เลือกตั้ง ส.ส.วาระทั่วไป ทุกพรรคที่ส่งผู้สมัครลงรับเลือกตั้ง ทั้ง ส.ส.แบบแบ่งเขต ส.ส.บัญชีรายชื่อ รวมทั้งแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี ได้ผ่านครึ่งทางการลงพื้นที่หาเสียงขอคะแนนพี่น้องประชาชนมาแล้ว นับจากนี้เหลือเวลาอีกประมาณ 20 วัน ก่อนจะถึงวันเลือกตั้ง 8 กุมภาพันธ์ แต่ละพรรคย่อมต้องเปิดทุกกลยุทธ์เพื่อมาช่วงชิงคะแนนนิยมของผู้มีสิทธิเลือกตั้ง ทั้ง 52,922,923 คน
หากสะท้อนจากผลสำรวจความคิดเห็นของโพลจากสำนักต่างๆ จะพบว่าคะแนนนิยมที่ออกมา คาดว่าจะเป็นการขับเคี่ยว ชิงที่นั่ง ส.ส.แบบเขต 400 คน และ ส.ส.บัญชีรายชื่อ 100 คน ของ 3 พรรคการเมืองใหญ่ ได้แก่ พรรคประชาชน (ปชน.) พรรคภูมิใจไทย (ภท.) และ พรรคเพื่อไทย (พท.)
ดังผลสำรวจของ “นิด้าโพล” ที่เปิดผลโพล “ยกแรก กระแสเลือกตั้ง 69” ทำการสำรวจระหว่างวันที่ 5-8 มกราคม 2569 จาก 2,500 ตัวอย่างทั่วประเทศ ส่วนของพรรคการเมืองที่ประชาชนมีแนวโน้มในการเลือก ส.ส.แบบแบ่งเขต พบว่า อันดับ 1
ร้อยละ 30.40 ระบุว่าเป็น พรรค ปชน. อันดับ 2 ร้อยละ 21.96 ระบุว่าเป็น พรรค ภท. อันดับ 3 ร้อยละ 15.72 ระบุว่าเป็น พรรค พท.
พรรคการเมืองที่ประชาชนมีแนวโน้มในการเลือก ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อ พบว่า อันดับ 1 ร้อยละ 30.48 ระบุว่าเป็น พรรค ปชน. อันดับ 2 ร้อยละ 22.32 ระบุว่าเป็น พรรค ภท. อันดับ 3 ร้อยละ 15.44 ระบุว่าเป็น พรรค พท.
ที่น่าสนใจ คือ จำนวนผู้ที่ยังไม่ตัดสินใจว่าจะเลือกแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีจากพรรคการเมืองใด เริ่มมีจำนวนลดลง จากตัวเลขกว่า 40% ในการสำรวจเมื่อเดือนธันวาคม 2568 ลดลงมาอยู่ที่ 14.12% ในเดือนมกราคม นั่นเท่ากับว่าผู้มีสิทธิเลือกตั้งมีคำตอบแล้วว่าจะเลือกแคนดิเดตนายกฯจากพรรคใด
จากตัวเลือกที่มีอยู่ในขณะนี้
เช่นเดียวกับ ดุสิตโพล ที่เปิดสำรวจความคิดเห็นประชาชนทั่วประเทศ เรื่อง “คนไทยกับการเลือกตั้ง ปี 2569” จากกลุ่มตัวอย่าง จำนวน 2,682 คน ระหว่างวันที่ 6-9 มกราคม 2569 พบว่า ประชาชนจะเลือก ส.ส.เขต อันดับ 1 พรรค ปชน. 33.56% อันดับ 2 พรรค พท. 18.46% อันดับ 3 พรรค ภท. 16.29% อันดับ 4 ยังไม่ตัดสินใจ 12.98% ส่วนพรรคที่ประชาชนจะเลือก ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อ อันดับ 1 พรรค ปชน. 34.23%
อันดับ 2 พรรค ภท. 16.22% อันดับ 3 พรรค พท. 16.03% โดยมี 10.25% ยังไม่ตัดสินใจเลือกพรรคใด
สำหรับแคนดิเดตนายกฯ อันดับ 1 นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ (พรรค ปชน.) 31.99% อันดับ 2 นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ (พรรค พท.) 17.45% อันดับ 3 นายอนุทิน ชาญวีรกูล (พรรค ภท.) 15.14%
เมื่อดูจากผลโพลจะพบว่าทั้ง พรรค ปชน. จะมี “ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ” คะแนนนำมาเป็นอันดับที่ 1 ของแคนดิเดตนายกฯ ตามมาด้วยอันดับที่ 2 “ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์” แคนดิเดตนายกฯ จากพรรค พท. และ อันดับที่ 3 “อนุทิน ชาญวีรกูล” แคนดิเดตนายกฯ จากพรรค ภท. ส่วนแคนดิเดตนายกฯ จากพรรคอื่นๆ ทั้งพรรคประชาธิปัตย์ พรรคไทยสร้างไทย พรรคไทยก้าวใหม่ พรรครวมไทยสร้างชาติ พรรคกล้าธรรม ได้คะแนนลดหลั่นกันไป
นั่นคือคะแนนนิยมผ่านผลโพล แต่ในการเลือกตั้งจริงนั้น มีปัจจัยอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง คือ 1.กระแสพรรค 2.การสนับสนุนจากกลุ่มบ้านใหญ่ และ 3.ปัจจัยและทรัพยากรทางการเมือง
เพราะหลายพรรคการเมืองแม้คะแนนนิยมจะไม่ติดลำดับต้นๆ ของผลโพล แต่เมื่อลงสนามเลือกตั้งมักจะได้ผลการเลือกตั้งตามเป้าหมายที่วางไว้ ด้วยแรงสนับสนุนจากกลุ่มบ้านใหญ่ และทรัพยากรทางการเมืองที่พร้อมมากกว่า พรรคที่ต้องพึ่งกระแสเป็นหลัก เช่น อดีตพรรคก้าวไกล ที่งัดกลยุทธ์ในช่วงโค้ง 2 สัปดาห์สุดท้าย
การเลือกตั้งครั้งนี้จะเป็นไปตามกลไกของรัฐธรรมนูญ 2560 ซึ่งจะแบ่งการเมืองออกเป็น 3 ช่วง คือ 1.ผลการเลือกตั้ง ซึ่งจะมีปัจจัยทั้งกระแสพรรคและบ้านใหญ่ เข้ามาเกี่ยวข้อง 2.การจัดตั้งรัฐบาล จะแปรผันตามผลการเลือกตั้ง จุดยืนทางการเมืองของแต่ละพรรค อย่าง พรรค ปชน.ไม่ร่วมมือกับพรรคที่เกี่ยวข้องกับขบวนการสีเทา พรรค ปชป. ประกาศไม่ร่วมกับพรรคกล้าธรรม (กธ.) ส่วนพรรค พท. ชูจุดยืนความสามัคคี พร้อมร่วมมือกับทุกฝ่าย ที่มีจุดยืนและนโยบายไม่ขัดกับนโยบายของพรรค พท.
3. ช่วงรัฐบาลบริหารประเทศ ที่จะต้องเผชิญกับกลุ่มเทคโนแครตที่กระจายอยู่กลุ่มราชการ ควบคุมกฎหมาย ระเบียบ คำสั่งที่มีอำนาจยับยั้งการดำเนินนโยบายของรัฐบาล พร้อมกับมีช่องให้กลุ่มนักร้องทางการเมือง ไปยื่นร้องผ่านกลไกขององค์กรอิสระตามที่รัฐธรรมนูญกำหนด ทั้งคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) และศาลรัฐธรรมนูญ ที่สามารถใช้อำนาจตามรัฐธรรมนูญชี้ขาดสถานะและการดำรงอยู่ของแต่ละรัฐบาล เหมือนเมื่อครั้งรัฐบาลเศรษฐา ทวีสิน ต้องพ้นจากตำแหน่งนายกฯ จากคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญในกรณีที่แต่งตั้ง “พิชิต ชื่นบาน” เป็นรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี รวมทั้งกรณีรัฐบาลแพทองธาร ชินวัตร ที่ถูกศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยจนต้องพ้นจากตำแหน่งนายกฯ กรณีคลิปเสียงสนทนากับ สมเด็จฯฮุน เซน ประธานวุฒิสภากัมพูชา จนนำมาของการสู้รบระหว่างกองทัพไทยกับกองทัพกัมพูชา
ด้วยปัจจัยการเลือกตั้งที่เกี่ยวข้องกับการเมืองทั้ง 3 ช่วง การเลือกตั้งครั้งนี้จึงมีความสำคัญ เพราะเป็นการเลือกตั้งที่พร้อมกับการทำประชามติว่าจะเห็นชอบให้มีการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือไม่ ซึ่งจะเป็นการเลือกอนาคตของประเทศ ผ่านผลการเลือกตั้งและการทำประชามติของผู้มีสิทธิเลือกตั้ง
ในห้วงโค้งสุดท้ายก่อนเข้าคูหาเลือกตั้ง แต่ละพรรคไม่ว่าจะพรรคใหญ่ พรรคเล็ก พรรคใหม่ รวมทั้งแคนดิเดตนายกฯ ของแต่ละพรรค ยังมีโอกาสที่จะปรับกลยุทธ์ และยุทธศาสตร์ทางการเมืองให้เข้มข้นยิ่งขึ้น เพื่อช่วงชิงกระแส คะแนนนิยม รวมทั้งพุ่งเป้าตรึงบ้านใหญ่ ตามที่แต่ละพรรคมีความถนัด รวมทั้งต้องเร่งเสริมจุดแข็ง ขจัดจุดอ่อน ในห้วงเวลานับจากนี้
หลังจากที่พรรค ปชน. ได้เปิดทีมบริหารที่ดึงมืออาชีพในแต่ละด้านเพื่อประกาศความพร้อมการเป็นรัฐบาลประชาชน พรรค ภท.เน้นกลยุทธ์ ด้วยการไม่ขึ้นเวทีดีเบต แต่จะส่งมืออาชีพขึ้นพูดในเวทีที่ถนัดเพื่อรักษาคะแนนนิยมของพรรคไปจนถึงวันเลือกตั้ง ขณะที่พรรค พท. ใช้แคนดิเดตนายกฯ และชุดนโยบายทางเศรษฐกิจเป็นจุดขายผ่านเวทีปราศรัยในพื้นที่ฐานเสียงของพรรค พท. ส่วนพรรค ปชป.โชว์โรดแมป เปิดแผน 90 วันแรกทำอย่างไรให้คนไทยหายจน เช่นเดียวกับ พรรคใหม่ และพรรคเล็ก ถือเป็นโจทย์และการบ้านข้อใหญ่ ยังมีเวลาให้แก้เกม เพื่อเปลี่ยนกระแสให้กลายมาเป็นผลคะแนนเข้าพรรคให้ได้มากที่สุด
การเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้นครั้งนี้เปรียบเสมือนเป็นทางสองแพร่ง ว่าจะเป็นจุดเปลี่ยนของประเทศ ผ่านการเมืองแบบใหม่ หรือจะเป็นการเมืองแบบเดิม ผู้มีสิทธิเลือกตั้งจะเป็นผู้กำหนดโฉมหน้าผ่านผลการเลือกตั้ง

