คณบดีวิทยาการเรียนรู้ มธ. ชี้ ระบบการศึกษาวิ่งตามโลกไม่ทัน ฝากรัฐเข้าใจปัญหาก่อนโชว์นโยบาย รับ ยุคนี้ปริญญาอาจมีค่าน้อยกว่าความสามารถ
เมื่อวันที่ 22 มกราคมที่ผ่านมา งานสื่อสารองค์กร มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ จัดเสวนาในหัวข้อ “ปีม้าไฟ กับอนาคตคนรุ่นใหม่ (ว่าที่) รัฐบาลต้องทำอะไร ในโลกที่งานไม่รอคน” โดยมีผู้เข้าร่วมเสวนา ได้แก่ นางสาวอพิชญา วิทยากุล นายกองค์การนักศึกษามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ , ผศ. ดร.เกียรติอนันต์ ล้วนแก้ว อาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ มธ. , ศ. ดร.อาณัติ ลีมัคเดช อาจารย์ประจำคณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี มธ. , ผศ. ดร.อดิศร จันทรสุข คณบดีคณะวิทยาการเรียนรู้และศึกษาศาสตร์ มธ. , นายเมธา ประภาวกุล ผู้อำนวยการสำนักงานการบุคคลกลาง บริษัท ปูนซิเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน)
ในตอนหนึ่ง ผศ. ดร.อดิศร จันทรสุข คณบดีคณะวิทยาการเรียนรู้และศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวถึงมุมมองเกี่ยวกับการสร้างบัณฑิตว่า แนวโน้มทุกอาชีพน่าจะหายไปเยอะและมีการเปลี่ยนแปลงเยอะเช่นกัน หนึ่งในอาชีพที่ดูเหมือนมีความมั่นใจว่าจะไม่หายไปคืออาชีพ ครู อาจารย์
“ครูอาจารย์ เป็นอาชีพที่ 100-200 กว่าปี ยังทำเหมือนเดิม เราสอนนักเรียนนักศึกษาแบบไหนทุกวันนี้เรายังทำแบบนั้นอยู่ เราไม่ได้สนใจการเปลี่ยนแปลงของโลกไม่ได้แคร์ว่าทุกวันนี้บัณฑิตของเรา นักเรียน นักศึกษา จบไปแล้วจะเกิดอะไรขึ้นกับชีวิตบ้าง หน้าที่เราคือสอนเนื้อหาออกมาให้ครบและวัดผล เราไม่ได้มีกระบวนการกลับมาทบทวนถึงเรื่องของอาชีพที่เรากำลังทำ ว่าเราเป็นหนึ่งในอาชีพที่เรามีความรับผิดชอบต่อสังคมสูงมาก ในแง่ของการเตรียมผู้คนโดยเฉพาะคนรุ่นใหม่ที่เขาจะต้องออกไปทำงาน” ผศ. ดร.อดิศร กล่าว
ผศ. ดร.อดิศร กล่าวต่อไปว่า ในเชิงสถาบันการศึกษาเองต้องปรับตัวค่อนข้างเยอะ เพราะไม่ได้ทำงานเฉพาะในแง่ของการให้ปริญญาเท่านั้น เรารู้ว่าทุกวันนี้ปริญญาอาจจะมีค่าน้อยกว่าความสามารถ ทักษะ การปรับตัว การเตรียมผู้คน เวลาที่เรามองว่าสถาบันการศึกษาต้องปรับตัวอย่างไร? คิดว่าประเด็นที่สำคัญจริงๆ คือ เราไม่ค่อยเห็น Ecosystem ทั้งหมดของระบบสังคมที่เราเป็นส่วนหนึ่งของทั้งหมดและเชื่อมโยงกับงานไหน เราเชื่อมโยงกับระบบโครงสร้างของสังคม เชื่อมโยงกับระบบวัฒนธรรม วิธีคิด สุขภาวะ
“เวลาที่เราคิดที่เราจะแก้ไขปัญหาต่างๆที่มันกำลังเกิดขึ้นในการที่วิ่งตามไม่ทันความเปลี่ยนแปลงของโลก เราตั้งคำถามกลับมาแค่ว่าเราจะสอนวิชาอะไรเพิ่มดี? สอนหลักสูตรไหนเพิ่มดี? จะตอบรับกระแสความเปลี่ยนแปลง แค่คิดแบบนี้เราตามไม่ทันแล้ว เราคิดดูแล้วกันว่าวิธีการพัฒนาหลักสูตรใช้เวลาอย่างน้อย 2 ปี ในการพัฒนา กว่าจะขออนุมัติหลักสูตร กว่าหลักสูตรจะรับนักศึกษาเข้ามา กว่าเขาจะเรียนจบผ่านไปประมาณ 6-7 ปี แล้วพอถึงวันนั้นโลกก็เปลี่ยนไปเรียบร้อย เรากำลังวิ่งตามทุกสิ่งทุกอย่าง” ผศ. ดร.อดิศร กล่าว

ผศ. ดร.อดิศร กล่าวต่อไปว่า ถ้ามหาวิทยาลัยยังมีความมั่นใจว่า ‘ยังไงฉันก็รอด’ แน่นอนมหาวิทยาลัยชั้นนำแห่งอื่นที่เรายังมีความมั่นใจว่ายังไงต้องมีเด็กมาเรียน และอาจารย์ยังอยู่ในหน้าที่ได้ อาจจะมีความรู้สึกอยากจะขยับตัวช้า คือ เรายังได้เงินเดือนอยู่และเรามีหน้าที่ในการสอนและจบ กลับบ้านใช้ชีวิตของเราไป แต่ถ้าเรามองเห็นว่ากำลังพัฒนารุ่นใหม่ซึ่งเขาต้องมาดูแลเราในฐานะของอาจารย์ ในฐานะของครู ท่าทีเราอาจจะเปลี่ยนแปลงไปเพราะเรากำลังผลิตคนที่กำลังจะออกมาเป็นโครงสร้างหลักของการทำงาน การดูแลชีวิตของเราในอนาคตต่อไป เราจะเปลี่ยนวิธีการในการทำงานกับเขา
“เรายังมีวิธีการปฏิสัมพันธ์กับนักศึกษาของเราในวิธีการเดิมๆ เรายังลงโทษเขาแบบเดิม สิ่งต่างๆเหล่านี้ทำให้เห็นความไม่สามารถในการปรับตัวของมหาวิทยาลัย ของสถาบันการศึกษา และที่สำคัญ คือ ‘มาถึงมหาวิทยาลัยก็สายเสียแล้ว’ มันจำเป็นต้องลงไปถึงระดับอนุบาล หรือก่อนอนุบาลด้วยซ้ำไป เป็นวัยที่มีความสำคัญมากๆคือประถมวัย ถ้าเราไม่สามารถที่จะพัฒนาให้เขามีศักยภาพ มันส่งผลต่อมาตั้งแต่ระดับประถม และมัธยม กว่าเขาจะเข้ามาถึงมหาวิทยาลัย หลายครั้งมันยากมากเลยที่เขาจะเปลี่ยนแปลง หรือว่าจะมีทักษะหลายอย่าง เขาชินกับการสื่อสารอีกแบบหนึ่ง แล้วคุณจะมาขอให้มหาวิทยาลัยเปลี่ยน หรือว่าเราต้องสร้าง Empathy ให้เขา เราทำไม่ทัน ต้องพูดตรงๆ” ผศ.ดร.อดิศร กล่าว
ผศ. ดร.อดิศร กล่าวต่อว่า เพราะฉะนั้นต้องเกิดความร่วมมือกันระหว่างการศึกษาขั้นพื้นฐานถึงระดับมหาวิทยาลัย นอกจากนั้นการทำงานในลักษณะนี้ เราทำงานกันแยกส่วนมากในเชิงของการพัฒนาทรัพยากรณ์ของสังคม มองว่าเป็นความรับผิดชอบของกระทรวงอุดมศึกษา หรือกระทรวงศึกษาธิการ แต่ว่าเราลืมไปแล้วว่าจริงๆชีวิตมนุษย์มันมีมิติรอบด้าน เด็กรุ่นใหม่เรารู้แล้วว่าเขามีประเด็นปัญหาเกี่ยวกับเรื่องของสุขภาพจิต ซึ่งมัน Effect กลับมาสู่การเรียนและการทำงานในอนาคต จะเห็นได้ว่ามีความเปราะบางมากขึ้น และเราไม่ควรจะโทษเขาเพราะสังคมหล่อหลอมให้เขามีความเปราะบาง ต้องเผชิญกับหลายเรื่องที่ไม่รู้ว่าจะต้องรับมืออย่างไร
“เราไม่ได้ให้เครื่องมือกับเขา คนรุ่นอื่นที่ไม่ใช่คนรุ่นใหม่เองยังแทบจะปรับตัวได้ยาก คนรุ่นใหม่เกิดมาในสภาพสังคมที่เต็มไปด้วยข้อขัดแย้งการแบ่งพรรคแบ่งฝ่าย เราไม่ได้มองเห็นชีวิตขั้นพื้นฐาน ซึ่งมันต้องอาศัยการบูรณาการ การทำงานของทุกกระทรวงเข้ามามองเห็นภาพรวมร่วมกัน คนรุ่นใหม่เขาจะต้องเจอกับในแง่ของการเปลี่ยนอาชีพ ซึ่งตอนนี้ก็มีงานวิจัยออกมาแล้วว่าแนวโน้มอย่างน้อย 3-4 อาชีพ” ผศ.ดร.อดิศร กล่าว

ผศ. ดร.อดิศร กล่าวว่า ทุกวันนี้เรามีความเชื่อมั่นว่าเราต้องให้ความรู้เขา ราวกับว่ามันจะเป็นอาชีพอยู่ไปจนกระทั่งเกษียณ จริงๆมันไม่ได้เป็นแบบนั้นอีกต่อไปแล้ว ทุกวันนี้เราถูกผลักให้ต้องเกษียณ อายุ 45-50 ปี หลายองค์กรจะเริ่มทำให้คนทำงานต้องออกจากงานต้องเกษียณ ถ้าคุณไม่ปรับตัวแล้วหลังจากนั้นเราจะใช้ชีวิตต่อไปอย่างไร? ไม่ได้มองว่าเป็นภาระของมหาวิทยาลัย เป็นภาระขององค์กร หรือว่าหน่วยงานที่รับคนเข้าไปทำงาน แต่คือภาระของสังคมร่วมกัน และถ้าเรายังไม่ปรับมุมมองวิธีคิดต่อเรื่องของการพัฒนาคน คิดว่าจะเจอปัญหาที่สำคัญ คือ จะได้คนที่อยู่ในสังคมที่อยู่ๆกันไปโดยที่ไม่สามารถจะปรับตัวได้ ไม่สามารถที่จะเป็นกำลังสำคัญในแง่ของการพัฒนาประเทศของเราต่อไปได้ เป็นประเด็นที่เราต้องหันมาใส่ใจ ว่าเราจะเดินทางกันต่ออย่างไรดี
นอกจากนี้ ผศ. ดร.อดิศร ยังกล่าวถึงประเด็นในแง่มุมของการศึกษา ว่าสิ่งที่เห็นเป็นข้อเท็จจริงเลยคือไม่มีใครอยากมาเป็นรัฐมนตรีกระทรวงศึกษาธิการ
“เราจะเห็นเลยว่าอยู่ดีๆ เขาเป็นใครทำไมสามารถมานั่งอยู่ตำแหน่งนี้ได้โดยที่ไม่มีความรู้ความเข้าใจอะไรใดๆเลยทั้งสิ้น นี่คือข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นกับการศึกษาในบ้านเรา โอกาสที่จะสร้างความเปลี่ยนแปลงมันแทบจะเป็นไปได้น้อยมาก ทุกคนรู้ว่าการมานั่งกระทรวงศึกษาธิการไม่สามารถสร้างผลงานอะไรชัดเจนได้เลย เจอแต่ปัญหา เป็นกระทรวงที่ใช้งบประมาณสูง งบประมาณส่วนใหญ่ไปอยู่ที่ตัวเงินเดือนหรือสวัสดิการที่ให้คนที่อยู่ในระบบตรงนั้น การเปลี่ยนแปลงการศึกษาทั้งระบบเป็นไปได้ยากมาก ไม่อยากจะหมดหวัง แต่ต้องการแค่ความเข้าใจ การกระจายอำนาจในการจัดการการศึกษา เรื่องงบประมาณ การตรวจสอบ การใช้งบอย่างถูกต้อง และเป็นไปเพื่อเด็กนักเรียนของเราจริงๆ
“เพราะฉะนั้นอยากมองเห็นระบบและการมองที่วิธีคิดของคนในสังคม ต้องทำควบคู่ไปกับการมีนโยบายรวมทั้งการตรวจสอบในเชิงของการนำนโยบายมาสู่การปฏิบัติการจริง ฝากไปถึงรัฐบาลด้วยว่า ลองตั้งสติก่อน ตกลงเรากำลังเผชิญอยู่กับปัญหาอะไรกันแน่ อย่าเพิ่งโชว์นโยบายที่สวยหรูถ้าเรายังไม่เข้าใจว่าระบบเป็นอย่างไร และการที่จะทำนโยบายต่างๆเกิดขึ้นได้จริงและมีประสิทธิภาพ ต้องอาศัยการทำงานที่เป็นจริง และตรวจสอบได้” กล่าวทิ้งท้าย

