การเลือกตั้ง ส.ส. นับจากวันนี้จนถึงวันเข้าคูหาเลือกตั้ง 8 กุมภาพันธ์ อยู่ที่แต่ละพรรคที่ลงสนามเลือกตั้ง จะกำหนดคำนิยามว่าจะให้เป็นช่วงโค้งสุดท้าย หรือช่วงทางตรง ก่อนเข้าเส้นชัย ซึ่งจะเกี่ยวกับกลยุทธ์ที่แต่ละพรรคจะกำหนดยุทธศาสตร์ใช้หาเสียง ช่วงชิงคะแนนจากผู้มีสิทธิเลือกตั้งในช่วงโค้งสุดท้ายด้วย
หากวัดกระแส ความนิยมของแต่ละพรรคตามผลโพลของแต่ละสำนัก รวมทั้งโพลมติชน-เดลินิวส์ ในครั้งที่ 2 ที่เปิดให้สแกนตอบคำถามผ่านออนไลน์ ระหว่างวันที่ 9-15 มกราคมที่ผ่านมา ที่สอบถามถึงแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี ผู้สมัคร ส.ส.แบบแบ่งเขต ผู้สมัคร ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อ ว่าจะเลือกผู้สมัคร ส.ส.จากพรรคใด รวมทั้งคำถามที่ว่าประชาชนจะไปใช้สิทธิออกเสียงการทำประชามติเพื่อให้มีการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือไม่
ผลการสำรวจพบว่า บุคคลที่อยากให้เป็นนายกรัฐมนตรีคนต่อไป อันดับ 1 นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ 35.2% อันดับ 2 นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ 32% อันดับ 3 คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ 5.4% อันดับ 4 นายอนุทิน ชาญวีรกูล 4.5% อันดับ 5 นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ 3.8% อันดับ 6 นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ 3.5% อันดับ 7 นายจตุพร บุรุษพัฒน์ 2.5% อันดับ 8 นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค 2.4% ส่วนยังไม่ตัดสินใจ 2.4% และอื่นๆ 8.4%
ส่วนจะเลือก ส.ส.บัญชีรายชื่อจากพรรคการเมืองใด พบว่า อันดับ 1 เลือก ส.ส.พรรคประชาชน (ปชน.) 41.1% อันดับ 2 พรรคเพื่อไทย (พท.) 28% อันดับ 3 พรรคภูมิใจไทย (ภท.) 7.2% อันดับ 4 พรรคไทยสร้างไทย (ทสท.) 5.3% อันดับ 5 พรรครวมไทยสร้างชาติ (รทสช.) 4.6% อันดับ 6 พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) 3.8% อันดับ 7 พรรคโอกาสใหม่ 2.5% อันดับ 8 พรรคเศรษฐกิจ 1.6% ยังไม่ตัดสินใจ 1.7%
ขณะที่จะเลือก ส.ส.ระบบเขตจากพรรคการเมืองใด พบว่า อันดับ 1 พรรค ปชน. 37.9% อันดับ 2 พรรค พท. 35.8% อันดับ 3 พรรค ทสท. 5.3% อันดับ 4 พรรค ภท. 4.7% อันดับ 5 พรรค ปชป. 3.5% อันดับ 6 พรรค รทสช. 2.6% อันดับ 7 พรรคโอกาสใหม่ 2.5% อันดับ 8 พรรคเศรษฐกิจ 1.5% ยังไม่ตัดสินใจ 2.6%
โดยปัจจัยที่ประชาชนตัดสินใจเลือก ส.ส.ทั้งแบบแบ่งเขต และแบบบัญชีรายชื่อ อันดับ 1 กว่า 50% คือ ชื่นชอบนโยบายของแต่ละพรรค โดยเฉพาะนโยบายด้านเศรษฐกิจ เมื่อสอบถามว่าจะไปลงประชามติในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ หรือไม่ พบว่า 96.4% ตอบว่าไป และตอบว่า ไม่ไป 3.6% เมื่อถามว่าจะเห็นชอบกับการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือไม่ พบว่า อันดับ 1 เห็นชอบ 83.2% อันดับ 2 ไม่เห็นชอบ 10.6% และไม่แสดงความคิดเห็น 6.2%
ซึ่งจากผลโพลของมติชน-เดลินิวส์ ในครั้งที่ 2 ในมุมมองของนักวิชาการ อย่าง อ.สติธร ธนานิธิโชติ อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย วิเคราะห์ว่า จากผลโพลในครั้งที่ 2 ที่พรรค ปชน.กลับมาเป็นผู้นำอันดับหนึ่งในทุกชุดคำถาม ตามมาด้วยพรรค พท. พรรค ภท. พรรค ทสท. พรรค ปชป. เป็นลำดับ ผลสำรวจแทบไม่ต่างจากการผลโพลของสำนักอื่นๆ ซึ่งโพลของมติชน-เดลินิวส์ ที่ให้ตอบคำถามแบบออนไลน์ จะสะท้อนการเข้าถึงสื่อออนไลน์ของคนในสังคมเมืองได้มากกว่า คนที่อยู่ในพื้นที่ต่างจังหวัด อยู่นอกเขตเมืองซึ่งจะเป็นฐานคะแนนของกลุ่มการเมืองบ้านใหญ่ ซึ่งพรรคการเมืองที่ใช้กลยุทธ์ความเป็นบ้านใหญ่ยังเข้าถึงประชาชนในกลุ่มดังกล่าวอยู่ ซึ่งจะสะท้อนผ่านผลการเลือกตั้งที่แท้จริงในวันที่ 8 กุมภาพันธ์นี้
สอดคล้องกับผลโพลสำนักต่างๆ พรรคหลักที่ครองคะแนนนิยมติดอันดับ 1-5 แทบไม่ต่างกัน สะท้อนผ่านสื่อสารของแต่ละพรรคที่มีปัจจัย ทั้งตัวแคนดิเดตนายกฯ ชุดนโยบาย รวมทั้งจุดยืนทางการเมือง อย่างนิด้าโพล ที่แปลงผลโพล คาดการณ์ว่า พรรค ภท.จะได้ ส.ส. 140-150 ที่นั่ง พรรค ปชน. 120-130 ที่นั่ง และพรรค พท. 70-80 ที่นั่ง แม้จะสวนทางกับความมั่นใจของ 3 พรรคข้างต้นที่ประเมินว่าจะได้ ส.ส.ระดับ 100 ที่นั่งขึ้นไป
ก่อนเข้าสู่โค้งสุดท้ายจะเห็นว่า พรรค ปชน.ที่ชูจุดขายมีเรา ไม่มีเทา ต้องเผชิญกับแรงกดดันที่มาจากทุกฝ่าย ทั้งประเด็นมีทหารไว้ทำไม ตลอดจนเพจไอโอดิสเครดิตพรรค ปชน. จน “ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ” ประธานคณะก้าวหน้าในฐานะผู้ช่วยหาเสียงพรรค ปชน. สะท้อนว่า หลายฝ่ายใช้ทุกวิธีการเพื่อรุมยำหวังดิสเครดิต ไม่ให้พรรค ปชน.ชนะเลือกตั้ง เพื่อกุมความชอบธรรมเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลประชาชนได้
ขณะที่แคนดิเดตนายกฯของแต่ละพรรคได้โชว์จุดยืนทางการเมือง เพื่อเรียกคะแนนนิยมของผู้มีสิทธิเลือกตั้งให้ชัดเจนยิ่งขึ้น ผ่านเวที MATICHON Thailand Election 2026 The Real Politics ทางแพร่งประเทศไทย ที่เครือมติชน จัดขึ้นเมื่อวันที่ 21 มกราคมที่ผ่านมา โดย “ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ” หัวหน้าพรรค ปชน. ในฐานะแคนดิเดตนายกฯ เน้นย้ำจุดยืนทางการเมืองว่า หากทุกคนเลือกการเมืองแบบเดิม ก็จะได้หน้าตารัฐบาลแบบเดิม จึงขอเชิญชวนให้มาตั้งรัฐบาลประชาชนร่วมกัน ที่จะทลายกรอบการเมืองเดิมๆ ที่นำมาซึ่งโครงสร้างการบริหารแบบเก่า รัฐมนตรีมาจากการแบ่งมุ้งแบ่งโควต้า ไม่ทำงานตามภารกิจของประเทศ เราจะเปลี่ยนโครงสร้างใหม่ มีทีมบริหารที่ประกอบไปด้วยบุคลากรที่มีความรู้ความสามารถตรงสาย มีเจตจำนงทางการเมืองและการเปลี่ยนแปลงเป็นตัวตั้ง
ส่วน “ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์” แคนดิเดตนายกฯจากพรรค พท. ชูความพร้อมการบริหารประเทศให้เป็นประเทศรายได้สูง ด้วยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ผ่านชุดนโยบายของพรรค พท. ที่ให้ความเชื่อมั่นว่าทำได้ อาทิ แก้หนี้ทั้งระบบ การปรับโครงสร้างเศรษฐกิจทั้งระบบ
สำหรับ “อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” หัวหน้าพรรค ปชป. ในฐานะแคนดิเดตนายกฯ ระบุว่า ถ้ามีโอกาสนำพาประเทศไทยอีกครั้งหนึ่ง สิ่งสำคัญที่สุดบ้านเมืองต้องสุจริต การทุจริตคอร์รัปชั่นทำให้สูญเสียงบประมาณ ทำลายความเชื่อมั่นของนักลงทุน และจะต้องปรับโครงสร้างเศรษฐกิจของประเทศในทุกกลไกเพื่อให้จีดีพีของประเทศเติบโตได้เต็มศักยภาพ
ขณะที่ “อนุทิน ชาญวีรกูล” หัวหน้าพรรค ภท. ในฐานแคนดิเดตนายกฯ เลือกใช้วิธีการไม่ขึ้นเวทีดีเบตประชันจุดยืนกับแคนดิเดตนายกฯพรรคอื่นๆ แต่เลือกที่จะใช้วิธีการหาเสียงแบบออร์แกนิกลงพื้นที่สัมผัสกับประชาชนในกลุ่มเป้าหมายโดยตรง พร้อมกับสื่อสารผลงานที่พรรค ภท.เดินหน้าแบบจับต้องได้ อย่าง นโยบายคนละครึ่งพลัส พร้อมกับจะเดินหน้าต่อ ชุดนโยบายเศรษฐกิจ 10 พลัส สานต่อคนละครึ่งพลัสเฟส 2 ต่อ
จากนี้แต่ละพรรคที่กุมความนิยมผ่านผลโพลและการลงพื้นที่หาเสียงกับประชาชน พรรคที่เป็นต่อต้องพยายามรักษาคะแนนนิยม และจุดแข็ง ทั้งการลงพื้นที่หาเสียง การสื่อสารนโยบายต่างกับประชาชน การนำมืออาชีพมาร่วมเป็นทีมบริหารต้องรักษาเรตติ้ง ไม่ให้ตกอยู่ในสภาพเพลี่ยงพล้ำคู่แข่งส่วนพรรคที่เป็นรอง ก่อนถึงวันเลือกตั้งยังพอมีเวลาให้ปรับกลยุทธ์ และยุทธศาสตร์ ให้กลับมาในจุดที่ช่วงชิงความเป็นต่อทางการเมืองได้ ทั้งการเปิดนโยบายไฮไลต์สำคัญๆ โดยเฉพาะนโยบายในการแก้ปัญหาเศรษฐกิจปากท้อง ที่จะเป็นตัวเรียกคะแนนนิยม รวมทั้งจุดยืนทางการเมืองที่ชัดเจนยิ่งขึ้นกว่าเดิม
เพราะต้องไม่ลืมว่าในทุกการเลือกตั้ง มักมีจุดเปลี่ยนทางการเมืองได้ในช่วงสัปดาห์สุดท้าย หรือบางครั้งอาจมีจุดเปลี่ยนเพียงชั่วข้ามคืนก็เกิดขึ้นมาแล้ว ไม่ว่าจะเป็นการรณรงค์ให้เลือกแบบยุทธศาสตร์ เหมือนในอดีตอย่าง ไม่เลือกเรา เขามาแน่ หลังปิดหีบนับคะแนน ในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ ผู้มีสิทธิเลือกตั้งทั้ง 52,922,923 คน จะเป็นผู้กำหนดโฉมหน้าการเมืองไทย

