สินบนทองคำ – ส.ว.แห่เข้าชื่อ ชงปธ.ยื่นศาลฎีกาฯ เชือด เอกวิทย์ กรรมการป.ป.ช. ปมรับสินบนทองคำ
เมื่อวันที่ 16 มกราคม 2568 รายงานข่าวจากวุฒิสภา ทางสำนักงานเลขาธิการวุฒิสภาได้เเจ้งสว.ทุกคนให้ได้รับหนังสือร้องเรียน ลงวันที่ 7 มกราคม ของ พ.ต.อ.ภาคภูมิ พิสมัย อดีตลูกน้องคนสนิท พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ หักพาล อดีตรองผบ.ตร. เพิ่อขอให้สมาชิกวุฒิสภา เข้าชื่อในหนังสือเเละยื่นถึงนายมงคล สุุระสัจจะ ประธานวุฒิสภา เพื่อให้ยื่นเรื่องต่อศาลฎีกาฯดำเนินการเอาผิด นายเอกวิทย์ วัชชวัลคุ กรรมการ ป.ป.ช. กรณีถูกกล่าวหารับสินบนทองคำ 246 บาท โดยที่ บก.ปปป. ได้ดำเนินคดีกับ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ นายเอกวิทย์ เเละพวกไปเเล้ว
รายงานข่าวแจ้งว่าต่อมาวันที่ 9 มกราคม นายสัญญาภัชระ สามารถ ทนายความของพล.ต.อ.สุรเชษฐ์ ยื่นหนังสือต่อประธานวุฒิสภา ขอให้พิจารณาส่งเรื่องให้กรรมการไต่สวนอิสระดำเนินการเเละขอให้ตรวจสอบการใช้อำนาจหน้าที่ของพนักงานสอบสวนสอบสวน ป.ป.ช. คดีติดสินบนทองคำดังกล่าว โดยอ้างว่าการกระทำของพนักงานสอบสวนเเละป.ป.ช.ขัดกับกฎหมายเเละรัฐธรรมนูญ
แหล่งข่าวระบุว่า แม้จะมีการประกาศยุบสภาผู้แทนราษฎรไปแล้วเมื่อวันที่ 12 ธันวาคม 2568 แต่ส.ว.ยังสามารถดำเนินการตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 236 ได้ และขณะนี้ทราบว่าส.ว.ลงชื่อครบ/เกินจำนวน 1 ใน 5 หรือ 40 คน ของจำนวน ส.ว.ที่มีอยู่ทั้งหมดไปแล้วเมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมา เพราะหนังสือของพ.ต.อ.ภาคภูมิส่งถึงส.ว.ทุกคน เท่าที่มีอยู่ในปัจจุบันให้พิจารณา และขอให้ส.ว.เสนอเรื่องต่อประธานวุฒิสภา ให้ใช้อำนาจตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 236 กรณีกล่าวหานายเอกวิทย์ เพื่อขอให้นายมงคลส่งเรื่องต่อประธานศาลฎีกา เเต่งตั้งคณะผู้ไต่สวนอิสระขึ้นมาสอบสวนกรณีนายเอกวิทย์เเล้ว
“ตอนนี้ทราบว่า อยู่ในขั้นตอนทางธุรการของสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร ที่จะเสนอเรื่องให้นายมงคล ในฐานะทำหน้าที่ประธานรัฐสภา ลงนามส่งเรื่องไปยังประธานศาลฎีกาโดยคาดว่าในเร็วๆนี้หากได้ข้อยุติ นายมงคลจะส่งเรื่องนี้ให้ประธานศาลฎีกาตามลำดับ”
แหล่งข่าวจาก ส.ว. เเจ้งว่า หากประธานศาลฎีการับเรื่องนี้ และตั้งคณะผู้ไต่สวนอิสระขึ้นมาสอบสวน ถือว่ากรรมการ ป.ป.ช.ถูกตั้งคณะผู้ไต่สวนอิสระ เป็นครั้งเเรกเเละนายเอกวิทย์ต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่จนกว่าจะมีการตัดสินในกรณีนี้
แหล่งข่าวระบุอีกว่า โดยขั้นตอนตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 236 ที่วางหลักว่า การไต่สวนกรณีกล่าวหากรรมการ ป.ป.ช.นั้น กระทำได้โดยส.ส.,ส.ว.หรือสมาชิกของทั้งสองสภาจํานวนไม่น้อยกว่า 1 ใน 5 ของจํานวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของทั้งสองสภาหรือประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้งจํานวนไม่น้อยกว่าสองหมื่นคน มีสิทธิเข้าชื่อกล่าวหาว่ากรรมการป.ป.ช. ผู้ใดกระทําการตามมาตรา 234
(1) โดยยื่นเรื่องต่อประธานรัฐสภาพร้อมด้วยหลักฐานตามสมควร หากประธานรัฐสภาเห็นว่ามีเหตุอันควรสงสัยว่ามีการกระทําตามที่ถูกกล่าวหา ให้ประธานรัฐสภาเสนอเรื่องไปยังประธานศาลฎีกาเพื่อตั้งคณะผู้ไต่สวนอิสระจากผู้ซึ่งมีความเป็นกลางทางการเมืองและมีความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์ เพื่อไต่สวนหาข้อเท็จจริง
ส่วนรัฐธรรมนูญ มาตรา 237 ระบุว่า เมื่อดําเนินการไต่สวนแล้วเสร็จ ให้คณะผู้ไต่สวนอิสระดําเนินการดังต่อไปนี้ (1) ถ้าเห็นว่าข้อกล่าวหาไม่มีมูลให้สั่งยุติเรื่อง และให้คําสั่งดังกล่าวเป็นที่สุด
(2) ถ้าเห็นว่าผู้ถูกกล่าวหาฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรงให้เสนอเรื่องต่อศาลฎีกาเพื่อวินิจฉัย โดยให้นําความในมาตรา 235 วรรคสาม วรรคสี่ และวรรคหกมาใช้บังคับโดยอนุโลม
(3) ถ้าเห็นว่าผู้ถูกกล่าวหามีพฤติการณ์ตามที่ถูกกล่าวหา และมิใช่กรณีตาม (2) ให้ส่งสํานวนการไต่สวนไปยังอัยการสูงสุดเพื่อดําเนินการฟ้องคดีต่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดํารงตําแหน่งทางการเมือง และให้นําความในมาตรา 235 วรรคสาม วรรคสี่ และวรรคห้า มาใช้บังคับโดยอนุโลม
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า อนึ่งการใช้มาตรา 236 เเห่งรัฐธรรมนูญนั้น เคยนำมาใช้เเล้วเเต่ไม่ประสบผล โดยพบว่าวันที่ 18 มิถุนายน 2567 พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ ได้นำรายชื่อประชาชน 2.5 หมื่นคน เพื่อถอดถอนคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติคนหนึ่ง โดยเสนอต่อประธานรัฐสภาเพื่อยื่นต่อประธานศาลฎีกา ให้ตั้งกรรมการตรวจสอบไต่สวน และนำไปสู่การถอดถอนกรรมการ ป.ป.ช.คนนั้น ซึ่งสงสัยว่ามีพฤติกรรมร่ำรวยผิดปกติ ทุจริตต่อหน้าที่ ฝ่าฝืนไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง ตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2560 มาตรา 236
ทว่ากรณีนี้ประธานรัฐสภาในตอนนั้นคือนายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ได้พิจารณาตีตกคำร้องนี้ จนช่วงเดือน มกราคม 2568 มีการเผยเเพร่คลิปที่ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ แอบอัดคลิปที่บ้านพักนายวันมูหะมัดนอร์เเล้วนำมาเผยเเพร่จนทำให้นายวันมูหะมัดนอร์ตำหนิการกระทำดังกล่าวของพล.ต.อ.สุรเชษฐ์

