‘ศูนย์ปราบโกงเลือกตั้งเพื่อไทย’ แฉพบมีการให้ทรัพย์สิน-ซื้อเสียงหลายจังหวัด บอกไม่มีข้อมูลจ่ายหัวละ 7,500 บาท คาดเป็นการจ่ายให้แกนนำกำนัน-ผู้ใหญ่บ้าน ลั่นขอนแก่น-พะเยา ลงทะเบียนเลือกตั้งล่วงหน้าสูงขึ้นผิดปกติ เข้มผู้สมัคร ส.ส.ไปสังเกตการณ์วันที่ 1 ก.พ.นี้ ‘ภูมิธรรม’ เตือนสติข้าราชการ อย่ายอมเป็นเครื่องมือพรรคการเมืองหาเสียงเลือกตั้ง ขอ วางตัวเป็นกลาง สู้กันด้วยศรัทธาประชาชน ขู่ หากกลับไปพร้อมเช็กบิล
เมื่อเวลา 10.30 น. วันที่ 23 มกราคม ที่พรรคเพื่อไทย (พท.) นายชูศักดิ์ ศิรินิล รองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย และผู้สมัคร ส.ส.บัญชีรายชื่อ ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์รับแจ้งเบาะแสการทุจริตการเลือกตั้ง ส.ส. หรือศูนย์ปราบโกงเลือกตั้งของพรรคเพื่อไทย พร้อมด้วยนายประเสริฐ จันทรรวงทอง เลขาธิการพรรค และนายภูมิธรรม เวชยชัย รองหัวหน้าพรรค แถลงถึงกรณีการเปิดศูนย์ปราบโกงการเลือกตั้ง
นายชูศักดิ์กล่าวว่า ภายหลังจากที่พรรคเพื่อไทยเปิดศูนย์ปราบโกงเลือกตั้งที่ผ่านมา เราได้ทำหน้าที่อย่างต่อเนื่อง ซึ่งมีคณะกรรมการนั่งทำหน้าที่ประจำ และรับเรื่องร้องเรียนอยู่ตลอดเวลาโดยรวมประมาณ 61 เรื่อง แยกเป็นเรื่องที่มีมูล กับไม่มีมูล ซึ่งพบว่าข้อมูลที่มีมูลมีเป็นจำนวนมากกว่า โดยส่วนใหญ่พบว่าเป็นเรื่องของการแจกสิ่งของ แจกทรัพย์สิน หรือการใส่ร้ายด้วยความเท็จ ซึ่งทั้งหมดนี้เป็นการกระทำความผิดต่อกฎหมายการเลือกตั้ง
นายชูศักดิ์กล่าวต่อว่า ทางศูนย์ได้นำเรื่องที่มีมูลทั้งหมดมายกร่างคำร้องเพื่อที่จะแจ้งไปยังพนักงานสอบสวน และคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ในแต่ละเรื่อง ในแต่ละจังหวัดที่เกี่ยวข้อง ซึ่งขณะนี้ได้ดำเนินการแจ้งเรื่องร้องเรียนไปแล้วประมาณ 7 เรื่อง เช่น จ.ปทุมธานี สตูล สุพรรณบุรี บึงกาฬ หรือกรุงเทพฯ เฉพาะกรุงเทพฯ มีทั้งหมด 3 เรื่องด้วยกัน โดยส่วนใหญ่เป็นเรื่องของการให้ทรัพย์สินและให้ประโยชน์ ทั้งหมดนี้ถือเป็นการทุจริตการเลือกตั้ง

นายชูศักดิ์กล่าวด้วยว่า การเลือกตั้งสัญญาณที่ออกมาขณะนี้คงมีการใช้การให้ผลประโยชน์ การให้ทรัพย์สินเพื่อมุ่งหวังต่อผลการเลือกตั้ง จึงอยากฝากถึง กกต.ให้พิจารณาด้วยความรวดเร็ว เพื่อป้องกันการทุจริตการเลือกตั้ง นอกจากนี้ ยังมีเรื่องของการวางตัวไม่เป็นกลางด้วย และยังมีอีกเรื่องที่น่าห่วงและอยากฝากถึง กกต. คือศูนย์ได้นำข้อมูลการลงทะเบียนเลือกตั้งล่วงหน้าของประชาชน มาวิเคราะห์ดูพบว่า มีประมาณ 26 จังหวัด ที่มีการลงทะเบียนเลือกตั้งล่วงหน้านั้น มีความผิดปกติไปจากการเลือกตั้งปี 2566 ที่ผ่านมา โดยมีการมาลงทะเบียนเพิ่มเติมมากขึ้นจากเดิมเป็นจำนวนมาก ถ้าเทียบเป็นเปอร์เซ็นต์ก็ทะลุกว่า 100 เปอร์เซ็นต์ เช่น ที่พะเยา มีประชาชนลงทะเบียนในปี 2566 จำนวน 5,717 คน แต่ปี 2569 มีคนลงทะเบียน 13,034 คน เพิ่มขึ้นเป็น 127.99 เปอร์เซ็นต์ อย่างไรก็ตาม ปีนี้มียอดลงทะเบียน 14,279 คน ซึ่งการเพิ่มขึ้นอย่างผิดปกตินี้ส่งสัญญาณว่า เป็นการซื้อเสียงล่วงหน้า หรือซื้อเสียงข้ามเขต เป็นต้น ทั้งหมดนี้ประมาณ 26 จังหวัด เช่น กรุงเทพฯ ขอนแก่น เชียงใหม่ นครปฐม นครศรีธรรมราช บุรีรัมย์ หรือปทุมธานี ทั้งนี้ ศูนย์ปราบโกงจะนำข้อมูลดังกล่าวมา และแจ้งไปที่ผู้สมัคร ส.ส.ของเราให้แต่งตั้งผู้สังเกตการณ์ ไปสังเกตการณ์ในวันเลือกตั้งล่วงหน้าวันที่ 1 กุมภาพันธ์นี้ เพื่อไปดูกระบวนการการลงคะแนนว่า เป็นไปอย่างไร โดยให้มีการถ่ายรูปหรือการถ่ายรูปรถที่นำมาเป็นต้น และโอกาสนี้จะต้องแจ้ง กกต.ว่า วันที่ 1 กุมภาพันธ์นี้ต้องเพิ่มความสนใจให้กับจังหวัดที่มีการลงทะเบียนเพิ่มขึ้นอย่างผิดปกติ
เมื่อถามว่า ได้รับข้อมูลการซื้อเสียง 7,500 บาทหรือไม่ นายชูศักดิ์กล่าวว่า ยังไม่ได้รับแจ้งถึงจำนวนเงินดังกล่าว แต่เรื่องซื้อเสียงได้รับแจ้งมา แต่ไม่ได้ระบุว่า เป็นจำนวนเงินเท่าใด
ถามย้ำว่า ส่วนใหญ่ในพื้นที่อื่นเป็นจำนวนเงินเท่าไหร่ นายชูศักดิ์กล่าวว่า ขึ้นอยู่กับเขต ซึ่งมียอดตั้งแต่ 500-2,000 บาท
เมื่อถามว่า การซื้อเสียงจำนวน 7,500 บาทนั้น สูงเกินไปหรือไม่ นายชูศักดิ์กล่าวว่า ตรงนี้พูดยาก แต่ก็ต้องมานั่งวิเคราะห์ว่า ข่าวนี้มาอย่างไร ตัวเลขแบบนี้มาได้อย่างไร ซึ่งเราก็ยังวิเคราะห์กันอยู่ โดยส่วนใหญ่ข้อมูลการซื้อเสียงที่ได้รับมาจะเป็นพื้นที่เป็นเป้าหมายในการแข่งขันว่า จะมีใครแพ้ชนะ ซึ่งก็เห็นกันอยู่ เช่น ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ หรือภาคใต้ที่มีการเป้าหมายในการต่อสู้อย่างรุนแรง และการแข่งขันสูง ซึ่งก็แน่นอนว่าตรงนี้ก็มีข้อมูลเข้ามา
นายประเสริฐกล่าวเสริมว่า ถ้าใช้เงินจำนวน 7,500 บาทต่อเสียง คงต้องใช้เงินจำนวนมหาศาล เช่น ผู้มีสิทธิเลือกตั้ง 1 เขตก็มีจำนวนกว่า 100,000 คน ซึ่งก็เป็นจำนวนไม่น้อย
ขณะที่นายภูมิธรรมกล่าวเสริมว่า ตนก็ได้รับรายงานบางส่วนว่า ในพื้นที่ภาคอีสาน โดยเฉพาะในเขตอำเภอเมือง และก็มีจังหวัดในภาคกลางและภาคตะวันตก ซึ่งคาดว่าคงมีทุกที่ แต่ที่ทราบตัวเลขมา ไม่ใช่ราคา 7,500 บาท มีมากกว่านั้น แต่ไม่ใช่ตามรายหัว อาจจะเป็นการแจกให้กับพวกแกนนำ กำนัน หรือผู้ใหญ่บ้าน ซึ่งก็เป็นหลักหลายหมื่นบาท

ด้านนายภูมิธรรม เวชยชัย รองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย และผู้สมัคร ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย กล่าวถึงการใช้กลไกราชการในการอำนวยการเลือกตั้งของพรรคการเมืองว่า ช่วงการเลือกตั้งที่ผ่านๆ มา มักมีการใช้กลไกของข้าราชการไปอำนวยให้เกิดประโยชน์กับการเลือกตั้งของฝ่ายการเมืองบางส่วน ซึ่งมีมาโดยตลอดแต่ช่วงนี้ค่อนข้างมีมากเป็นพิเศษ ทั้งนี้ ตนเคารพและเชื่อมั่นในกลไกของระบบราชการ และอยากให้ข้าราชการมีบทบาทต่อการเลือกตั้งให้เป็นกลางและโปร่งใส
นายภูมิธรรมกล่าวต่อว่า ข้าราชการถือเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนประเทศ แต่มักถูกใช้อำนาจทางการเมืองข่มขู่คุกคามข้าราชการเพื่อให้ตอบสนอง โดยอาจมีผลตอบแทนเข้ามา แต่หากไม่ตอบสนองก็อาจมีผลลบต่อข้าราชการ อย่างไรก็ตาม วันนี้ตนได้รับฟังข้อมูลและได้รับรายงานอย่างเป็นทางการและไม่เป็นทางการว่า มีกลไกทางราชการไปเอื้อประโยชน์ให้พรรคการเมือง เช่น บางจังหวัดหนึ่งในภาคอีสาน ที่มีนายอำเภอบางอำเภอ รัฐมนตรีช่วยหรือรัฐมนตรีในกระทรวงที่มีอำนาจ เข้าไปใช้อำนาจเรียกข้าราชการ กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ไปหารือถึงในอำเภอ รวมถึงมีการมอบหมายให้ไปดำเนินการนำเสื้อพรรคการเมืองไปแจก ซึ่งมีให้เห็นมากเป็นพิเศษ โดยมีลักษณะไม่เกรงกลัวต่อข้อกฎหมายการเลือกตั้ง ซึ่งถือเป็นเรื่องที่ร้ายแรงมากในการบั่นทอนระบอบประชาธิปไตย
นายภูมิธรรมกล่าวต่อว่า ตนเชื่อในเกียรติของข้าราชการและรับทราบดีว่าข้าราชการเองก็อยากทำตัวให้เป็นกลาง เพียงแต่บางส่วนอาจจะไปยอมรับอามิสสินจ้าง หรือเกรงกลัวต่ออิทธิพลที่ข่มขู่ พร้อมขอช่วยกันให้ปกป้องอธิปไตย ความเป็นกลาง ความยุติธรรม การเลือกตั้งทั้งหมดไม่ให้ผลการเลือกตั้งที่จะออกมานั้นบิดเบือน โดยกลไกของผู้มีอำนาจหรือผู้มีอิทธิพล
นายภูมิธรรมกล่าวต่อว่า ฉะนั้น จึงอยากฝากว่าเราสู้กันด้วยศรัทธาของประชาชนดีกว่าหรือไม่ ทำในสิ่งที่ได้มาด้วยความโปร่งใสและสง่างาม สะท้อนเจตจำนงของประชาชนอย่างแท้จริง และอยากฝากข้าราชการทั้งหมดว่าการเลือกตั้งที่ประชาชนจะตัดสินใจในวันที่ 8 กุมภาพันธ์นี้ จะเป็นการแสดงเจตจำนงของประชาชนโดยแท้ และใครที่ยังอยู่ในอำนาจนั้นก็ไม่แน่เสมอไปว่าเขาจะอยู่ต่อ หากท่านทำตัวเป็นกลางคำนึงถึงศักดิ์ศรีของข้าราชการ และดำเนินการทุกอย่างให้ประเทศโปร่งใส มีการเลือกตั้งที่สะท้อนเจตนารมณ์ของประชาชนได้ ก็จะทำให้ประเทศนั้นเดินหน้าขับเคลื่อนไปได้อย่างมีศักยภาพ ถ้าไปอิงผู้มีอำนาจ ผู้มีอำนาจนั้นไม่สามารถปกป้องคุ้มครองท่านได้ตลอดเวลา
“เมื่อมีการเปลี่ยนแปลงรัฐบาล ทุกอย่างก็ต้องเป็นไปตามกฎหมาย ข้อเท็จจริงข้อมูลต่างๆ ก็จะถูกนำมาดำเนินการกับคนที่ไม่ซื่อสัตย์ต่ออำนาจหน้าที่ จึงอยากฝากให้ทุกท่านได้รับรู้และอยากให้ประชาชนได้รับทราบ และใครมีข้อมูลเพิ่มเติม บางส่วนเห็นมีการถ่ายภาพไว้หรือบันทึกวิดีโอไว้ ก็ขอให้ส่งมา เราอยากได้สิ่งเหล่านั้นเพิ่มเติมเพื่อที่จะไปดำเนินการให้เกิดความโปร่งใสมากยิ่งขึ้น” นายภูมิธรรมกล่าว
นายภูมิธรรมกล่าวต่อว่า ขอให้ข้าราชการทั้งหลายยึดมั่นในศักดิ์และสิทธิที่ตัวเองมีอยู่ ไม่ต้องไปกังวลกับอำนาจทางการเมือง เพราะอำนาจทางการเมืองมาแล้ว ก็ไป เป็นเรื่องชั่วคราว เพราะหากไม่สามารถทำให้สำนึกได้ ตนคิดว่าแกะดำเพียงไม่กี่คน จะทำให้ส่วนทั้งหมดของข้าราชการเสื่อมเสีย และหากเรากลับเข้ามา สิ่งที่ทำอะไรไว้ ถ้ามีหลักฐานเราก็จะไม่ปล่อยวาง ต้องการทำให้เกิดเป็นตัวอย่าง ตนไม่อยากเห็นข้าราชการถูกใช้ไปในทางการเมือง

