⦁…เหลืออีกไม่กี่วันจะถึง 8 ก.พ.วันเลือกตั้งใหญ่ การหาเสียงเพื่อช่วงชิงชัยชนะของพรรคต่างเป็นไปอย่างเข้มข้น ในช่วงโค้งสุดท้าย แม้ภารกิจหลักของ “พรรคใหญ่” จะมุ่งสู่ “เวทีปราศรัย” เพื่อปลุกเร้าให้หมู่มวลสมาชิกในพื้นที่ ตื่นตัว ตื่นตา ตื่นใจ ในกองทัพของผู้สนับสนุนผู้สมัครที่ตั้งมาเอง และถูกเกณฑ์มาอวด “ความนิยม” แต่เวที “ดีเบต” ที่สื่อต่างๆ จัดเป็น “อีเวนต์” กันยิ่งใหญ่ ยังมีอยู่ถี่ยิบ และดูจะเป็นการสะท้อนสาระสำคัญของนโยบายที่ต้องแข่งกันแสดงความเหนือกว่าให้ประชาชนได้เห็น
⦁…อย่างไรก็ตาม หากมองข้าม “ดราม่า สีสัน” และ “การสร้างความสนใจสารพัน” แล้ว “ตัวเลือกสำคัญ” ยังคงเป็น “3 พรรคใหญ่” คือ “ภูมิใจไทย” ได้ทีขี่แพะไล่ในนาม “แกนนำรัฐบาลในปัจจุบัน” อันส่งผลให้ อนุทิน ชาญวีรกูล มีบทบาทติดอยู่กับกระแสในทุกเรื่อง เพราะมีหน้าที่ตามความรับผิดชอบที่จะต้องมีคำตอบให้กับปัญหาของประเทศในทุกเรื่อง อย่างไรก็ตาม การเลือกที่จะ “ไม่ขึ้นเวทีดีเบต” และ “ยังไม่เป็นที่กับเวทีปราศรัย” ทำให้ภาพของ “พรรคที่เชื่อมั่นเครือข่ายฐานคะแนนบ้านใหญ่” และ “ใบอนุญาตที่ 2” ชัดเจน
⦁…อีกมุมเป็น “พรรคประชาชน” ที่ยืนหยัดเอาเป็นเอาตายกับประกาศ “เอาจริง” ด้วยระดมทุกสรรพกำลังเห็น “ความพร้อมที่จะจัดตั้งรัฐบาลคุณภาพเข้ามาบริหารประเทศ” โดยมองข้ามปัจจัยขัดขวางทั้งหมด มุ่งไปที่ “ขอโอกาสจากประชาชน” อย่างไรก็ตาม เนื่องเพราะเป็น “พรรคขายความสะอาด” และมีการจัดตั้งขบวนการตรวจสอบเข้มข้นขึ้นมา “สแกนทุกเม็ด” เรื่องราวความผิดพลาดของ “การคัดเลือกผู้สมัคร” จึงถูกเปิดโปงออกมาเพื่อโจมตีว่าเป็น “จุดอ่อนในการบริหารจัดการ” อย่างไรก็ตาม ใน “ใบอนุญาตที่ 1” นั้น ยังนำอยู่แทบทุกโพล แม้ยังไม่ถึงจุดที่เชื่อมั่นได้ว่า “จะได้ ส.ส.มาเกินครึ่ง” แต่น่าจะยืนอยู่ในจุด “พรรคที่ได้ ส.ส.มากที่สุด” แน่นอน
⦁…ความน่าสนใจอยู่ที่ “พรรคเพื่อไทย” ที่ก่อนหน้านั้น ถูกประเมินว่า “หมดหวัง” จะขึ้นมาเป็น “แกนนำจัดตั้งรัฐบาล” ไปแล้ว หลัง แพทองธาร ชินวัตร หลุดจากเก้าอี้นายกรัฐมนตรี และ ทักษิณ ชินวัตร ต้องกลับเข้า “เรือนจำ” ทำให้ถูกตีตราว่า “ถูกตัดออกจากการเป็นตัวเลือก” ของ “รัฐพันลึก” แต่หลัง ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ ขึ้นมาถือธงนำทัพ ทำให้ได้เห็นว่าพลังของ “ไทยรักไทย” ยังมีอยู่ล้นเหลือ ไม่จำเป็น ต้องอาศัย “น้ำใต้ศอก” ของใครมาเป็นบารมี ทางเดินในปีก “เสรีนิยมก้าวหน้า” ที่ขายผลงาน เป็น “ความหวังที่มั่นคงของพรรค” ที่มีราคากว่า “ดีลเพื่อแก้ปัญหาส่วนตัว”ซึ่งที่สุดแล้ว “ไม่เหลืออะไรเลย”
⦁…ช่วงการขาย “นโยบาย” ของพรรคการเมืองต่างๆ สะท้อนชัดว่า “3 ปี” ของ “รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง” ซึ่ง “เพื่อไทย” หักคอ “ก้าวไกล” เปลี่ยนขั้วจัดตั้ง แล้วตามด้วยหักกันอีกรอบจน “ภูมิใจไทย” ขึ้นมาคุมอำนาจแทน เป็น 3 ปีที่ “ว่างเปล่าในเชิงผลงาน” เป็น “รัฐบาลเป็ดง่อย” ไม่ได้รับอนุญาตจาก “โครงสร้างแช่แข็งประเทศ” ทำโครงการในเชิงพัฒนาประเทศได้ หาเสียงวันนี้จึงเริ่มต้นกันใหม่จาก “ศูนย์” ท่ามกลางประเทศที่ปะทุขึ้นมาด้วยสารพัดปัญหา เหมือนไร้ประสิทธิภาพการบริหารจนสะท้อนว่าจะ “ล่มสลายไปต่อหน้าต่อตา”
⦁…อย่างที่ว่า “มวลชนคนรุ่นใหม่” กับ “รุ่นเก่าที่เลือดเสรีนิยมเข้มสักหน่อย”เทใจไปที่ “พรรคประชาชน” ที่แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการทำงานจริงจัง ขณะที่ “มวลชนคนเสื้อแดง” ไม่น้อยที่ยัง “เชื่อมั่นและภักดีในบุญคุณผลงานของไทยรักไทย” ยังเทใจให้ “ตระกูลชินวัตร” ซึ่งเป็นเรื่องเข้าใจได้โดยเฉพาะ “ประโยชน์ที่ได้รับ” จากนโยบาย “30 บาทรักษาทุกโรค” ที่ย้ำเตือนอยู่ในใจทุกครั้งที่ “ป่วยไข้เข้าโรงพยาบาล” คะแนนนิยมของ “เพื่อไทย” จึงยังหนักแน่น
⦁…แต่ที่ต้องตั้งสติเพื่อทำความเข้าใจกันครั้งใหญ่คือ “สายเหลือง” ในสมัย “การเมืองแบ่งสี” ประกาศตัวชัดเจนว่า เทการสนับสนุนทั้งหมดไปให้ เนวิน ชิดชอบ ดัน อนุทิน ชาญวีรกูล เป็น “นายกรัฐมนตรี” ร่วมรณรงค์ให้เลือก “ภูมิใจไทย” กันแบบไม่ต้องอธิบายเหตุผล เหมือนมีความสามารถพิเศษที่จะ “ลืมเลือนอดีต” ได้ ด้วยเกิด “กลัวความเปลี่ยนแปลง”
ชโลทร







