หน้าแรก การเมือง ปริญญา เขียนถ...

ปริญญา เขียนถึงอนุทิน แนะสธ.ควรถอย ปลดหมอสุภัทร ชี้ 5 ข้อ คนเชื่อยากไม่ใช่การเมือง-เสียถึงภท.

28.01.26 | 16:01 น.

ปริญญา เขียนถึงอนุทิน แนะสธ.ควรถอย มติปลดหมอสุภัทร ชี้ 5 ข้อ คนเชื่อยากไม่ใช่การเมือง-เสียถึงภูมิใจไทย 

เมื่อวันที่ 28 มกราคม 2569 ปริญญา เทวานฤมิตรกุล อาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้โพสต์ผ่านเฟสบุ๊ก เรื่อง [ ปลดหมอสุภัทร : เป็นเรื่องภายในกระทรวงสาธารณสุข ไม่ใช่เรื่องการเมือง? และ กกต. มีอำนาจถอดชื่อหมอสุภัทรออกจากผู้สมัคร ส.ส. หรือไม่? ] ใจความว่า เรื่องคุณหมอสุภัทร ฮาสุวรรณกิจ อดีตผู้อำนวยการโรงพยาบาลจะนะ และโรงพยาบาลสะบ้าย้อย ที่ลาออกจากราชการมาเป็นผู้สมัคร ส.ส. แบบแบ่งเขตเลือกตั้งที่จังหวัดสงขลาในนามพรรคประชาชน ที่ถูก อ.กพ. กระทรวงสาธารณสุขลงมติให้พ้นจากราชการ โดยให้เหตุผลว่า ทำผิดวินัยร้ายแรงจากการจัดซื้อชุดตรวจโควิดไม่ถูกต้องตามระเบียบราชการ ทั้งๆที่มีเหตุผลความจำเป็นที่ทำได้ และจัดซื้อได้ถูกกว่าราคากลาง (ราคากลาง 450 บาท คุณหมอสุภัทรซื้อ 230 บาท) ซึ่งผมได้เคยเขียนเรื่องนี้ไปแล้วว่าการดำเนินการของคุณหมอสุภัทรไม่ผิดระเบียบแต่ประการใด

ความพยายามจะปลดคุณหมอสุภัทรเกิดขึ้นตั้งแต่ปีที่แล้วโดยปลัดกระทรวงสาธารณสุขท่านที่แล้ว แต่คนทักท้วงและต่อต้านกันมากเพราะเห็นว่าทั้งไม่เป็นธรรมและไม่ถูกต้องเมื่อปลัดกระทรวงท่านนั้นเกษียณไปเรื่องก็เงียบลงไป แต่อยู่ดีๆ กระทรวงสาธารณสุขก็มาเดินหน้าเรื่องนี้ใหม่ โดยไปถึงขั้นให้ อ.กพ. ลงมติปลดคุณหมอสุภัทรออกจากราชการ ซึ่งผมมีประเด็นข้อกฎหมาย และประเด็นอื่นที่เกี่ยวข้อง ดังนี้ต่อไปนี้ครับ

1.รัฐธรรมนูญ พ.ศ.2560 มาตรา 98  บัญญัติเรื่องคุณสมบัติต้องห้ามมิให้สมัคร ส.ส. ไว้ว่า “เคยถูกสั่งให้พ้นจากราชการ หน่วยงานของรัฐ หรือรัฐวิสาหกิจเพราะทุจริตต่อหน้าที่ หรือถือว่ากระทําการทุจริตหรือประพฤติมิชอบในวงราชการ“ (ภาพประกอบ 3) นั่นหมายความว่า ถ้ากระทรวงสาธารณสุขมีคำสั่งให้คุณหมอสุภัทรออกจากราชการ คุณหมอสุภัทรอาจขาดคุณสมบัติผู้สมัคร ส.ส. ในทันที

2.แต่เนื่องจากการรับสมัคร ส.ส.ได้เสร็จสิ้นไปแล้ว กกต. จึงถอนชื่อผู้สมัครเองไม่ได้ ต้องไปยื่นคำร้องต่อศาลฎีกา ทั้งนี้ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส. พ.ศ. 2561 มาตรา 52 ที่บัญญัติให้ผู้อำนวยการเขตเลือกตั้งประจำเขตไปร้องต่อศาลฎีกาถอนชื่อผู้นั้นออกจากรายชื่อผู้สมัคร (ภาพประกอบ 4)

Advertisement

3.อย่างไรก็ตามการให้คนออกจากราชการโดยปกติทั่วไปจะไม่จบแค่คำสั่งของกระทรวงต้นสังกัด เพราะผู้ถูกให้ออกจากราชการเขาจะไปร้องศาลปกครอง โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าเขาเห็นว่าคำสั่งไม่เป็นธรรม หรือเป็นการกลั่นแกล้ง ดังนั้น สิ่งที่จะเกิดขึ้นคือศาลฎีกาก็จะรอให้ถึงที่สุด คือรอคำวินิจฉัยของศาลปกครองก่อน เพราะหากตัดชื่อคุณหมอสุภัทรออกจากผู้สมัคร ส.ส. สงขลา เขตสอง ตามคำร้องของ กกต. แล้วต่อมาเกิดศาลปกครองวินิจฉัยว่าคำสั่งให้ออกจากราชการไม่ชอบด้วยกฎหมาย หรือมีการกลั่นแกล้ง ศาลฎีกาจะคืนสิทธิหรือเยียวยาคุณหมอสุภัทรอย่างไร ผมจึงเชื่อว่าศาลฎีกาจะรอให้คดีถึงที่สุดในศาลปกครองก่อน

4.เรื่องนี้จึงไม่เสร็จก่อนเลือกตั้งแน่นอน ไหนจะมีขั้นตอนให้อุทธรณ์คำสั่งก่อนจะไปถึงศาลปกครองอีก แต่ถึงแม้ว่าศาลฎีกาไม่ตัดสินก่อนเลือกตั้ง แล้วหากคุณหมอสุภัทรชนะการเลือกตั้งขึ้นมา กกต. ก็มีเวลาตามรัฐธรรมนูญอีก 60 วันที่ในการรอคำวินิจฉัยจากศาลฎีกา โดยยังไม่ต้องประกาศรับรองให้เป็น ส.ส. หากครบ 60 วันแล้วศาลฎีกายังไม่วินิจฉัย กกต. ก็ต้องประกาศรับรองให้เป็น ส.ส. พอเป็น ส.ส. อำนาจในการวินิจฉัยเรื่องคุณสมบัติ ส.ส. ก็จะไปที่ศาลรัฐธรรมนูญ (ทั้งนี้ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 82) หมายความว่าการปลดคุณหมอสุภัทรออกจากราชการ ถ้าศาลฎีกาไม่ถอนชื่อออกจากผู้สมัคร ส.ส. หากได้เป็น ส.ส. ขึ้นมา ก็ยังมีศาลรัฐธรรมรูญอีกศาลครับ

5.ถามว่าเรื่องนี้เป็นการเมืองไหม? เรื่องนี้เกิดมาตั้งแต่โควิดในปี 2564 คือเรื่องตั้ง 5 ปีแล้ว การให้คนที่ลาออกจากราชการไปแล้วเพื่อลงสมัคร ส.ส. ต้องถูกปลดออกจากราชการตามหลังอย่างไม่สมเหตุสมผล ในขณะที่กำลังมีการเลือกตั้งที่คุณหมอสุภัทรกำลังแข่งกับผู้สมัครของพรรคภูมิใจไทยเช่นนี้ รัฐบาลจะชี้แจงเพียงแค่ว่าไม่มีการกลั่นแกล้งหรือเป็นเรื่องภายในกระทรวงสาธารณสุข ก็คงไม่น่าจะเพียงพอให้คนเชื่อครับ

โดยเฉพาะอย่างยิ่ง มติให้พ้นจากราชการ 4 ต่อ 3 นั้น เป็นเสียงราชการ 3 เสียงที่ให้พ้นจากราชการ อีก 3 เสียงที่ไม่ให้พ้นคือ เสียงจากผู้ทรงคุณวุฒิจากภายนอก ที่เป็นเสียงที่ 4 ที่ทำให้ได้มติให้คุณหมอสุภัทรพ้นจากราชการ คือเสียงของท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขของพรรคภูมิใจไทย (ที่เราแทบไม่ได้ยืนชื่อท่านเลยในช่วงวิกฤตน้ำท่วมหาดใหญ่) ยิ่งยากจะทำให้คนเชื่อว่าไม่ใช่เรื่องการเมืองครับ

เรื่องที่คนมักจะทนกันไม่ค่อยได้ หรือรับไม่ได้ คือ ความไม่เป็นธรรม หรือการรังแกกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้ามันค่อนข้างชัดแจ้ง และทำกับคนที่สังคมเห็นว่าเป็นคนที่ทำงานเพื่อสังคมมาโดยตลอดอย่างคุณหมอสุภัทร ผมจึงขอเรียนท่านนายกรัฐมนตรีว่า กระทรวงสาธารณสุขควรจะถอย เพราะการปลดคุณหมอสุภัทรในช่วงกำลังจะถึงวันเลือกตั้ง จะเกิดผลเสียต่อพรรคภูมิใจไทยมากกว่าผลดีครับ