ยิ่งเข้าใกล้โค้งสุดท้ายของการต่อสู้ รณรงค์หาเสียงก่อนจะถึงวันพิพากษา วันเลือกตั้งทั่วไป 8 กุมภาพันธ์ 2569 ทุกพรรคการเมือง แกนนำ หัวหน้าพรรค แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี ต่างออกมาเคลื่อนไหวผ่านกิจกรรมต่างๆ กันอย่างคึกคัก
ไม่ว่าจะเป็นเวทีปราศรัย ตระเวนรถแห่ เดินตลาดเคาะประตูบ้าน ขึ้นเวทีประชันความคิด ขายนโยบาย ไปจนถึงการ “สื่อสารการเมือง” ผ่านสื่อช่องทางต่างๆ อย่างเข้มข้น
ทุกจังหวะก้าว ล้วนมีความหมายต่อความนิยม หรือคะแนนเสียงที่แต่ละพรรคการเมืองจะได้จากประชาชน หรือโหวตเตอร์ โดยหากพิจารณาจากการทำโพลสำรวจความนิยมอย่างต่อเนื่อง บวกกับมุมวิเคราะห์จากนักสังเกตการณ์ทางการเมืองแล้ว
สามพรรคหลักคือ ประชาชน-เพื่อไทย-ภูมิใจไทย ยังดูดีมีทรงและมีโอกาสที่จะได้ที่นั่ง ส.ส.เป็นกอบเป็นกำ และน่าจะเป็นแกนหลักในการเข้าสู่อำนาจทางการเมืองเที่ยวล่าสุด
โดยมี “พรรคตัวแปร” ที่ไม่อาจมองข้ามได้ทั้ง ประชาธิปัตย์ และ กล้าธรรม
เช่นเดียวกับโอกาสที่นายกรัฐมนตรีคนต่อไปย่อมจะต้องมีชื่อของ อ.อนุทิน ชาญวีรกูล ผู้อยู่ในสถานะคนป้องกันแชมป์, ย.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ ผู้ท้าชิงจากพรรคเพื่อไทย และ ณ.ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ จากพรรคประชาชน ที่ต่างก็มีลุ้นในการเป็นผู้ชนะในเกมนี้
หากประเมินจากผลโพลสำนักต่างๆ ที่สำรวจความคิดเห็นอย่างต่อเนื่องจะพบว่า พรรคประชาชน และ ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ ยังคงอยู่ในสถานะ ผู้นำ อย่างเหนียวแน่น ไม่ว่าจะเป็นการสำรวจความคิดเห็นในระบบออนไลน์ หรือใช้ระบบวิธีการเก็บข้อมูลแบบอื่นๆ
มีมุมมองถึงความเชื่อมโยงระหว่างการทำโพล กับฐานคะแนนนิยมของพรรคสีส้ม หรือพรรคประชาชน ว่าอาจได้ประโยชน์มากกว่าพรรคการเมืองอื่น เนื่องจากมีสมาชิกเป็นจำนวนมาก (ทั้งนี้ยังไม่นับ “หัวคะแนนธรรมชาติ”) ซึ่งเป็นฐานหลักจาก คนรุ่นใหม่ที่ตื่นตัวและค่อนข้างแอ๊กทีฟ บนโลกออนไลน์ รวมถึงช่องทางโซเชียลมีเดียต่างๆ
ดังนั้น แม้ตลอดหลายสัปดาห์ที่ผ่านมา พรรคประชาชนจะต้อง “รับศึกรอบด้าน” มีกรณีวิกฤตให้ต้องแก้สถานการณ์ไม่หยุดหย่อน (ผู้สมัครพัวพันกับคดีสีเทา) รวมถึงกรณีล่าสุดจากเกมแฉแหลกโดย ชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์
แต่ดูเหมือนความเชื่อมั่นต่อพรรคสีส้ม และตัวแคนดิเดตอย่าง ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ ก็ยังอยู่ในระดับที่นำหน้าแคนดิเดตคนอื่นหรือพรรคอื่นอยู่ได้
ข้อสังเกตที่น่าสนใจคือ ในช่วงโค้งสุดท้ายพรรคประชาชนจะมีทีเด็ดที่จะขยายช่วงห่างของคะแนนที่นำอยู่ได้มากพอจนชนะเป็นอันดับ 1 ได้จริงเหมือนเมื่อครั้งเลือกตั้งปี 2566 หรือสถานการณ์จะแปรผันไปในทางอื่น
หันมาดูกลุ่มแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีที่ชื่อตัว อ นำหน้า แน่นอนว่า “อนุทิน ชาญวีรกูล” ยังเป็นตัวเต็งที่ได้รับการคาดหมายจากนักวิเคราะห์หลายๆ สำนักว่ามีโอกาสกลับมานั่งเก้าอี้นายกฯ ที่ทำเนียบรัฐบาลมากที่สุด
แม้ผลการทำโพลหรือสำรวจความคิดเห็น ทั้งคะแนนนิยมในตัวแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี ทั้งคะแนนนิยมต่อพรรคภูมิใจไทย จะทำได้เพียง เกาะกลุ่มอันดับต้นๆ (อันดับ 3 หรือ 4) มาโดยตลอดก็ตาม
แต่ต้องไม่มองข้ามการตัดสินใจเลือกใช้ “คนนอก” อย่าง สีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว, เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ, ศุภจี สุธรรมพันธุ์ เข้ามาเป็นมืออาชีพในการบริหารกระทรวงสำคัญ รวมถึงรวมทำแคมเปญ ลงเดินตระเวนหาเสียงทั้งในกรุงเทพฯ และหัวเมืองใหญ่
นั่นทำให้คะแนนนิยม รวมถึงภาพลักษณ์ของพรรคภูมิใจไทย ตลอดจนการยอมรับในตัว นายกฯอนุทิน เพิ่มขึ้นอย่างน่าสนใจภายในช่วงเวลาไม่กี่เดือน
และดูเหมือนในช่วงนี้จวบจนโค้งสุดท้าย พรรคสีน้ำเงิน ก็ยังเลือกที่จะเล่นเกมที่ถนัด ในการโฟกัสพื้นที่เลือกตั้งเป้าหมาย ควบคู่ไปกับการเดินสายหาเสียง ปราศรัย โดยไม่ยอมโดดลงไปเล่นในเกม “ดีเบต” ที่มีโอกาส “เสียมากกว่าได้”
ขอแค่รักษารูปมวย ฟุตเวิร์กให้ดีโดยไม่เผลอการ์ดตกจน โดนหมัดน็อก ในทางใดทางหนึ่ง พรรคภูมิใจไทยก็ยังกุมความได้เปรียบที่จะเข้าสู่เกมจัดตั้งรัฐบาลรอบใหม่ในฐานะพรรคอันดับ 1 แน่นอน
นอกจาก ณ และ อ แล้ว แคนดิเดตจากพรรคเพื่อไทย ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ ก็ยังเป็นอีกตัวเลือกที่น่าจับตาไม่น้อย หากพิจารณาจากระยะเวลาในการเปิดตัวแค่ช่วงสั้นๆ แต่สามารถเกาะกลุ่ม “ตัวเต็ง” ว่าที่นายกรัฐมนตรีมาได้โดยตลอด
ด้วยการสนับสนุนที่เป็นระบบ และเชี่ยวชาญของทีมงานพรรคเพื่อไทย ประกอบกับฐานมวลชนที่กว้างขวาง นั่นทำให้ชื่อของ “อาจารย์เชน” และพรรคเพื่อไทยบนโพลสำรวจของหลายสำนัก ยังดูดีมีลุ้น แม้ช่วงที่ผ่านมา จะพ้นจากการเป็นรัฐบาลแบบ มีบาดแผล สะบักสะบอมไม่น้อยก็ตาม
ท้ายที่สุดคงต้องพิสูจน์กันด้วยผลการลงคะแนนจริงในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2659
ว่าผู้ทรงสิทธิตัวจริงคือประชาชนคนไทยที่จะเข้าคูหาในวันนั้น จะเลือกมอบความไว้วางใจให้พรรคการเมืองใด เข้ามากำหนดอนาคต เข้ามาเปลี่ยนแปลงประเทศ
และได้อำนาจรัฐผ่านการลงคะแนนเลือกตั้งในครั้งนี้

