โอ๊ค เอม พร้อมคู่สมรส เยี่ยม ‘ทักษิณ’ เผยพ่อยังคงฝากให้กำลังใจผู้สมัครพรรคเพื่อไทย ทักษิณพร้อมทำตามระเบียบคุมขังให้ครบกำหนดเพื่อพิจารณาพักโทษเดือน พ.ค.นี้ ทนายวิญญัติแสดงความประสงค์ขอพักโทษทั่วไป เหตุเข้าเงื่อนไข อายุเกิน 70 ปี และจะคุมขังครบ 8 เดือน ในวันที่ 8 พ.ค.นี้ เดินหน้ายกร่างข้อต่อสู้การอุทธรณ์คดี 112 ของอัยการสูงสุดคนปัจจุบัน มั่นใจไม่เป็นผลกระทบต่อการพักโทษ-อายัดตัว
เมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 19 มกราคม ที่บริเวณด้านหน้าเรือนจำกลางคลองเปรม ถนนงามวงศ์วาน กรุงเทพมหานคร ระหว่างการเดินทางเข้าเยี่ยมนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ซึ่งเป็นการเข้าเยี่ยมครั้งที่ 33 ภายหลังถูกคุมขังครบ 4 เดือน เมื่อวันที่ 9 ม.ค.ที่ผ่านมา
การเข้าเยี่ยมครั้งนี้มีนายพานทองแท้ ชินวัตร หรือโอ๊ค บุตรชายคนโตของนายทักษิณ พร้อมด้วย น.ส.ณัฐฐิญา ปวงคำ หรือติ๊ก ภรรยาของนายพานทองแท้ และ น.ส.พินทองทา ชินวัตร คุณากรวงศ์ หรือเอม บุตรสาวคนกลางของนายทักษิณ พร้อมด้วยนายณัฐพงศ์ คุณากรวงศ์ หรือพงศ์ สามีของ น.ส.พินทองทา ทำหน้าที่เป็นตัวแทนครอบครัวเข้าเยี่ยมนายทักษิณ เดินทางมาพร้อมกับนายวิญญัติ ชาติมนตรี ทนายความประจำตัวนายทักษิณ

เวลา 11.05 น. หลังครอบครัวเข้าเยี่ยมนายทักษิณภายในเรือนจำประมาณ 1 ชม. น.ส.พินทองทาออกมาเปิดเผยว่า การพูดคุยกับคุณพ่อวันนี้เป็นไปด้วยดี คุณพ่อมีการปรับตัว เนื่องด้วยก็อยู่ด้านในมา 4 เดือนกว่าแล้ว
ส่วนกรณีที่ช่วงนี้ใกล้เวลาการเลือกตั้งใหญ่ 2569 เข้ามาแล้วนั้น นายณัฐพงศ์กล่าวว่า คุณพ่อก็ยังคงให้กำลังใจผู้สมัครพรรคเพื่อไทย ไม่ได้มีอะไรเป็นพิเศษ
กรณีเดือน พ.ค.69 มีรายงานข่าวจากกรมราชทัณฑ์ว่า นายทักษิณอาจได้รับการพิจารณาพักโทษทั่วไป น.ส.พินทองทากล่าวว่า ได้คุยกับคุณพ่อในเรื่องนี้ คุณพ่อก็บอกเพียงว่าขอให้เป็นไปตามกระบวนการที่ถูกต้อง ตามกติกาเลย จะได้จบถูกต้อง อย่างไรก็ตาม เนื่องด้วยคุณพ่ออายุเกิน 70 ปีแล้ว ท่านก็ควรได้สิทธิพิจารณาในส่วนนี้ตามระเบียบ

ก่อนที่ น.ส.พินทองทาจะขอบคุณสื่อมวลชนและยุติการให้สัมภาษณ์ ยกมือไหว้ขอบคุณมวลชนคนเสื้อแดงที่รอให้กำลังใจ และขึ้นรถยนต์ส่วนบุคคลเดินทางกลับออกจากพื้นที่เรือนจำกลางคลองเปรม
ด้านทนายวิญญัติเปิดเผยว่า กรณีที่มีข่าวว่านายทักษิณจะได้รับการพิจารณาพักโทษทั่วไปตรงกับช่วงเดือน พ.ค.นี้นั้น เชื่อว่าเป็นกรอบระยะเวลาที่เป็นไปตามกฎหมาย โดยเฉพาะเรื่องที่เป็นสิทธิประโยชน์ของผู้ต้องขังก็เป็นไปตามกรอบระยะเวลาที่เมื่อคำนวณหรือนับแล้วการคุมขังของท่านทักษิณจะครบ 8 เดือน ในวันที่ 8 พ.ค.69 การคุมขังครบ 8 เดือน ก็จะอยู่ในเกณฑ์ตามระเบียบและข้อหมายของกรมราชทัณฑ์อยู่แล้ว หากคุมขังมาแล้ว 2 ใน 3 และเหลือโทษจำคุกเพียง 1 ใน 3 ดังนั้น 2 ใน 3 มีเกณฑ์อย่างไร กรมราชทัณฑ์ โดยเรือนจำก็จะมีการสำรวจผู้ต้องขัง ซึ่งท่านทักษิณก็เป็น 1 ในจำนวนที่จะถูกสำรวจว่าเข้าเกณฑ์พักโทษ และเมื่อเป็นไปตามนี้เรือนจำก็จะสอบถามผู้ต้องขังว่าอยากใช้สิทธิพักโทษหรือไม่ ซึ่งมันก็ไม่ใช่ว่าทุกคนอยากใช้สิทธิพักโทษ
ทนายวิญญัติกล่าวว่า แต่ในกรณีของท่านทักษิณ เมื่อเรามีสิทธิที่จะใช้สิทธิพักโทษได้ เราก็ต้องแสดงความประสงค์ แสดงความจำนงในการพักโทษ และการพักโทษก็เป็นการปล่อยตัวคุมประพฤติ หมายความว่าการปล่อยตัวคุมประพฤติก็ต้องมีเงื่อนไขการปล่อยตัว เช่น ให้อยู่ในพื้นที่ที่อยู่ในความอุปการะของผู้อุปการะ อาทิ เป็นบ้านเรือนที่ใด ภูมิลำเนาที่ใด หากจะออกนอกพื้นที่ก็ต้องมีการขออนุญาตเจ้าหน้าที่ เป็นต้น หรืออาจมีเงื่อนไขเพิ่มเติมนอกจากนี้ก็เป็นได้ ฉะนั้น เชื่อว่ากรณีที่สื่อมวลชนสอบถามว่าจะมีการพักโทษท่านทักษิณในเดือน พ.ค.จริงหรือไม่ เชื่อว่าน่าจะมี ถ้าเป็นไปตามกฎหมาย และเชื่อว่าท่านควรได้รับสิทธินี้
ทนายวิญญัติเปิดเผยอีกว่า ส่วนจะต้องมีการทำเรื่องขอพักโทษ หรือเรือนจำเป็นผู้ดำเนินการสำรวจนั้น ปกติแล้วเรือนจำจะเป็นผู้สำรวจเพราะมีฐานข้อมูลอยู่แล้ว แต่อย่างไรก็ดี ฐานข้อมูลนี้ก็ต้องมีการตรวจสอบจากหลายฝ่าย เมื่อสำรวจแล้วก็ต้องมีการถามไปยังผู้ต้องขัง และถ้าผู้ต้องขังแสดงความจำนงแล้ว จึงจะมีการเอาคุณสมบัติเหล่านี้ของผู้ต้องขังเข้าสู่การพิจารณาของคณะกรรมการพักการลงโทษต่อไป ซึ่งกรณีคุมขังมาแล้ว 8 เดือนและได้พักโทษ จะต่างจากการคุมขังมาแล้ว 6 เดือนแล้วได้พักโทษ ตรงที่จะไม่ต้องมีการประเมินเรื่องของคะแนน หรือการประเมินการเจ็บป่วย การช่วยเหลือตัวเองว่าได้หรือไม่ได้ เพราะการคุมขังมาแล้ว 8 เดือนและได้พักโทษก็เป็นไปตามกฎหมาย และท่านทักษิณก็อายุ 70 กว่าปีแล้ว มันก็ควรเป็นเช่นนั้น

“มันเป็นสิทธิของผู้ต้องขัง ท่านไม่ได้ใช้อภิสิทธิ์เหนือใคร หรือไปบีบราชการให้สิทธิท่าน ส่วนสถานที่คุมประพฤติจะเป็นบ้านจันทร์สองหล้าดังเดิมหรือไม่นั้น กระบวนการนี้จะต้องดูว่าบุคคลใดจะเป็นผู้อุปการะ โดยหากผู้อุปการะมีภูมิลำเนาอยู่ที่ใดสถานที่คุมประพฤติก็จะต้องเป็นที่แห่งนั้น ซึ่งครั้งที่แล้วในช่วงที่ท่านทักษิณไปนอนพักรักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาลตำรวจ สถานที่คุมความประพฤติก็เป็นบ้านของท่านในปัจจุบัน คาดว่าครั้งต่อไปคงจะเป็นเช่นนั้น เพราะว่ามีความสะดวก” ทนายวิญญัติกล่าว
ทนายวิญญัติกล่าวอีกว่า กรณีที่คนเสื้อแดงยังคงรอคอยการกลับมาของท่านทักษิณหลังทราบว่าจะได้พักโทษทั่วไปในเดือน พ.ค.นี้ เรื่องนี้ท่านทราบและท่านก็ดีใจ เหมือนผู้ต้องขังทุกคนที่นั่งนับวันนับคืน แต่อย่างที่บอกว่ากำลังใจของท่านดี และยังมีกำลังใจจากพี่น้องประชาชน โดยเฉพาะคนที่เป็นห่วงเป็นใยท่าน ไม่ใช่เพียงคนเสื้อแดง แต่ยังรวมถึงประชาชนทั่วไปที่ได้ติดตามข่าวสารของท่าน ก็เป็นกำลังใจสำคัญให้ท่านอย่างมาก ท่านก็อยู่ได้และปรับตัวได้ สุขภาพก็พยายามดูแลตัวเองให้ดีที่สุด โดยเฉพาะเรื่องโศกนาฏกรรมที่เกิดขึ้นในหลายวันมานี้ ท่านก็รับทราบและได้ฝากแสดงความเสียใจมาด้วย
ทนายวิญญัติเปิดเผยอีกว่า ส่วนความคืบหน้าคดีมาตรา 112 ที่ท่านทักษิณถูกอัยการสูงสุดคนปัจจุบันมีคำสั่งอุทธรณ์ให้ฟ้องนั้น หากย้อนไปช่วงก่อนปีใหม่ 2569 ราว 26 ธ.ค.68 ตนได้ยื่นหนังสือไปยังอัยการสูงสุด และเชื่อว่าคงมีการมอบหมายอัยการที่เกี่ยวข้อง หรือสำนักงานอัยการสูงสุดจะต้องเป็นคนตอบหนังสือของตน ซึ่งถ้าไม่มีการตอบก็คงยื่นทวงถามอีกครั้ง ซึ่งการยื่นที่ผ่านมานี้เรายื่นเพื่อขอความเป็นธรรม และมันเป็นการใช้อำนาจที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย เป็นการใช้อำนาจด้วยดุลพินิจที่ไม่สมเหตุสมผล และมันก็เคยมีกรณีตัวอย่างมาแล้ว ดังนั้น การจะดำเนินการต่อไปนั้น แม้อัยการยื่นอุทธรณ์แล้ว และศาลมีหมายสำเนาอุทธรณ์มาให้ท่านทราบในเรือนจำ และตนก็อยู่ระหว่างการที่จะยกร่าง ประชุม เพื่อแก้อุทธรณ์ เราก็พยายามทำให้อยู่ในกรอบเวลา แต่ถ้าไม่ทันก็ขอขยายเวลาได้

ทนายวิญญัติระบุว่า ส่วนเรื่องที่ตนยื่นหนังสือต่ออัยการสูงสุดคนปัจจุบัน อยากให้ท่านได้พิจารณาว่าการใช้อำนาจของท่านชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เพราะตอนนั้นท่านเป็นรองอัยการสูงสุดและยังนั่งเป็นประธานคณะทำงานพิจารณาคดีมาตรา 112 แสดงว่าเรื่องเหล่านี้มีกฎหมายแต่งตั้งขึ้น ก็ต้องเคารพกติกาและมติในที่ประชุมหรือไม่ แม้ท่านจะอ้างว่าไม่ได้ร่วมลงมติก็ตาม เชื่อว่าความเห็นของแต่ละคนที่ลงมติไว้ ตนจะขอคัดมาเพื่อนำเสนอต่อศาลให้ได้พิจารณาด้วย และจะขอใช้สิทธิทุกประการในการขอคัดเอกสารที่เกี่ยวข้องทั้งหมด
เมื่อถามว่า การอุทธรณ์คดีมาตรา 112 ของอัยการสูงสุดต่อคดีของนายทักษิณจะมีผลต่อการได้พักโทษทั่วไปในเดือน พ.ค.หรือไม่ เพราะมีข้อกังวลว่าอาจมีการขออายัดตัวต่อเนื่องนั้น ทนายวิญญัติกล่าวว่า ทุกคนต้องเข้าใจตรงกันว่าท่านทักษิณต่อสู้คดีนี้ตามข้อกล่าวหาและศาลก็ได้ยกฟ้องว่าเป็นผู้บริสุทธิ์ ไม่มีความผิด ดังนั้น กลับกันหากท่านถูกพิพากษาว่ามีความผิดจะถูกโทษจำคุกอย่างไรก็ตามแล้วปล่อยชั่วคราว แบบนี้อาจจะมีการขออายัดหรือขอออกหมายขังต่อได้ ด้วยการอ้างว่าอาจมีเหตุเพราะอยู่ระหว่างการพิจารณาคดี ก็อาจมีหลักเกณฑ์ที่บางคนจะยกขึ้นมา แต่กรณีของท่านทักษิณ ท่านเป็นคนผู้บริสุทธิ์เพราะศาลยกฟ้องไปแล้ว แม้มีการอุทธรณ์โดยอัยการสูงสุดก็เป็นแค่กระบวนการอุทธรณ์ และท่านทักษิณก็ไม่ต้องถูกอายัดตัวหรือไปยื่นขอประกันตัวอีกแล้ว เชื่อว่ากระบวนการนี้เป็นหมายของศาล หรือหมายเขียว ดังนั้น ถ้าไม่มีหมายเขียวจากศาล จะอายัดตัวท่านด้วยเรื่องอะไร สรุปว่า ตนเห็นว่าไม่น่ามีผลกระทบต่อการพักโทษของท่าน

