⦁…คล้ายกับว่าการหาข่าวเพื่อประเมินการเมืองประเทศไทย ที่ต้องรับฟังคนอย่าง ชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ ที่อาศัยข่าวลึกในห้องวีไอพี “กิจการค้ากาม” ที่ตัวเองเป็นเจ้าของ ในวันที่ต้อนรับ “นักการเมือง ข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ นักธุรกิจระดับสัมปทานร้อยล้านพันล้าน” ที่ไปใช้บริการ และหลุดปาก มาแพลมให้ “สื่อใหญ่ สองสามสำนักตาลุกวาว” จากนั้นปั้นตัวเองเป็น “วงในผู้ยิ่งใหญ่ระดับกำหนดชะตากรรมในหลายวงการของประเทศ” เล่นบท“นักปล่อยข่าวลึกลับสารพัด” อาศัยความช่ำชองจากประสบการณ์ติดคุกติดตะราง “เอาตัวเลี่ยงรอดจากความผิดทางกฎหมาย” ผงาดในสนามข่าวได้อย่างพิลึกกึกกือ โดย “กูรู นักวิเคราะห์” ต้องเงี่ยหูฟัง
⦁…การปล่อยแสงสร้างชื่อของ “ผีข้างบ่อน” เก็บเบี้ยใต้ถุนร้านของ “คนไร้อาชีพ”จากช่วงหนึ่ง “นักร้องเรียน” เฟื่องฟู อาศัย “หลักฐานการทุจริต” ตั้งเรื่องร้องหน่วยงานรัฐ ทำมาหากินกันเป็นล่ำเป็นสัน มาถึง “อาศัยความผิดทางกฎหมายสร้างเรื่องให้ดัง” รับค่าทำคดีกันอู้ฟู่ ถึงยุคของ “กูรูการเมือง” พัฒนาสู่ “ผู้ใกล้ชิดอำนาจลึกลับ” ทำมาหากินกันสนุกสนาน ในสังคมที่ “ความโปร่งใส” เป็นเรื่อง “อ่อนหัด ไร้เดียงสา”
⦁…แต่ความจริงที่ปฏิเสธไม่ได้คือ แม้ “เกมเลือกตั้งในฐานใหญ่” จะเป็นการสู้กันระหว่าง “พรรคการเมืองต่างๆ” ที่พลิกกลยุทธ์ช่วงชิงคะแนนกันแบบกะพริบตาไม่ได้ ไล่ขึ้นมาเป็นการแบ่งฐานะเป็น “เสรีนิยม” กับ “อนุรักษนิยม” โดยในแต่ละกลุ่มทั้งช่วงชิงคะแนนกันเอง และข้ามขั้วไปเก็บกวาดต่างแนวคิด ขณะสนามสู้กันระหว่าง “เครือข่ายบ้านใหญ่อุปถัมภ์” กับ “พลังของกระแสอุดมการณ์” มี “ภูมิใจไทย” ตระหง่านอยู่ฝั่งหนึ่ง กับ “พรรคประชาชน” ที่ชูธงรบอยู่อีกฟาก โดยมี “เพื่อไทย” ละล้าละลังอยู่ระหว่างกลางเป็นใหญ่ รายล้อมด้วยพรรคเล็กพรรคน้อยที่ดิ้นหาจุดขายของตัวเอง เรียกให้คนซื้ออยู่จ้าละหวั่น แต่ปลายยอดบนสุด เป็น “ศึกเอาเป็นเอาตาย” ระหว่าง “พรรคที่ชูอำนาจประชาชน” กับ “รัฐพันลึกที่ใช้กลไกอำนาจของระบบ” ที่น่าอนาถใจคือ “มุ่งไปเกมทำลาย มากกว่าเกมสร้างสรรค์”
⦁…ประเทศที่มีผู้ชี้ให้เห็นว่า “ค่อยๆ ถล่มลงด้วยโครงสร้างและองค์ประกอบที่ผุกร่อนไปทุกมิติ” จำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องร่วมมือทุ่มเทเพื่อกู้วิกฤต จากถูก “ยุทธศาสตร์แช่แข็งกระทำยับเยิน” หมดสภาพ “ความสามารถแข่งขันกับใครในโลก” แต่วาระ “คืนอำนาจให้ประชาชน” ด้วยการเลือกตั้ง หมายถึง “โอกาสมีสภาใหม่ รัฐบาลใหม่” กลับมุ่งช่วงชิงชัยชนะกันเอาเป็นเอาตาย ทั้งที่ต่างรู้ว่าที่สุดแล้ว ประเทศใน “นิติสงคราม” ที่กติกาและผู้ควบคุมกฎหมายถูกจัดวางไว้ละเอียดยิบ ครอบคลุมทุกมิติการบังคับใช้ “รัฐบาลจากอำนาจประชาชน” ทำได้แค่ “รอกินน้ำใต้ศอก” หนทางเดียวที่จะคลี่คลายคือ “ผู้อาศัยอำนาจประชาชน” ต้องร่วมกันสู้
⦁…การกลับมานำ “ประชาธิปัตย์” ของ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ว่าไปแล้วหากนับเป็นว่าจะ “ช่วยประเทศฟื้นฟูประชาธิปไตย” เป็นเรื่องที่หวังได้มากมาย ด้วย “ความรู้ และประสบการณ์ที่เคี่ยวกรำ ผ่านการเมืองในทุกรูปแบบมายาวนาน” แต่น่าเสียดาย “ปมในใจส่วนตัว” ที่ต้องการ “โชว์เหนือ” ทั้งที่มีโอกาสสูงที่จะชูให้เห็น “ภาวะผู้นำ” ที่ใจกว้างแสดงเมตตากับ “นักการเมืองรุ่นลูก” แต่ชอบที่จะเล่นบท “ตบเด็กอวดแฟนคลับ” จนเสียของ “ความน่าจะเป็นผู้ใหญ่” ครั้งแล้วครั้งเล่า
⦁…สำหรับ “พรรคประชาชน” ที่ถ่ายดีเอ็นเอมาจาก “อนาคตใหม่-ก้าวไกล” แม้จะระดมเต็มที่ กะเกณฑ์ผู้คนทุกเจเนอเรชั่น ร่วมทัพสู้เต็มกำลัง ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ-ปิยบุตร แสงกนกกุล-ชัยธวัช ตุลาธน-พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ จนถึง ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ พร้อมขุนพลที่ร่วมสร้างความหวังกันมา แต่เล่ากันว่า แม้ภาพที่เห็น“พลังจะยังดูลุกเป็นไฟ” กลับมีเสียงเริ่มพูดกันแล้วว่า หากครั้งนี้ไม่สำเร็จ “ยกหน้า” อาจไม่ใช่เวลาของการสู้แล้ว ด้วยทุกเรื่องจะถูกพาให้ “สายไปหมด”
⦁…ทุนจีนจะยึดอำนาจรัฐ “ธุรกิจ-แผ่นดิน” ส่วนใหญ่จะถูกยึดครอง “คนไทยจะเป็นนอมินี เป็นลูกจ้าง” ในประเทศของตัวเองที่กิจการเป็นของนายทุนต่างชาติ ที่อาศัยแรงงานจากประเทศเพื่อนบ้าน คนไทยไม่ลำบากอะไร เพราะส่วนหนึ่งโดยเฉพาะ “เจ้าสัว” ทั้งหลายยังเป็น “เจ้าของทรัพยากร” แต่เป็นผู้อาศัยกิจการของ “ทุนต่างชาติ” เก็บกินค่าเช่าไปได้ระยะหนึ่ง
ชโลทร







