หน้าแรก การเมือง ส.ว.สำรอง บุก...

ส.ว.สำรอง บุกกกต. ทวงคดีฮั้วเลือกส.ว.เป็นปีที่ 3 ซัดเจตนาเตะถ่วง รอผลศาลรธน.

21.01.26 | 13:58 น.

สว.สำรอง บุก กกต. ทวงคดีฮั้วเลือก ส.ว. ปีที่ 3 ซัดมติ 4 ต่อ 3 เมินหลักฐานดีเอสไอ ชี้เจตนาเตะถ่วง-รอผลศาลรธน. ลั่นเข้าข่ายปล้นชาติ รอไม่ไหวฟ้องศาลแล้ว

เมื่อวันที่ 21 มกราคม ที่สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) กลุ่ม ส.ว.สำรอง นำโดย พล.ต.ท.คำรบ ปัญญาแก้ว เดินทางมาทวงถามความคืบหน้ากรณีการตรวจสอบข้อกล่าวหาการทุจริตเลือก ส.ว.เมื่อปี 2567 โดย พล.ต.ท.คำรบกล่าวว่า การบุกทวงถามครั้งนี้ถือเป็นปีที่ 3 นับตั้งแต่มีการเลือกตั้ง ส.ว.เมื่อปี 2567 โดยกระบวนการตรวจสอบยังไม่คืบหน้าใดๆ แม้จะผ่านปี 2568 ไปทั้งปี และเข้าสู่ปี 2569 แล้วความล่าช้าที่ กกต.ดำเนินการตรวจสอบเรื่อง ส.ว.นั้นล่าช้าเกินควรเป็นอย่างมาก เราได้พยายามทวงถามความคืบหน้าจาก กกต.หลายครั้ง แต่ กกต.ไม่เคยให้คำตอบที่ชัดเจน โดยได้รับข้อมูลเพียงจากหน่วยงานอื่น เช่นกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) และหน่วยงานตรวจสอบอื่นๆ เท่านั้น โดยเมื่อปลายปี 2568 โดยดีเอสไอ และอัยการมีความเห็นสั่งฟ้องผู้ต้องหาเบื้องต้น 8 คน ในคดีฟอกเงิน คดีพิเศษที่ 24/2568 และส่งหลักฐานที่เกี่ยวเนื่องกับการฮั้ว ส.ว.มาให้ กกต.พิจารณาตามมาตรา 49 พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ (พ.ร.ป.) ว่าด้วย กกต. แต่การประชุม กกต.เมื่อ ธ.ค.มีกรรมการ 5 คน และมีมติ 3 ต่อ 2 เห็นควรนำหลักฐานมาประกอบสำนวนแต่ก็ยังไม่ดำเนินการเพราะมีบางท่านคัดค้านรั้งหน่วง ต้องการให้ กกต.ชุดใหม่รายงานตัวก่อน

ในกลางเดือน ม.ค.2569 เมื่อ กกต.ครบ 7 คน การประชุมใหม่กลับมีมติ 4 ต่อ 3 ไม่เห็นด้วยนำหลักฐานดีเอสไอ มาประกอบ “ปรากฏว่ามีมติ 4 ต่อ 3 คราวนี้กลับกลายเป็นไม่เห็นด้วยทราบว่าได้มีการถกเถียงกันพอสมควร โดย 3 คนยังเป็น 3 เสียงเดิม แต่ 2 เสียงเดิมได้อีก 2 เสียงใหม่มาเพิ่ม รวมเป็น 4 เสียง ซึ่งเรื่องนี้ก็เป็นข้อกังขาเป็นอย่างยิ่งว่าเหตุใด กกต.เสียงส่วนใหญ่จึงไม่เห็นด้วยในการนำพยานหลักฐานที่สำคัญในคดีมาประกอบในสำนวน ซึ่งเรื่องนี้เราจะต้องตรวจสอบการทำงานของ กกต.ต่อไป

สำนวนที่อนุกรรมการวินิจฉัยเสนอตั้งแต่ 17 ก.ย.2568 ยังค้างอยู่ แม้ครบ 90 วันตามระเบียบ กกต. ตั้งแต่ 17 ธ.ค. ก็ยังไม่ทราบว่าทาง กกต.ได้ใช้ระเบียบข้อไหนเพื่อขยายระยะเวลาเพิ่มเติม ทั้งที่ตัวเองเขียนระเบียบ เรียนว่า กกต.มีเจตนาพยายามเตะถ่วงอย่างชัดเจน จึงอยากให้ กกต.รีบเร่งสรุปจำนวนในเรื่องนี้

Advertisement

พล.ต.ท.คำรบกล่าวว่า นอกจากนี้ตนตั้งข้อสังเกตว่า ความล่าช้านี้อาจรอผลศาลรัฐธรรมนูญวันนี้ (21 ม.ค.) ในคดีที่ พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม นายภูมิธรรม เวชยชัย อดีตรองนายกรัฐมนตรี แทรกแซงการทำงานของดีเอสไอในคดีฮั้ว ส.ว. ซึ่งแน่นอนว่าผลจากคำพิพากษาอาจกระทบคดีฮั้ว ส.ว. ถ้าชี้ พ.ต.อ.ทวี กับนายภูมิธรรม มีส่วนบกพร่องในเรื่องของการเข้าไปแทรกแซงก็อาจจะมีคนนำไปขยายผลในกระบวนการสอบสวนของดีเอสไอ ที่รับเรื่องนี้เป็นคดีพิเศษ รวมถึง กกต.ด้วย เรื่องนี้ถือว่าเป็นการปล้นชาติปล้นแผ่นดิน เพราะฉะนั้นอย่าปล่อยให้บุคคลเหล่านี้ลอยนวลไปได้ พวกเราจะเป็น ส.ว.หรือไม่ ไม่ใช่ประเด็นสำคัญ โดยวันนี้มีหนังสือ 1 ฉบับ เพื่อขอนัดประธาน กกต.เข้าพบเผื่อจะให้ท่านอธิบายด้วยวาจาว่ามีรายละเอียดเหตุผลอย่างไร หากเราพอเข้าใจได้ เราก็จะรับฟัง แต่ถ้าหากว่าไม่มีเหตุผลเพียงพอ ก็เราก็ขอสงวนสิทธิที่จะไปดำเนินการในช่องทางที่พิทักษ์สิทธิของเรา

ประเด็นที่ 2 เราทำหนังสือถึง กกต. 7 ท่าน นอกจากประเด็นมติ 4 ต่อ 3 ก็ขอให้เร่งรัดดำเนินการในส่วนคดีฮั้ว ส.ว.ที่อยู่ในความรับผิดชอบของ กกต. ซึ่งจำได้ว่ามีผู้ถูกกล่าวหาแบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม โดยกลุ่มที่ 1 มีจำนวน 91 คน เป็นกลุ่มผู้บริหารพรรคการเมืองที่ไม่ได้เป็น ส.ว. และกลุ่มที่ 2 เป็นกลุ่ม ส.ว. 138 คน โดยในกลุ่ม 91 คน เนื่องจากว่าเป็นกลุ่มที่จะต้องถูกดำเนินการต่อในเรื่องความผิดคดีอาญา เพราะเขาไม่ได้เป็น ส.ว. ซึ่งในส่วนนี้ขอให้ กกต.ดำเนินการเป็นไปตามพยานหลักฐาน โดยเฉพาะที่ดีเอสไอส่งมาให้

ขณะที่ส่วนในกลุ่มของ 138 ส.ว.นั้นที่ผ่านมามีความชัดเจนโดยปราศจากข้อสงสัยซึ่งมีทั้งรายชื่อ และหมายเลขของ 138 คนปรากฏอยู่ในโพยจำนวนหลายสิบใบ ตลอดจนพฤติการณ์ว่าใครอยู่ที่ไหน หรือเป็นหลักฐานอันปราศจากข้ออันควรสงสัยมีกระบวนการโกงหรือทุจริตจากการเลือก ส.ว. ซึ่งเป็นไปตามมาตรา 62 ว่าถ้าหากมีหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่า กกต.จะต้องส่งศาลฎีกาเพื่อเพิกถอนสิทธิการเลือกของผู้นั้นเสีย เพราะฉะนั้นแล้วถ้าหากว่า กกต.จะไปบิดพลิ้วว่าหลักฐานคดีอาญาเพียงพอหรือไม่นั้น โดยก่อนหน้านี้พวกเราได้มีความเห็นว่า กกต.รีรอส่งคดีไปศาลฎีกา เพราะรอคำสั่งคดีศาลรัฐธรรมนูญ กรณีนายภูมิธรรม และพ.ต.อ.ทวี ในวันนี้ว่าชอบหรือไม่ชอบ จากนั้น กกต.ก็จะตีความว่าพยานหลักฐานไม่สามารถไปดำเนินคดี หรือรับฟังได้ทางกระบวนการ ป.วิอาญาฯ แต่อย่างไรก็ตามในมาตรา 62 หลักฐานอันพอควรเชื่อได้แล้ว ดังนั้น กกต.จะต้องไม่ละเลยและเพิกถอนสิทธิการเลือกของ ส.ว. 138 คน ขอย้ำว่าไม่มีทางเป็นอย่างอื่น