ทิชา ณ นคร ลั่น ต้องให้บทเรียนพรรค เห็น ปชช.เป็นแค่เครื่องมือ – ผอ.มูลนิธิหญิงชายก้าวไกล ย้ำ ผ.ญ.ถูกฆ่า เฉลี่ย 2 คน/วัน 57 พรรคเน้นเศรษฐกิจ แค่ 2 พรรค มีพูดถึงเรื่องการส่งเสริมความเสมอภาค ห่วงนโยบาย สตรีมีสามีได้หลายคน
เมื่อวันที่ 23 มกราคม เวลา 13.00 น. ที่โรงแรมแมนดาริน สามย่าน กทม. ขบวนการส่งเสริมสุขภาพประชาชน (ขสช.) ร่วมกับคณะสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา, วิทยาลัยพัฒนศาสตร์ป๋วย อึ๊งภากรณ์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และศูนย์ศึกษาเศรษฐศาสตร์การเมือง จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จัดเวทีเสวนา ’‘เลือกตั้ง 69 นโยบายทางสังคมที่…หล่นหาย’
บรรยากาศเวลา 14.30 น. เข้าสู่ช่วงเสวนา ‘เลือกตั้ง 69 นโยบายทางสังคมที่…หล่นหาย’ โดยวิทยากรจากภาคประชาสังคมร่วมพูดคุยลงลึกถึงหลากหลายประเด็น ซึ่งเกี่ยวกับนโยบายทางสังคมในการเลือกตั้งครั้งนี้
ในตอนหนึ่ง น.ส.อังคณา อินทสา ผู้อำนวยการ มูลนิธิหญิงชายก้าวไกล กล่าวถึง ‘ปัญหาความรุนแรงในครอบครัว และคู่รัก’ ว่า นอกจากยาเสพติด แอลกอฮอล์ที่เป็นปัจจัย อายุของผู้ถูกใช้ความรุนแรงก็เริ่มน้อยลงในปัจจุบัน ตอนนี้ยังมีประเด็นเรื่องจิตเวชเข้ามาด้วย
จากการเก็บข้อมูลในหน้าข่าว เราพบว่าสถานการณ์ปี’67 มีผู้หญิงถูกใช้ความรุนแรงค่อนข้างเยอะ อันดับหนึ่งที่เสียชีวิตคือ ความรุนแรงในครอบครัว มีผู้หญิงถูกฆ่า 797 คน/ปี หรือเฉลี่ย 2 คน/วัน ซึ่งน่าจะมากกว่าราว 800 เคสต่อปีที่ไม่ได้อยู่ในหน้าข่าวแน่ๆ ซึ่งเป็นก้อนปัญหาที่เกิดขึ้น สถิติยิ่งทวีความรุนแรงมากขึ้น ถึง 40% ในปี 2567
กว่า 1,529 ข่าวในปี 2567 ทำร้ายฆ่ากัน รวมถึงฆ่าตัวตาย ข่มขืนกันในบ้าน และการข่มขู่ เป็นสถิติที่น่าห่วง จากปัจจัยกระตุ้นทั้งยาเสพติด แอลกอฮอล์ สภาพจิต ตลอดจนสภาวะเศรษฐกิจ” น.ส.อังคณาระบุ
น.ส.อังคณาชี้ว่า จากทั้ง 57 พรรค จะเห็นว่าเสนอประเด็นเรื่องเศรษฐกิจเป็นหลัก โดยอาจจะมองว่าเป็นประเด็นที่จับต้องง่าย ซึ่งให้ความสำคัญถึง 44 พรรค แต่นโยบายที่พูดถึง ‘การขจัดความรุนแรงในครอบครัว’ เราจะเห็นในมุม เงินอุดหนุนบุตร, ศูนย์เลี้ยงเด็ก มีบางพรรคเท่านั้นที่พูดถึงเรื่องสิทธิสวัสดิการ
ใน 12 พรรค มีการพูดถึงการยกระดับระบบสุขภาพ ที่อาจไม่ได้เกี่ยวข้องกับผู้หญิงโดยตรง แต่ไม่เห็นในมุมสุขภาวะผู้หญิง
“มีแค่ 2 พรรค ที่พูดถึงเรื่องการขจัดความรุนแรง และกฎหมายความเท่าเทียมทางเพศ สมรสเท่าเทียม
มีแค่ 2 พรรค ที่พูดถึงเรื่องการส่งเสริมความเสมอภาค ผลักดันกฎหมายลาคลอด 180 วัน ผ้าอนามัยฟรีถ้วนหน้า”
แต่มีความน่าห่วงจาก นโยบายพรรคที่ตกหล่น คือบางพรรคพูดถึง การให้ผู้หญิงมีสามีได้หลายคน แต่ประเด็นนี้พรรคการเมืองสร้างความเข้าใจผิดเรื่องความเสมอภาค เป็นนโยบายที่สร้างความเข้าใจผิดให้กับคนสังคมที่น่าห่วงใย และอาจนำไปสู่ปัญหา เมื่อ 57 พรรคไม่ได้ให้ความสำคัญกับเด็ก สตรี ครอบครัว ก็น่ากังวลใจ” น.ส.อังคณากล่าว

ด้าน นางทิชา ณ นคร หรือป้ามล ผู้อำนวยการ ศูนย์ฝึกและอบรมเด็กและเยาวชน (ชาย) บ้านกาญจนาภิเษก กล่าวถึง ‘การศึกษาไทย เด็กดร็อปเอาต์ และคดีเด็ก’ โดยเริ่มจากยกตัวอย่างอย่างนโยบายพรรคที่ชูเรื่อง ข่มขืนฆ่าโหด ประหารอย่างเดียว ในขณะที่หัวหน้าพรรค ข่มขืนและฆ่าด้วย เหมือนการเมืองเป็นแค่เกมอำนาจ โดยที่จริงไม่ได้ยืดโยงกับประชาชน
“เมื่อพรรคการเมืองไม่ได้เติบโต มีการพัฒนาที่เหมาะสม สิ่งที่เราพูดเขาอาจจะตลก ไม่ได้สนใจ สนอย่างเดียวว่าเข้าไปจะเอาคืนได้อย่างไร เพราะจ่ายไปเยอะแล้ว”
นางทิชาชี้ว่า จุดที่น่าสนใจคือ การเลือกตั้งครั้งนี้มีหลายคำที่โผล่ขึ้นมา มันเพิ่งมาเกิดขึ้นหนาแน่นชุกชุม ประชาชนต้องการการปกป้องจากรัฐในเชิงโครงสร้าง มันหมายความว่า ‘รัฐแก้ปัญหาแบบเคสบายเคส’
“จนเหรอ? เดี๋ยวให้ทุน ร้องเรียนเหรอ เดี๋ยวช่วย แล้วเราก็เลือกเขาไป จนวันหนึ่งมีคนรุ่นหลังมาบอกว่า ฐานรากไม่แข็งแรง มันจะพังนะ! เชื่อเถอะเด็กรุ่นถัดไปที่จะเลือกตั้ง เขาจะไม่คิดแบบเรา แล้วการเปลี่ยนแปลงจะเกิดขึ้น” นางทิชาชี้
นางทิชายังกล่าวถึงในมุมกฎหมายด้วยว่า จากเดิมที่เด็กต้องรับผิดทางอาญา ตั้งแต่ 7 ปีที่ผ่านมามีความพยายามแก้ให้เป็น 10 ปี และแก้จาก 10 ปีเป็น 12 ปี ซึ่งตนเป็นหนึ่งในผู้ทรงคุณวุฒิที่เข้าไปให้ความเห็น พบว่ายังมี ส.ส.รับลูกหลายคน ว่าเราแก้กฎหมายนี้เพื่อปกป้องเด็กเกเร ที่เป็นอาชญากร โดยเขายกตัวอย่าง ‘เด็กค้ายาข้างบ้าน’ มองว่า แล้วจะทำอย่างไรถ้ามันเป็นแบบนี้กัน?
“ดิฉันเลยถามกลับไปแล้วคนที่ค้ายา ร้อยล้านพันล้าน คุณทำอะไรกับเขา คุณเก่งแต่กับเด็กเท่านั้น เขาคิดไม่เป็นหรือซ่อน? เพราะรู้แต่ไม่สน เพราะได้ทุกครั้งในการเลือกตั้ง ร่ำรวยขึ้น ปัญหาอยู่เหมือนเดิมๆ แล้วก็มาล่อใจเราทุกครั้งไป
เราอาจต้องให้บทเรียนพรรคการเมือง ที่เห็นประชาชนเป็นแค่เครื่องมือ น่าจะหมดเวลาที่เราจะไม่ให้สะพานเขาเดินไปที่นั่น เข้าไปสร้างความร่ำรวย แล้วทอนมาเป็นเศษเงิน จากความสงสาร”

นางทิชาเผยว่า แม้แต่เด็กบ้านกาญจนาฯ เมื่อวันก่อน เราดูหนังเรื่อง Evil กัน แล้วถามว่าอยากเปลี่ยนฉากไหนในหนัง? ซึ่งมันมีเรื่องความรุนแรงของผู้นำนักเรียน คำตอบของเด็กๆ ไม่อยากเปลี่ยนฉาก ‘อยากเปลี่ยนระบบอำนาจนิยม’
“ถ้าเด็กในคุกบอกได้ แล้วทำไมคนที่เข้าไปในสภา เขียนกฎหมายถึงไม่รู้ หรือรู้แต่ไม่ทำ แต่ไม่มีบทลงโทษให้กับเขาที่ไม่ทำ เรามีบทลงโทษเดียวเท่านั้นคือ ‘ไม่เลือกมัน ไม่เลือกเขา’ เราต้องรออีก 4 ปี แต่มันก็ช้าเกินไป แผ่นดินนี้ถูกปล้นซ้ำแล้วซ้ำอีก
ประชาชนต้องการการช่วยเหลือจากรัฐ ในเชิงโครงสร้าง ไม่ใช่วันต่อวัน เป็นอีเวนต์ พอรัฐทำ มันส่งผลให้ข้าราชการทำแบบนี้” นางทิชากล่าว
นางทิชากล่าวด้วยว้า การเลือกตั้งวันที่ 8 ก.พ.นี้ เราอาจะต้องยกระดับ ก่อนที่เด็กรุ่นใหม่ เด็กเจนซี เจนอัลฟ่า ซึ่งเชื่อว่าเขาจะทำหน้าที่ได้ดีกว่าเราที่เกิดมาเป็นชาติ
“ดิฉันเชื่ออย่างนั้น ปัญหาโครงสร้างที่เราอยากเห็นรัฐแก้ คือ ’โรงเรียนควรจะเป็นที่ที่มีความสุข‘ มีพรรคหนึ่งหาเสียงว่า โรงเรียนต้องไม่ใช่แหล่งที่ทำให้เด็กเป็นทุกข์ เราตั้งปรับฐานที่ว่า ‘โรงเรียนต้องสร้างความเป็นเลิศทางการศึกษา’ มันกำลังผลักเด็กกลุ่มหนึ่ง ที่ยังไงก็ไม่เลิศ เขาเป็นสามัญชนธรรมดา แต่จะอยู่ตรงไหนในโรงเรียนของเขา โรงเรียนต้องโอบรับเด็กทุกกลุ่ม แม้จะเลิศ หรือไม่เลิศ เมื่อประตูโรงเรียนปิดใส่เขา ประตูคุกจะเปิดรับเข้า
กว่า 69 เปอร์เซ็นต์ ของเด็ดที่ดร็อปเอาต์ ก่ออาชญากรรม แล้วมาติดคุก เด็กควรจจะได้อยู่โรงเรียน สร้างนิเวศที่น่าสนใจ ให้เด็กอยู่ให้นานที่สุด เรื่องนี้พรรคการเมืองต้องทำให้ได้
โรงเรียนจะติดป้ายไวนิล คนนั้นสอบติดแพทย์ วิศวะ ในขณะที่สังคมนี้ต้องการคนทำเล็บ พยาบาล เทกระโถน ถ้าไม่มีคนเหล่านี้เราตาย” นางทิชาชี้
นางทิชาเน้นย้ำด้วยว่า การศึกษาสามารถทำให้เราเปลี่ยนสถานะได้ ทำไมคนที่ดูแลด้านการศึกษา จึงไม่ยึดเอาจุดนี้เป็นสำคัญ เพื่อให้ ‘การศึกษา เปลี่ยนสถานะของคน’
“บทเรียนที่เราจะให้กับพรรคที่ให้นโยบายตลบตะแลง ไร้สาระ เราจะทำอย่างไรให้บทเรียนกับพวกเขา ข่มขืนประหาร ไร้สาระ แต่มันในอารมณ์ เราจะไม่ให้แม้แต่คะแนนเดียว คือเรื่องที่เราต้องตัดสินใจ การเมืองจะดี ต้องมาจากการตัดสินใจของพวกเรา” นางทิชากล่าว
ผู้สื่อข่าวรายงานว่าในช่วงท้าย มีเฟิร์สโหวตเตอร์ หรือผู้มีสิทธิเลือกตั้งครั้งแรก ร่วมแลกเปลี่ยนความหวังในการเลือกตั้งครั้งนี้ อาทิ ยังมีความหวัง อยากเห็นการเปลี่ยนแปลง จะทำให้ประเทศดีขึ้นได้จริงหรือเปล่า ถ้าเลือกเข้าไปบริหาร ไปจนถึงความเห็นที่ว่า ไม่อยากให้โรงเรียนเต็มไปด้วยอำนาจ อยากให้เป็นสถานที่เสริมพลังให้เด็กรุ่นใหม่ ก้าวเดินต่อไปได้

