⦁…มุมของการประเมินผลเลือกตั้ง โดยโจทย์อยู่ที่ “พรรคไหนจะได้รับเลือกมามากที่สุด” เริ่มชัดเจนว่ามีการนำเสนอเป็น “3 แนวทางความคิด” วิธีแรกใช้ “การสำรวจความคิดเห็นของประชาชน” ที่เรียกว่า “โพล” แนวทางนี้แบ่งเป็น 2 แบบคือ “วิธีที่เป็นระเบียบแบบแผน” โดยสำนักโพลที่ทำมาต่อเนื่อง มีหลักวิชาการเข้าไปควบคุมความแม่นยำของการประเมินผล อย่างของ “สถาบันการศึกษา” และ “สถาบันอื่น” ผลของแนวทางนี้ “พรรคประชาชน” และ “ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรค” นำห่างมากขึ้นเรื่อยๆ ตามเปอร์เซ็นต์ “ผู้ยังไม่ตัดสินที่ลดลง”
⦁…แนวทางที่ 2 ประเมินจาก “ข้อมูลวงในของบรรดาตั้งตัวเป็นผู้เชี่ยวชาญ” รวมถึง “โต๊ะพนัน” ที่เอามาใช้ในการตั้งราคาต่อรอง เป็นการประเมินจาก เอา “ทุกปัจจัยในทั้ง 400 เขตที่เชื่อว่าจะส่งผลต่อการตัดสินใจเลือกของประชาชนในพื้นที่นั้น” อย่างบารมีของผู้สมัคร ความเข้มแข็งของเครือข่ายอุปถัมภ์ อิทธิพลของกลไกราชการ กระสุนที่เชื่อว่าผู้สมัครมีความพร้อม และอื่นๆ พร้อมมองผ่านไปถึงความสามารถที่จะเจือจานพลังนั้นมาให้คะแนนบัญชีรายชื่อพรรค ในแนวนี้เชื่อว่า “พรรคภูมิใจไทย” และ “อนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรค” จะได้มากกว่า
⦁…และการประเมิน วิธีที่ 3 มีเป้าหมายเพื่อชี้นำของแต่ละพรรค ที่ต่างมี “ตัวเลขของตัวเองที่จะให้พรีเซ็นเตอร์ของพรรค” ซึ่งอาจเป็น “ผู้นำ-สมาชิกพรรค”หรือกระทั่ง “อินฟลูเอนเซอร์ที่พรรคจัดเตรียมไว้ในงาน” วิธีนี้ช่วงหลัง การ “ฟันธง” ให้ “พรรคภูมิใจไทย” ชนะ มีความคึกคักในการนำเสนอมากกว่า แต่อย่างไรก็ตาม การสื่อสารภายในพรรคตัวเอง ส่วนใหญ่แต่ละพรรคจะทำให้เกิดความเชื่อมั่นในพรรคตัวเอง ชัดเจนคือ “พรรคเพื่อไทย” ที่ชู “ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรค”
⦁…ที่สุดแล้ว วิเคราะห์ด้วยวิธีการแบบไหน จะแม่นยำกว่า มีแต่ต้องรอคำตอบ 8 กุมภาพันธ์ ซึ่งเป็น “วันกาบัตรเลือกตั้ง” ซึ่งที่น่าสนใจมากกว่าคือ “ผลที่ออกมา” ย่อมเป็นการตัดสินของประชาชนคนไทยส่วนใหญ่ว่าจะให้ “ประเทศถูกพาไปทางไหน” “อำนาจรัฐ 2 แบบที่ซ้อนกันอยู่” คือแบบเดิม “อำนาจที่ไม่ยึดโยงกับประชาชน แต่ควบคุมกลไกการบริหารประเทศด้วยกฎหมายที่ออกมาแบบมาให้อำนาจไว้” คือปรับใหม่ให้ “พรรคการเมืองที่เชื่อมั่นในอำนาจประชาชนเข้าไปเปลี่ยนแปลง” โดยมี “พรรคภูมิใจไทย” กับ “พรรคประชาชน” เป็นตัวแทนทางเลือกนั้น โดยมี “พรรคเพื่อไทย” เป็น “ตัวแปรสำคัญ” ในทางเลือก
⦁…ที่ชวนระทึกคือ “การตัดสินใจเลือกครั้งนี้” มาในท่ามกลางความเป็นไปของประเทศที่ต่างรับรู้กันว่า “ไม่ไหวแล้ว” ด้วยองค์ประกอบที่จะใช้ในการพัฒนาเสื่อมทรุดไปทุกด้าน โดยเฉพาะ “ความเชื่อมั่นในศักยภาพการแข่งขัน โอกาสการเกิดขึ้นของธุรกิจร่วมสมัยกับกระแสโลก ความโปร่งใสยุติธรรมในการบริหารส่งเสริมการลงทุน คุณภาพทรัพยากรมนุษย์ที่จะรองรับการพัฒนา และอื่นๆ ในทุกมิติ” ที่ “ชนชั้นนำ และนักธุรกิจ” ไม่ว่าจะเป็น “อีลีท” ระดับไหนต่างมองเห็น และรับรู้ว่าหากไม่ร่วมกันหาทางแก้ไข ประเทศจะเดินสู่ความสิ้นหวังลึกไปเรื่อยๆ
⦁…ทว่า เหมือนกับจะปล่อยให้ประเทศเดินสู่ “สิ้นหวังตามยถากรรม” กลับมีปรากฏการณ์ที่ทำให้ต้องเหลียวมองอย่างกะพริบตาไม่ได้ คือ ความเปลี่ยนแปลงใน “เครือซีพี” ซึ่งเป็น “ธุรกิจใหญ่สุดของประเทศ” ครอบครองกิจการและสินค้าที่จำเป็นต่อชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนตั้งแต่ “เกิดจนตาย” มากที่สุด มีการแตกตัวให้ “ทายาทคนสำคัญ-ศุภชัย เจียรวนนท์” ทุ่มกับ “ธุรกิจด้านเทคโนโลยียุคใหม่ที่กำลังขับเคลื่อนอนาคตของโลก” แบบเต็มตัว นั่นหมายถึง “เครือซีพี” ต้องมีความมั่นใจว่าจะทำให้ “ประเทศมีศักยภาพในการแข่งขันกับโลกในธุรกิจด้านนี้ได้” ซึ่งคำถามคือ “ซีพีมองเห็นอะไร จึงทำให้มั่นใจได้ขนาดนั้น”
⦁…เงื่อนไขที่จะสร้างความมั่นใจระดับนี้ได้ ไม่มีทางเป็นอื่นนอกจาก “รัฐบาลที่มีเสถียรภาพ” สามารถดำเนินนโยบายการพัฒนาได้อย่างเต็มที่ ไม่ถูกขัดขวางจาก “กลไกอำนาจที่ถูกครอบงำด้วยความวิตกกังวลถึงอำนาจและผลประโยชน์ผูกขาดไว้” จนเอาแต่ปิดกั้นให้ประเทศพัฒนาอย่างอิสระไปตามความเปลี่ยนแปลงของโลก “ซีพี” มั่นใจอะไร จึงกล้าลงทุนเป็น “แสนล้านบาท” ในธุรกิจที่ “ประเทศไม่มีปัจจัยของศักยภาพในธุรกิจแบบนี้”







