“ทำไมไม่แก้ปัญหาปากท้องก่อน จะยุ่งกับเรื่องรัฐธรรมนูญทำไม”
เป็นคำถามเชิงวาทกรรมที่ฝ่ายไม่แก้ มักหยิบยกขึ้นมาเป็นเหตุผลใช้ถกเถียงทุกครั้ง เมื่อมีการแก้รัฐธรรมนูญ
ครั้งนี้ก็เช่นเดียวกัน แต่ทว่าในระหว่างรณรงค์ประชามติจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ รศ.ดร.อภิชาต สถิตนิรามัย อาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้อาสา ออกมาให้ความรู้ โดยการฉายภาพให้ชัดๆอีกครั้งว่า ทำไมรัฐธรรมนูญ จึงเกี่ยวกับ “ปากท้อง” และ “อนาคตของประเทศไทย”
โดยเฉพาะในวันที่เศรษฐกิจ โตแค่ 1% จีดีพีบอกชัด แทบจะไม่ขยับขึ้น
ในกิจกรรม YES WE RUN วิ่งเพื่อเปลี่ยน เขียนรัฐธรรมนูญใหม่ ที่ม.ธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต ที่จัดโดย เครือข่ายประชาชนร่างรัฐธรรมนูญใหม่ ร่วมกับกลุ่มแนวร่วมธรรมศาสตร์และการชุมนุม องค์การนักศึกษามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และ Run to the sun club เพื่อรณรงค์ “ธงเขียว” สู่การทำประชามติจัดทำรัฐธรรมนูญใหม่ รศ.อภิชาตยืนยันว่า รัฐธรรมนูญนี้ เป็นเงื่อนไขที่จำเป็นที่จะพาไทยพ้นจากภาวะ “ต้มกบ”
“นโยบายเศรษฐกิจ ใครเป็นคนคิด ใครผลักดัน ก็รัฐบาล การเลือกว่าอะไรคือนโยบายเศรษฐกิจ และผลักดันต่อ ก็คือรัฐบาล นโยบายสาธารณะทุกชนิด มาจากการตัดสินใจทางการเมือง”
⦁ เศรษฐกิจไทย ภาวะ “ต้มกบ”
รศ.อภิชาต อธิบายยืนยันอีกครั้งว่า การเมืองกับเศรษฐกิจนั้น แยกกันไม่ออกหรอก
“9 ปีก่อน ตอนครบ 20 ปี ต้มยำกุ้ง ผมเคยพูดว่า เศรษฐกิจไทยมีสภาพแบบต้มกบ วิกฤตจะไม่ระเบิดเหมือนวันที่เราลดค่าเงินบาท แต่จะเป็น “ต้มกบ” คือ Slow Burning Dead ด้วยการตายอย่างช้าๆ เหมือนกบ ถ้าเอาใส่น้ำเย็น ไปตั้งไฟ แล้วเปิดไฟอ่อนๆ กบที่เป็นสัตว์เลือดเย็น ร่างกายอุณหภูมิไม่คงที่ มันก็จะปรับตัวเข้ากับน้ำที่อุ่นขึ้นเรื่อยๆ เหมือนต้มเปื่อยกบ สุดท้ายก็จะถูกน้ำต้มจนตาย”
“ผมคิดว่า 2-3 ปีหลังโควิด คำพยากรณ์เมื่อ 9 ปีที่แล้ว มันเป็นจริงแล้วอย่างเห็นได้ชัด หลังต้มยำกุ้ง ก่อนแฮมเบอร์เกอร์ เศรษฐกิจไทยโต 5% ต่อเนื่อง หลังแฮมเบอร์เกอร์โต 3% จนกระทั่งโควิด แล้วหลังโควิด ก็โตต่ำกว่า 3% มาโดยตลอด ปีนี้คาดโตต่ำกว่า 1% แปลว่าอะไร แปลว่ารายได้ประเทศเพิ่มขึ้นจาก 5 เหลือเพียง 3 ต่อปี เหลือ 1% คือ ไม่โต เราเข้าสู่จุดที่ไม่โตแล้ว”
ทำไมเราไม่โต ? รศ.อภิชาต กล่าวว่า ผมเรียกภาวะนี้ว่า ตายอย่างช้าๆ เราโตไม่ทันความต้องการของสังคม ทุกคนทราบดีว่าเราเข้าสู่ภาวะสูงวัยโดยสมบูรณ์ สัดส่วนคนแก่ มีมากกว่า 20% ของประชากร เฉพาะปัจจัยนี้ สัดส่วนแรงงานลดลง แรงงานก็คือ 1 ในปัจจัยการผลิต แรงงานลด ปัจจัยอื่นคงที่ เราก็โตช้าลงแล้ว ยกเว้นคนที่มีอยู่ต้องทำงานได้ 2 เท่า ของคนเกษียณถึงจะทดแทนได้ สังคมคนแก่โดยตัวมันเองเราโตช้าลง
แต่หนักกว่าสังคมคนแก่นั้น เราสูญเสียความสามารถในการแข่งขันทางเศรษฐกิจ สินค้าของเราที่เคยส่งออก เกือบทุกตัว ล้าสมัยไปหมดแล้ว พลาสติก เราเคยส่งให้จีน ปัจจุบันจีนผลิตได้ในต้นทุนที่ต่ำกว่าเรา แข่งกับเรา ยักษ์ใหญ่ของไทยไปลงทุนเวียดนาม เป็นแสนล้านผลิตพลาสติก ก็เปิดโรงงานไม่ได้ เพราะเปิดเมื่อไหร่เจ๊ง จีนทำต้นทุนได้ดีกว่า แล้วจะต้องลงทุนอีกเป็นพันล้านไปผลิตอย่างอื่น
ขณะที่ รถยนต์สันดาปภายใน เราที่เคยเป็นดีทรอยท์ออฟเอเชีย ปีนี้ลบ 20 ต่อเนื่องมาหลายปี ถูกตีตลาดจากอีวีจีน แม้กระทั่งส่งออกน้อย ตลาดในประเทศ ผลิตได้น้อยลง , ฮาร์ดดิสไดรฟ์ จากที่เคยส่งออกจนตอนที่น้ำท่วมไทย คอมพิวเตอร์ทั่วโลกขาดแคลน เพราะไปจากนวนครไม่ได้ ปัจจุบันไม่มีใครใช้แล้ว เขาใช้ SD ใช้ Solid state ที่คุณใช้กันอยู่
“สินค้าหลักของเรา อ่อนแรงสู้เขาไม่ได้อยู่แล้ว ที่ผ่านมาโรงงานไทยมีสภาพเป็นโรงงานรับจ้างทำของ OEM เราไม่มีเทคโนโลยีของตัวเอง เมื่อสินค้าล้าสมัย เราผลิตสิ่งที่คนอื่นมาแข่งไม่ได้ นี่คือตัวอย่างการสูญเสียความสามารถในการแข่งขัน”
⦁ ทำไมต้องแก้รัฐธรรมนูญ’60
อาจารย์เศรษฐศาสตร์ กล่าวต่อว่า ถ้าจะแก้ 2 ปัจจัยนี้ หนึ่งคุณจะทำยังไงให้แรงงานน้อยลงนี่มีประสิทธิภาพขึ้น การศึกษาสำคัญ คนหนึ่งคนต้องเก่งขึ้นกว่าเดิม จึงจะชดเชยคนที่ลาออกไปได้ ต้องทำให้ Labor Productivity เพิ่มขึ้น
สองคือต้องมีโปรดักซ์ใหม่ไปแข่งขันตลาดโลก โดยไม่ถูกประเทศที่มาทีหลังแซงได้ คุณต้องมีเทคโนโลยีของตัวเอง มีนวัตกรรมของตัวเอง ต้องลงทุนมหาศาลในระบบการศึกษาที่ดี แต่ระบบการศึกษาเราก็เลวร้ายลงทุกวัน คะแนน PISA ลดลงทุกวัน ทั้งหมดที่ว่า เป็นข่าวที่ไม่ดี โดยเฉพาะเจเนอเรชั่นใหม่ ที่ต้องแบกคนแก่หลังแอ่น
“เศรษฐกิจโตช้า ต้องแก้ด้วยสร้างนวัตกรรม มีผลิตภัณฑ์ใหม่ จึงแข่งขันได้ เป็นเรื่องที่ยากมากๆ
เพราะตลอดช่วงการพัฒนาอุตสาหกรรม 50-60 ปี ตั้งแต่ยุคสฤษดิ์มา เราพัฒนาเศรษฐกิจแบบมักง่าย โรงงานรับจ้างทำของ เราไม่เคยดัดแปลงให้เป็นของเรา เกาหลีโตมาบนเส้นทางเดียวกัน รับจ้างผลิตสินค้าราคาถูก และหลังจากนั้น ก็เรียนรู้จนเทคโนโลยีของเขาเป็นของเขา เขามีซัมซุง แอลจี เรามีอะไรไปสู้ ทั้งซัมซุง แอลจี ก็เริ่มจากการเป็นร้านขายของชำ อุ้มชูจากเผด็จการ ปักจุงฮี เหมือนสฤษดิ์ ทำไมเขาทำได้เราทำไม่ได้ เขาเลยหลุดกับดักรายได้ปานกลางไปแล้ว”
“ดังนั้น การจะสร้างนวัตกรรมเพื่อทะลุขีดความสามารถในการแข่งขันเนี่ย เอกชนไม่มีทางทำได้พอเพียง ตลาดไม่มี ไม่มีเครื่องมือที่จะแก้ไขปัญหานี้ได้ด้วยตัวมันเอง ฉะนั้น รัฐต้องมาเป็นคู่ลงทุนครั้งสำคัญ ที่ผลักดันให้เกิดนวัตกรรม เพราะตลาดมันล้มเหลวในการลงทุน”
⦁ ชี้ประยุทธ์ไม่อยู่ แต่ระบอบยังอยู่
“เราต้องการรัฐที่เข้มแข็ง” อาจารย์อภิชาต ว่าไว้ ก่อนจะอธิบายต่อว่า การสร้างนวัตกรรม ฟูมฟักผู้ประกอบการในประเทศ เติบโตกลายไปเป็นแชมป์ของโลก มันใช้เวลามหาศาล
รศ.อภิชาต กล่าวว่า รัฐธรรมนูญปัจจุบัน ผมเรียกว่า “ระบอบประยุทธ์” ไม่ใช่ระบอบประชาธิปไตย
แม้ประยุทธ์ไม่อยู่ แต่ระบอบยังอยู่ ตัวแทนและกลไกหลักคืออะไร คือ รธน.2560 คือองค์ประกอบหลักที่สุด เราจึงไม่เป็นประชาธิปไตยเต็มใบ คือ สิ่งที่ชนชั้นนำที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง ที่เรียกว่า Power Elite มากำหนดกติกา 60 ขึ้นมา และมาจากรัฐประหาร
“ทำไมแก้ยาก ทำไมส.ว.ดิ้นรนแก้มา 10 รอบ ไม่ผ่านแม้กระทั่งวาระ 1?”
“การแก้ยาก คือการล็อกระบอบประยุทธ์ให้มันอยู่ชั่วลูกชั่วหลาน ที่คงอยู่แปลว่า Status quo คือระบอบที่ไม่ยอมให้เกิดการเปลี่ยนแปลง อยู่ไปงี้ ถ้าท่านคิดว่า สภาพเศรษฐกิจสังคมการเมือง มันดีอยู่แล้วก็ไม่ต้องเปลี่ยนแปลง ไม่ต้องตอบ Yes แก้รัฐธรรมนูญ การไปแก้รัฐธรรมนูญด้วยการตอบ Yes เป็นบันไดขั้นแรก ในการแก้รัฐธรรมนูญ ที่มันปิดล็อกไว้หลายชั้น
“ที่บอกว่า เศรษฐกิจไทยเป็นแบบต้มกบ ตายอย่างช้าๆ แล้วรัฐธรรมนูญ 2560 คืออะไร คือ มันเอาหินทับฝาหม้อไม่ให้กบกระโดด แล้วเอากุญแจล็อกอีก 3 ชั้น เผื่อเผอิญกบฟลุ๊กรู้ตัว แล้วจะกระโดด มันโดดไม่ได้ เพราะเงื่อนไขทางการเมือง”
อาจารย์อภิชาต กล่าวว่า รัฐธรรมนูญฉบับนี้ ส.ว.คือกลไกหลัก ไปฮั้วองค์กรอิสระ แล้วก็จะปกครองประเทศนี้ ผ่านส.ว. และ องค์กรอิสระ ส.ว.คือกุญแจต้องไขไปก่อน เพราะเป็นจุดเริ่มต้นเขี่ยบอล อย่างเรื่องจริยธรรม นายกฯ 3 คน 3 ปี เฉลี่ยปีละคน ปัญหาการสูญเสียความสามารถในการแข่งขัน ต้องใช้เวลาฟูมฟัก Entrepreneur สร้างนวัตกรรม แล้วใช้เวลาปีเดียว จะไปเห็นอะไร นี่คือปัญหาเชิงโครงสร้าง
⦁ เสถียรภาพรบ. ปัจจัยรื้อโครงสร้าง
ดร.อภิชาต อธิบายว่า เศรษฐกิจไทย กระตุ้นเศรษฐกิจไม่รอด ต่อให้หมื่นดิจิทัลอลเล็ต ให้อีกพัน คนละครึ่งพลัส กระตุ้นไปไหลออกนอกประเทศหมด เพราะก็ซื้อลาซาด้าเข้ามา ไม่ได้ผลิตเอง
ฉะนั้นกระตุ้นเศรษฐกิจต้องแก้ภาวะต้มกบ จะแก้ภาวะนี้ได้ต้องการรัฐบาลที่มีเสถียรภาพ และต้องมีรัฐบาลที่เป็น Strong Government คือ รัฐบาลที่มี “เจตจำนง” ที่จะเปลี่ยนแปลง เพราะปัญหาที่ดำรงอยู่เป็นปัญหาโครงสร้าง ต้องรื้อระบบเศรษฐกิจ
ตัวอย่างสำคัญ นวัตกรรมผูกพันกับระดับการผูกขาดในตลาดอย่างสำคัญ แต่ก่อนเรามีเน็ต โพรไวเดอร์ 3 ตอนนี้เหลือ 2 ค้าปลีกควบรวมกี่อันแล้ว โรงพยาบาล 2-3 เครือ ข้อมูลจากแบงก์ชาติ ปี 2016-2017 บริษัทท็อป 5 ของเมืองไทย 5% จากทั้งหมด 8 แสน มียอดขายคุมมาร์เก็ตแชร์ 80% และ 5 บริษัทบนนี้ มีคนถือหุ้นรายใหญ่ 500 คน มูลค่าของคน 500 คน ถือหุ้นในไทย 1 ใน 3 และกำไรของระบบเศรษฐกิจไทย 1 ใน 3 อยู่ในมือ 5 คนนี้
“นี่คือตัวเลขของการผูกขาดที่สูงมากๆ แล้วเกี่ยวยังไงกับต้มกบ ระดับการผูกขาดที่สูง ตลาดสุราเสรีทำไมเกิดไม่ได้ เพราะว่าถ้าเกิดคราฟต์เบียร์ โรงเบียร์ผูกขาดเดิมเสียประโยชน์ ก็ไปสร้างกติกาในกฎกระทรวงเรื่องการผลิตขั้นต่ำแสนลิตร ต้องใช้เงินลงทุน อย่างคาราบาว ต้องลงทุนเป็นพันล้านถึงทำได้ขนาดนี้ แล้วคุณมีปัญญาไหม” ดร.อภิชาต ย้อนถาม
“คราฟต์เบียร์คือนวัตกรรม ทำให้วัตถุดิบเกษตรมูลค่าสูงขึ้น พวกผูกขาดล็อกไม่ให้รายใหม่เกิด นวัตกรรมก็ไม่เกิด เป็นสิ่งสำคัญที่ทำให้นวัตกรรมเราต่ำ แต่ทำไมทลายไม่สำเร็จแล้วคนผูกขาดเยอะขึ้นเรื่อยๆ ก็เวลาเลือกตั้ง ก็มีท่อน้ำเลี้ยง ท่อน้ำเลี้ยงก็ไปบอกว่าเรื่องนี้ทำไม่ได้นะ เกี่ยวไงกับรัฐธรรมนูญ ก็เพราะมันไปล็อกระบบการเปลี่ยนแปลงนี้ไว้ทั้งหมด ทำให้รัฐบาลอายุสั้น และไม่มีพลังพอที่จะผลักดันนโยบายที่หาเสียงเอาไว้”
รศ.อภิชาต กล่าวอีกว่า เพื่อไทย ไม่ว่าคุณจะชอบนโยบายเขาในปี 66 ที่ผ่านมาหรือเปล่า ทำอะไรสำเร็จบ้าง ไม่มี นโยบายหลักไม่สำเร็จสักอย่าง ทั้งค่าแรง และ เงินหมื่นไม่ตรงปก เพราะไม่สามารถจัดการกับระบบราชการได้
ฉะนั้นถ้าอยากออกจากต้มกบ คุณต้องแก้รัฐธรรมนูญ ถ้าไม่แก้ทุกอย่างเหมือนเดิม แก้แล้วจะเหมือนเดิมหรือเปล่าไม่รู้ แต่ถ้าแก้แล้วจะสำเร็จไหมไม่รู้ แต่รู้แค่ว่า ไม่แก้ก็อยู่กับที่
⦁ เซย์เยสประชามติ ประตูพ้นวิกฤต
กับคำถามที่ว่า หากเราไม่แก้รัฐธรรมนูญ ไทยจะเป็นเช่นไร อาจารย์เศรษฐศาสตร์ มธ. กล่าวว่า สภาพประเทศไทยที่เป็นอยู่ เป็นอย่างไรก็เป็นอย่างนั้น ไม่ดีขึ้น เศรษฐกิจไม่โตต่อไป หรือโตปีละ 1% ก็คือไม่โต มันจะแย่ลงด้วยซ้ำ
ทรัมป์ขึ้นมา ระเบียบโลกปั่นป่วน ในอดีตก่อนทรัมป์ เศรษฐกิจโลกเป็นประโยชน์ต่อไทยมากๆ ที่เศรษฐกิจไทยมันโตได้ขนาดนี้ เพราะโลกมันมีระเบียบการค้าที่ไม่ได้ตามใจตัวเอง ภาษีทรัมป์ คือการทำตามใจตัวเอง ซึ่งจะเป็นโทษต่อประเทศที่ระบบเศรษฐกิจเปิดสูง อย่างไทย ที่เราพึ่งตลาดส่งออกสูงมาก
“ต้มกบ ไม่ใช่แค่เป็นอยู่ต่อไป แต่แย่ลงด้วยซ้ำ เพราะซ้ำเติมด้วยซ้ำ เพราะเราส่งออก 60% ของจีดีพี รายได้เรา 100 บาท เราส่งออก 60 ทรัมป์ ก็ทำให้เราส่งออกน้อยลงแน่ๆ ปีนี้”
แล้วโตช้ากระทบกับเราอย่างไร?
รศ.อภิชาต เขียนภาพให้มองง่ายๆว่า พวก First Jobber ได้รับผลกระทบแน่ กว่าจะหางานได้ และต่อให้คุณได้งาน เศรษฐกิจโตช้า แปลว่ารายได้ของประเทศเพิ่มช้า แปลว่าค่าแรงขึ้นช้า
คำถามสำคัญคือว่า พวกคุณมีพ่อแม่ เงินเดือนจะโตทันกับภาระที่เพิ่มขึ้นของคุณหรือเปล่า ถ้าคุณเป็นสังคมที่แก่ก่อนรวย ถ้าคุณมีลูก ต้องเลี้ยงทั้งลูกและพ่อแม่ คุณจะทำอย่างไร พี่น้องคุณมีน้อยกว่าผมเยอะ ผมมีพี่น้อง 6 คน ช่วยเลี้ยงดูพ่อแม่ ยุคผมเงินเดือนโตเร็วกว่าคุณ อัตราเงินตั้งต้นหักเงินเฟ้อ เงินเดือน First Jobber ยุคผมมากกว่าพวกคุณ และนี่หละ เกี่ยวพันโดยตรง
อย่างที่บอก ถ้าคนไม่ตอบ Yes แปลว่าไร้การเปลี่ยนแปลง ถ้าตอบใช่ แสดงว่าการเปลี่ยนแปลงมีโอกาสเกิดขึ้นได้ ผมไม่ได้บอกว่า เปลี่ยนแปลงแล้วจะดีขึ้นหรือแย่ลง แต่แค่เปิดประตูเท่านั้นเอง
“การแก้รัฐธรรมนูญ เป็น necessary condition ไม่ใช่ sufficient condition ขึ้นอยู่กับปัจจัยอื่นอีกเยอะแยะ ถ้าไม่แก้รัฐธรรมนูญ เศรษฐกิจไม่มีทางเปลี่ยน”
⦁ ยกยุคสฤษดิ์ แนะคนรุ่นใหม่อย่าหมดหวัง
อาจารย์อภิชาต อธิบายในช่วงท้ายถึงความสำคัญของการต้องแก้รัฐธรรมนูญว่า รัฐธรรมนูญคือกติกาทางการเมือง นโยบายสาธารณะคือการตัดสินใจทางการเมือง ดังนั้น นโยบายสาธารณะทุกชนิด ต้องทำผ่านการตัดสินใจทางการเมือง
รัฐธรรมนูญ คือ กฎที่บอกว่า นโยบายเศรษฐกิจจะไปทางไหน เป็นสภาพแวดล้อมของการสร้างนโยบาย คุณมีรัฐบาลที่เข้มแข็งจากนโยบายของรัฐธรรมนูญชุดหนึ่ง ไม่ได้บอกว่ารัฐธรรมนูญ 40 ไม่มีที่ติ แต่มันผลิตรัฐบาลที่เข้มแข็ง ผลิตนโยบายเป็น มันเป็นครั้งแรกที่เมืองไทย ชนะเลือกตั้งด้วยนโยบาย และผลักดันสำเร็จ รัฐธรรมนูญฉบับนี้ทำแบบนั้นไม่ได้ ด้วยการดีไซน์ที่ล็อกเอาไว้
“การต่อสู้นโยบายสำคัญ แต่เขาขีดกรอบให้สู้กันในกรอบนี้ การแก้รัฐธรรมนูญคือการแหกกติกาเขา เพื่อให้กระบวนการออกนโยบายสาธารณะเป็นประโยชน์กับสังคมวงกว้างสูงขึ้น กติกาปัจจุบัน ในทัศนะผม คือ เอื้อประโยชน์ให้ชนชั้นนำกลุ่มแคบๆ ที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง อย่างน้อยก็มี ทหาร ข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ เทคโนแครตเก่าๆ”
“อดีตก่อนปี 2540 การเลือกตั้ง ไม่เคยชนะกันด้วยนโยบาย วิธีที่จะชนะคือกระสุน ปัจจุบันหลังปี 40 อย่างน้อย ก็มีการชนะด้วยนโยบาย ปี 66 พรรคส้มชนะด้วยนโยบาย ถ้าคุณมองด้วยสายตาคนแก่ คุณจะเชื่อผมไหม ว่าการเมืองที่มันเลวร้ายในปัจจุบัน เทียบกับยุคสฤษดิ์แล้ว ปัจจุบันดีกว่า”
“หากมองด้วยสายตาประวัติศาสตร์ การเมืองไทยก็ก้าวหน้า ถ้าย้อนไปก่อน 2475 คุณเห็นชัด ผมปลอบใจคุณไม่ได้มากไปกว่านี้ ผมเชื่อว่า มันต้องมีความหวัง และผมก็ไปเลือกตั้งทุกครั้ง” ดร.อภิชาต ทิ้งท้าย

