ดีเอสไอ สอบ CEO โอภาส- ปลัดดีอี ปม MOU สแกนม่านตาแลกเหรียญ Worldcoin
จากกรณีนายไชยชนก ชิดชอบ รมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เปิดเผยถึงประเด็นภาพเหตุการณ์เมื่อวันที่ 27 มี.ค.67 ซึ่งเป็นภาพการลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU) ระหว่างกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) และบริษัทไพรม์ ออพ พอร์ทูนิตี้ ฟันด์ วิซีซี จากประเทศสิงคโปร์ (Prime Opportunity Fund VCC Singapore) โดยมี นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ตำแหน่งในขณะนั้น) มีนายเบน สมิธ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รมว.เกษตรและสหกรณ์ (ตำแหน่งในขณะนั้น)
และนางนฤมล ภิญโญสินวัฒน์ ผู้แทนการค้าไทย (ตำแหน่งในขณะนั้น) ร่วมเป็นสักขีพยานในการลงนาม MOU ซึ่งนายไชยชนก ได้มีการขอให้ตรวจสอบติดตามและรายงานผลเกี่ยวกับการดำเนินการเรื่อง MOU บริษัท Prime Opportunity Fund VCC Singapore โดยด่วนที่สุด พร้อมมีคำสั่งเมื่อวันที่ 24 พ.ย.68 ยกเลิกบันทึกข้อตกลง (MOU) ระหว่างกระทรวงดีอีฯ และบริษัท Prime Opportunity Fund VCC Singapore ดังกล่าว ตามที่มีการรายงานข่าวไปแล้วนั้น
เมื่อวันที่ 19 มกราคม รายงานข่าวจากกรมสอบสวนคดีพืเศษ(ดีเอสไอ) ก.ล.ต. ได้ร้องทุกข์กล่าวโทษให้ดีเอสไอดำเนินคดีบุคคล 5 ราย ซึ่งเป็นกลุ่มที่ให้บริการรับแลกเหรียญดิจิทัล Worldcoin และเเจ้งรับซื้อขายเหรียญโดยไม่ได้รับอนุญาตทางบัญชีเฟซบุ๊ค โดยก่อนหน้านี้คณะพนักงานสอบสวนตำรวจ บก.ปอศ. ได้ดำเนินการสอบปากคำไว้ก่อนแล้ว เพราะทาง ก.ล.ต. ได้เคยร้องทุกข์กล่าวโทษไว้ ซึ่งเมื่อเป็นคดีพิเศษ ดีเอสไอก็ได้ประสานขอเอกสารบันทึกคำให้การจากตำรวจ บก.ปอศ. มาใช้ประกอบในสำนวนคดีพิเศษ
นอกจากนี้ คณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษยังพบข้อมูลเกี่ยวกับการนำเหรียญ Worldcoin เข้าสู่การจำหน่าย ซึ่งเชื่อมโยงกับมูลนิธิWorldcoin ที่มี 2 ชาวต่างชาติคนดังเกี่ยวข้องโดยตรง ซึ่งในข้อมูลทั้งหมดที่พบตอนนี้ คณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษต้องใช้ขยายผลว่าเหรียญดิจิทัล Worldcoin มีความเกี่ยวข้องกับบริษัท ทีไอดีซี เวิล์ดเวิร์ส จำกัด (TIDC WORLDVERSE COMPANY LIMITED) อย่างไร
ทั้งนี้จากการตรวจยึดเครื่องสแกนม่านตา จำนวน 4 ชุดมาจากบริษัท เอ็มวิชั่น จำกัด (มหาชน) ทางคณะพนักงานสอบสวนฯ ได้มีการหารือถึงวิธีการผ่าเครื่องเพื่อตรวจสอบข้อมูลด้านใน แต่ด้วยเป็นอุปกรณ์เทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องกับการสแกนม่านตายืนยันอัตลักษณ์ของคนไทย จึงต้องอาศัยความเชี่ยวชาญและใช้เครื่องมืออุปกรณ์เฉพาะทาง จึงได้ประสานขอความร่วมมือไปยังกองพิสูจน์หลักฐานกลาง สำนักงานพิสูจน์หลักฐานตำรวจ เพื่อช่วยดำเนินการรื้อเครื่องสแกนม่านตาดังกล่าวดูองค์ประกอบภายใน อาทิ เม็มโมรี่การ์ด บอร์ดหลัก เป็นต้น

รายงานข่าวระบุว่า พนักงานสอบสวนได้เชิญบุคคลที่มีส่วนเกี่ยวข้องเข้าให้ปากคำในฐานะพยาน ซึ่งรวมถึง นายโอภาส เฉิดพันธุ์ กรรมการของบริษัท ทีไอดีซี เวิล์ดเวิร์ส จำกัด (TIDC WORLDVERSE COMPANY LIMITED) ซึ่งเจ้าตัวได้ประสานมายังคณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษเพื่อขอให้ความร่วมมือเข้าให้ปากคำในฐานะพยานภายในวันที่ 20 ม.ค.นี้ เพื่อให้ข้อมูลเกี่ยวกับโครงการการติดตั้งเครื่องสแกนม่านตา ว่ามีความเชื่อมโยงเกี่ยวข้องมาจากการลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU) ระหว่างกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) และบริษัท ไพรม์ ออพ พอร์ทูนิตี้ ฟันด์ วิซีซี จากประเทศสิงคโปร์ (Prime Opportunity Fund VCC Singapore) หรือไม่ แต่ทางพนักงานสอวน ได้ประสานให้ทางนายโอภาส เข้าให้ปากคำในฐานะพยานก่อนวันที่ 20 ม.ค.
นอกจากนี้ พนักงานสอบสวนคดีพิเศษยังได้มีการส่งหนังสือเชิญไปยัง นายพชร อนันตศิลป์ ปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) คนปัจจุบัน ให้เข้ามาให้ข้อมูลเมื่อวันพฤหัสบดีที่ เนื่องจากมีรายละเอียดบางอย่างที่ไปเกี่ยวข้องกับกระทรวงดิจิทัลฯ จึงต้องเข้ามาดูว่าบันทึกลงนามดังกล่าว ที่ทำร่วมกับบริษัทภายนอก ทางกระทรวงดิจิทัลฯ เข้าไปมีบทบาทเกี่ยวข้องอย่างไร มีขอบเขตอำนาจในการกำหนดรายละเอียดภายใน MOU อย่างไรเพราะบางเรื่องเป็นอำนาจของ ก.ล.ต. หรือธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) โดยเฉพาะหรือไม่
และจะได้สอบถามข้อมูลเจ้าหน้าที่ฝ่ายกฎหมาย และกิจการต่างประเทศ เพื่อพนักงานสอบสวนจะใช้ตรวจสอบข้อเท็จจริงว่ากลุ่มที่ร่วมลงนามใน MOU วันดังกล่าวมีความเกี่ยวข้องสัมพันธ์กับบริษัท ทีไอดีซีฯ หรือไม่ เพราะจากการเข้าตรวจค้นพื้นที่เป้าหมายทั้ง 5 จุด และตรวจยึดพยานหลักฐานต่าง ๆ มาดูรายละเอียดนั้น พนักงานสอบสวนพบเบื้องต้นว่าทั้งหมดมีความเกี่ยวข้องกันจริง แต่ล่าสุดปลัดดีอีฯ ได้แจ้งเลื่อนขอเข้าให้ข้อมูลดีเอสไอเป็นวันศุกร์ที่ 23 ม.ค. และได้แจ้งขอให้คณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษดำเนินการสอบถามข้อมูลกับคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงกรณีบันทึกความเข้าใจสำหรับโครงการนำร่องสู่การพัฒนาศูนย์กลางธุรกิจดิจิทัลของประเทศไทย ของกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอีเอส) ให้เรียบร้อยก่อน เนื่องจากคณะกรรมการฯ ชุดนี้จะมีการสรุปข้อเท็จจริงกันในวันที่ 23 ม.ค.เช่นเดียวกัน

