หน้าแรก การเมือง ‘ดร.พงศธร’ จา...

‘ดร.พงศธร’ จาก ส.ท. สู่นายกเทศมนตรี วัย 35 ปี

21.01.26 | 09:10 น.

‘ดร.พงศธร’ จาก ส.ท.สู่นายกเทศมนตรี วัย 35 ปี

ในบรรดาผู้บริหารองค์ปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) รุ่นใหม่ที่มีบทบาทโดดเด่นและน่าจับตามอง “ดร.พงศธร ลิมปนเวทย์สกุล”หรือนายกปอนด์ นายกเทศมนตรีตำบลหลักห้า อ.บ้านแพ้ว จ.สมุทรสาคร เป็นหนึ่งในลิสต์รายชื่อ

แม้ชื่อชั้นไม่ได้ผ่านสนามการเมืองท้องถิ่นมาอย่างโชกโชน แต่ด้วยวัยเพียง 35 ปี ถือได้ว่า นายกปอนด์มีประสบการณ์ทำงานการเมือท้องถิ่นมาอย่างต่อเนื่อง ล่าสุด นายกปอนด์เข้านั่งเก้าอี้บริหารงานเทศบาลเพียงไม่ถึงปี สามารถขับเคลื่อนโครงการสภาเด็กและเยาวชน จนโครงการบอร์ดเกม ปลูกฝัง และสร้างค่านิยมเพื่อการต่อต้านการทุจริตและคอร์รัปชั่น (มหานครหลัก 5) คว้ารางวัลชนะเลิศในโครงการพลเมืองสร้างสรรค์นวัตกรรมต่อต้านการทุจริต (KPI NEW GEN 3) จากวิทยาลัยพัฒนาการปกครองท้องถิ่น สถาบันพระปกเกล้า ร่วมกับรัฐสภาและสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ได้สำเร็จ

“นายกปอนด์” เล่าว่า ตั้งแต่เริ่มต้น เป็นคนพื้นที่หลักห้า เกิดในครอบครัวที่ประกอบธุรกิจ มีโรงฆ่าสัตว์ สมัยเด็กมีชีวิตเหมือนเด็กๆ ทั่วไป ที่เน้นการเรียนเป็นหลัก ตั้งแต่ปฐมวัย เรียนระดับมัธยมที่โรงเรียน ภปร.ราชวิทยาลัย และเรียนต่อระดับอุดมศึกษาที่มหาวิทยาลัยศิลปากร ต่อเนื่องรวดเดียวตั้งแต่ระดับปริญญาตรีถึงปริญญาเอก ทางสาขาวิชาการจัดการด้วยวัยเพียง 26 ปี และเริ่มต้นชิมลางงานการเมืองท้องถิ่นตั้งแต่นั้นมา

“หลังเรียนก็ทำงานวิจัยบ้าง ช่วยงานครอบครัวบ้าง ซึ่งในครอบครัวมีเครือญาติทำงานการเมืองท้องถิ่นในพื้นที่อยู่แล้ว มีอาเจ็กและโกว โดยเฉพาะโกว คือ รองนายกขวัญดาว สุมนัส ทำงานเป็นผู้บริหารเทศบาลในสมัยนั้น ชักชวนมาทำงานท้องถิ่น ด้วยความที่เป็นคนชอบทำงานวิจัยเชิงคุณภาพ ชอบลงพื้นที่พบปะ สอบถามเก็บข้อมูลอยู่แล้ว จึงสนใจและตอบตกลง แต่ช่วงนั้นไม่สามารถลงสนามในตำแหน่งผู้บริหารท้องถิ่นได้ เนื่องจากมีกฎหมายใหม่กำหนดคุณสมบัติผู้บริหารท้องถิ่น ต้องมีอายุไม่ต่ำกว่า 35 ปี ทำให้อายุไม่ถึงเกณฑ์ จึงเบนเข็มไปที่งานในสภาเทศบาลแทน แต่ก่อนลงสมัครรับเลือกตั้งมีโอกาสเรียนรู้พื้นที่ในทีม ปลัดแต นายอุดม ไกรวัตนุสสรณ์ นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) สมุทรสาคร คนปัจจุบันในช่วงเวลาสั้นๆ”

Advertisement

นายกปอนด์เล่าอีกว่า ช่วงก่อนลงสนามเลือกตั้ง เนื่องจาก นายมณฑล ไกรวัตนุสสรณ์ หรือเฮียม้อ นายก อบจ. ครบวาระ ซึ่งพี่ปลัดแต อุดม ไกรวัตนุสสรณ์ ผู้ซึ่งคุ้นเคยกันดี ได้ลงสมัครรับเลือกตั้งเป็นนายก อบจ. ได้ชักชวนเข้าร่วมงาน จึงตอบตกลงเข้าร่วมทีมในหน้าที่เลขานายก อบจ. ทำหน้าที่ลงพื้นที่หาเสียง ติดตามไปทำงาน บางครั้งได้รับมอบหมายให้ไปทำหน้าที่แทน ทำให้ได้เรียนรู้การทำงาน ได้รู้จักคนมากขึ้น ทำงานได้เพียง 3 เดือน มีการเลือกตั้งเทศบาลทั่วประเทศจึงลาออกจากทีมปลัดแต มาลงสมัครรับเลือกตั้ง เป็นสมาชิกสภาเทศบาล (ส.ท.) ตำบลหลักห้า แถมพ่วงตำแหน่งประธานสภาเทศบาลอีกตำแหน่ง

“ประสบการณ์จากการทำงานกับปลัดแต ได้ประโยชน์มาก ทั้งการเดินหาเสียง การพบปะพูดคุยเก็บข้อมูล ปัญหาจากชาวบ้าน ส่วนการเมืองในเทศบาลตำบลหลักห้าก็ไม่มีความกังวลเรื่องคู่แข่ง ส่วนหนึ่งมาจากโกว อดีตนายกเทศมนตรีวางรากฐานไว้หมดแล้ว ยอมรับว่าการทำงานในสภา 4 ปี ด้วยเป็น ส.ท.ในฟากผู้บริหารเทศบาลจึงมีโอกาสได้ทำหน้าที่แอดมินเพจเฟซบุ๊กของเทศบาลด้วย จึงได้มีหน้าที่รับเรื่องร้องเรียนความเดือดร้อนจากชาวบ้านโดยตรง และนำเรื่องเสนอผู้บริหารเทศบาลลงมาแก้ปัญหาให้ชาวบ้านได้เร็วขึ้น อันนี้ก็เป็นผลมาถึงการลงสมัครนายกเทศมนตรีในสมัยถัดมา จากนั้นได้รับเลือกตั้งผู้บริหารเทศบาลสมัยแรก โดยมี โกวขวัญดาว อดีตนายกเทศมนตรี อยู่ในทีมบริหาร นั่งตำแหน่งรองนายกเทศมนตรีแต่สิ่งสำคัญกว่านั้น คือความภาคภูมิใจที่การได้รับเลือกตั้งทั้ง 2 ครั้ง คือ ไม่มีทั้งการซื้อเสียง และให้เงินหัวคะแนนเลยแม้แต่รายเดียว

การทำงานในตำแหน่งสมาชิกสภา แตกต่างจากตำแหน่งผู้บริหาร โดยการทำหน้าที่ ส.ท.และประธานสภา เป็นหน้าที่ด้านนิติบัญญัติเป็นไปตามระเบียบ แต่นอกเวลาราชการ ที่ทำหน้าที่แอดมินเพจรับเรื่องร้องเรียน เหตุด่วนฉุกเฉิน และประสานหน่วยงานที่รับผิดชอบแล้ว ยังต้องลงพื้นที่หน้างานด้วยตัวเอง ส่วนการทำหน้าที่บริหาร งานจะหนักกว่ามาก กลางวันทำงานเอกสารเยอะแยะมากมาย ช่วงบ่ายเน้นลงพื้นที่ชุมชนทุกวัน”

สำหรับปัญหาใหญ่ของเทศบาล ยอมรับว่ามีหลายปัญหา ปัญหาแรก คือ ขาดแคลนข้าราชการท้องถิ่น ในเรื่องนี้ แก้ปัญหาโดยผลักดันสนับสนุนกลุ่มพนักงานจ้างตามภารกิจให้เข้าสอบบรรจุข้าราชการ เพื่อกลับเข้ามาทำงานในพื้นที่, อีกปัญหาที่ยังหนักหนาสาหัส คือ ยาเสพติดแพร่ระบาด ซึ่งในพื้นที่พบผู้เสพบ่อยครั้ง เทศบาลร่วมมือกับโรงพยาบาลนำผู้เสพไปบำบัด แต่เมื่อครอบครัวผู้เสพไม่ให้ความร่วมมือ สุดท้าย ผู้เสพก็กลับเข้ามาอยู่ในพื้นที่เหมือนเดิม ถือเป็นปัญหาหนึ่งที่เกินศักยภาพของท้องถิ่นจะจัดการได้

“อีกปัญหาที่ยังแก้ไขไม่ได้ คือ โครงการก่อสร้างหลายโครงการ ไม่มีผู้รับจ้างเข้ามายื่นซองประมูล เนื่องจากราคากลางกดราคารับจ้าง มีทั้งโครงการสร้างสะพาน สร้างทางเดินเท้า ในเรื่องกำหนดระเบียบต้องการป้องกันการทุจริต แต่มองว่า แม้จะมีระเบียบ แต่ก็ยังมีการทุจริตอยู่ดี ถ้าระเบียบขัดต่อการทำงาน หากมีข้อยกเว้นบ้างในส่วนที่สามารถยกเว้นได้ อาจช่วยลดเงื่อนไข และทำให้โครงการเกิดขึ้น

ในฐานะผู้บริหารรุ่นใหม่ เพิ่งเข้ามานั่งบริหารได้เพียง 6-7 เดือน ยังไม่มีความกดดัน เพราะเคยทำงานกับกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน คณะกรรมการชุมชนมาก่อน แต่บางครั้งมีความรู้สึกเครียดกับเรื่องที่ยังไม่สามารถแก้ปัญหาให้ชาวบ้านได้ การทำงานท้องถิ่นนั้นไม่ง่าย แต่ก็ไม่ยากเกินไป ตราบใดที่ทุกฝ่ายให้ความร่วมมือ เมื่อรับเรื่องมา เราทำงานสอดคล้องกัน ไปในทางเดียวกัน เราคุยกับคณะกรรมการชุมชน ซึ่งรู้จักพื้นที่เป็นอย่างดี คุยกันแล้วก็ลงพื้นที่ไปดูปัญหาได้เลย ขณะเดียวกันหากไปคนละทาง ก็ทำงานยาก

สำหรับผมแม้มาจากครอบครัวที่ทำงานท้องถิ่น จริงๆ แล้วในครอบครัวไม่มีใครอยากเป็นทำงานท้องถิ่น เพราะต้องสละเวลาส่วนตัวค่อนข้างมาก มีเวลาให้ครอบครัวน้อย แต่อีกมุมหนึ่งถ้าทำงานได้ดี แก้ปัญหาในพื้นที่ได้ดี ครอบครัวเรา ลูกเราก็อยู่ในสภาพแวดล้อมที่ดีอย่างไรก็ตาม ในการทำงาน ผมยึดหลักธรรมาภิบาลในการทำงาน โดยยึดหลักกฎหมายเป็นสำคัญ ต้องมี ‘คุณธรรม’ คำนี้อาจดูเป็นนามธรรม แต่วัดได้จากเสียงสนับสนุนของประชาชน, ต้องมีความโปร่งใส การทำงานทุกเรื่องสามารถเปิดเผยได้ทั้งหมด ต้องเน้นการมีส่วนร่วม เปิดให้ประชาชนมีส่วนร่วม มีสิทธิเสนอโครงการ และโครงการที่ทำต้องมีความคุ้มค่า

ผมอาจเพิ่งมานั่งบริหารงานไม่นาน แต่ก็มีมุมมองต่อผู้บริหารท้องถิ่นที่นั่งครองเก้าอี้มาหลายสมัย ไม่ได้มองว่านั่งมาหลายปีจะไม่ดีต้องดูว่าอยู่มานานนั้นอยู่แบบไหน อยู่แบบอิทธิพล หรืออยู่แบบนักพัฒนา ถ้าอยู่แบบนักพัฒนา คิดว่าให้อยู่นานแค่ไหนก็ได้ เพราะเป็นประโยชน์ แต่ถ้าอยู่แบบอิทธิพลคงไม่ดีเท่าไร”

สำหรับผลงานที่ถูกกล่าวถึงมาก คือ รางวัลชนะเลิศในโครงการพลเมืองสร้างสรรค์นวัตกรรมต่อต้านการทุจริต (KPI NEW GEN 3) ของสภาเด็กของเทศบาลตำบลหลักห้า นายกปอนด์เล่าว่า เกิดขึ้นเนื่องจากเห็นกิจกรรมของสภาเด็กค่อนข้างนิ่งมานาน ไม่มีการขับเคลื่อนจึงเชิญกำนัน ใหญ่บ้าน ส.ส. มาพูดคุยให้ความรู้เด็กและเยาวชน จนเกิดกิจกรรมประชุมแลกเปลี่ยน ส่งผลให้สภาเด็กตื่นตัว ทำกิจกรรมมากขึ้น จากนั้นนำเด็กเข้าค่ายกิจกรรม และเขียนโครงการต่อต้านการทุจริต โดยนำบอร์ดเกมที่นิยมเล่นกันมากในหมู่เด็กๆ มาใช้เป็นสื่อกลาง สอดแทรกเรื่องราวของการทุจริตเข้าไป

“แนวคิดของเกมเป็นเรื่องเกี่ยวกับการทุจริต มีเนื้อหาเกี่ยวกับการก่อสร้างโครงการ มีการประมูลโครงการ ทำให้ผู้เล่นได้เห็นกระบวนการทำงาน เห็นการทุจริต ได้จับทุจริต ทำให้เห็นว่าการโกงมีโอกาสชนะ แต่หากถูกจับก็มีสิทธิแพ้ ซึ่งเด็กๆ จะได้เข้าใจมากขึ้น ผมชอบทำงานกับสภาเด็ก เพราะเด็กไม่เหมือนผู้ใหญ่ที่เป็นเสมือนน้ำเต็มแก้ว สำหรับเด็กแล้วถ้าเราเติมสิ่งๆ ดีๆ เข้าไปเด็กเหล่านี้จะเป็นอนาคตของสังคมที่มีคุณภาพ”

นายกปอนด์ทิ้งท้ายก่อนจบบทสนทนา การบริหารงบประมาณของท้องถิ่น ถ้าบริหารได้ดี จะทำให้เกิดประโยชน์สูงสุด แต่ถ้าบริหารแบบเอาแต่พวก มันก็พัฒนายาก สิ่งที่อยากเห็น คือ ความตระหนักถึงความเป็นพลเมืองของชุมชน ถ้าทุกคนตระหนักว่าตนเองเป็นเจ้าของชุมชน ช่วยกันบำรุงรักษาดูแลชุมชน ทั้งเรื่องขยะ การปล่อยปละต้นไม้ในพื้นที่รกร้าง การไม่ช่วยดูแลในเรื่องนี้ จะทำให้เทศบาลต้องเสียงบประมาณไปดูแล ทำให้เกิดค่าใช้จ่าย ซึ่งเงินส่วนนี้สามารถนำไปพัฒนาส่วนอื่นๆ ได้อีกมาก

“มีวาระการทำงานนับจากนี้ อีก 3 ปีกว่า มีเป้าหมายอยากสร้างสนามฟุตบอล สนามกีฬาให้เด็กๆ นอกจากนี้จะสนับสนุนด้านการศึกษา จัดพื้นที่จัดกิจกรรมการเรียนรู้ให้เด็กๆ ในวันหยุด โดยใช้พื้นที่ของเทศบาล เพื่อทำให้เด็กออกจากยาเสพติดได้จริง เพราะเป็นสิ่งที่เด็กและเยาวชนต้องการ”