนส่งสาธารณะ ต้องทำให้นักท่องเที่ยวเดินทางมาลำพูนให้ได้ และหากจะให้นักท่องเที่ยวอยู่ยาวก็ต้องพัฒนาให้เมืองน่าอยู่น่าเที่ยว ซึ่งเมืองจะน่าอยู่น่าเที่ยวไม่ได้อยู่ที่สิ่งปลูกสร้าง แต่อยู่ที่คนในจังหวัด ดังนั้นอยากให้ทุกท้องถิ่นมีผู้บริหารรุ่นใหม่ที่สามารถวางระบบใหม่ๆ ให้เกิดขึ้นได้
สิ่งที่อยากเห็นคือ ท้องถิ่นแข่งขันกันเรื่องการพัฒนาพื้นที่ รวมทั้งอยากให้ปัญหาคอร์รัปชั่นน้อยลงหรือหมดไป นโยบายที่ออกมาทำเพื่อประชาชนที่อาศัยอยู่ในจังหวัดจริงๆ
อยากให้การเมืองในท้องถิ่นพัฒนาไปในทิศทางนี้ มีโอกาสก็อยากช่วยนักการเมืองรุ่นใหม่ๆ ให้ก้าวขึ้นมาเป็นผู้บริหารท้องถิ่นเชื่อว่าถ้าคนรุ่นใหม่ได้เข้ามาบริหารและระบบอุปถัมภ์หมดไป อยากให้การเมืองท้องถิ่นคิดถึงประชาชนให้มาก
ในห้วง 4 ปีที่เป็นนายก อบจ.ลำพูน อยากเห็นคือการสนับสนุนให้คนลำพูนได้กลับมาทำงานที่บ้าน เด็กๆ เยาวชน ได้รับการสนับสนุนด้านการศึกษาอย่างเท่าเทียมกัน คนลำพูนมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นในทุกด้าน
สุดท้ายอยากทำให้ประชาชนเห็นว่าเป็น อปท.ใหญ่ที่สุดในจังหวัดแต่ใกล้ชิดกับประชาชนมากที่สุด

