ประกันสังคม – เรื่องใกล้ตัว และมีผลมากๆสำหรับชีวิตมนุษย์เงินเดือน คือ เรื่องของสวัสดิการในชีวิต ไว้สำหรับดูแลรักษายามเจ็บป่วย ไปจนถึงยามแก่เฒ่า ทำงานไม่ไหว แต่ยังมีเงินที่เรียกว่า ประกันชราภาพ ในกองทุนประกันสังคม ที่สู้เก็บออมเอาไว้ในช่วงยังมีเรี่ยวแรงทำงาน
แต่วันนี้ ดูเหมือนว่า กองทุนประกันสังคม อยู่ในภาวะที่เรียกว่า เป็นวิกฤตศรัทธา เพราะมีประเด็นปัญหา ดราม่า ออกมาไม่เว้นแต่ละวัน โดยเฉพาะเรื่องธรรมาภิบาลของผู้บริหาร นำมาซึ่งความ กลัว และ ไม่ไว้ใจ ว่า ในอนาคต เงินที่สู้เก็บออมโดยฝากไว้ในกองทุน ให้ประกันสังคม บริหารจัดการ จะกลับมาดูแลตัวเราเองในยามแก่เฒ่าได้หรือไม่
ศ.ดร.วรวรรณ ชาญด้วยวิทย์ ผู้อำนวยการวิจัยด้านนโยบายหลักประกันทางสังคม และที่ปรึกษาด้านหลักประกันทางสังคม ณ สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) ให้สัมภาษณ์ มติชนออนไลน์ เรื่องการบริหารจัดการระบบการเงินของสำนักงานประกันสังคมที่ถูกวิพากวิจารณ์อย่างกว้างขวางในเวลานี้ ว่า จะบอกว่า การบริหารจัดการของสำนักประกันสังคมล้มเหลว ก็ไม่ถูกนัก เพราะระบบก็ยังจัดการให้บริการประชาชนได้อยู่
“ในแง่เจ้าหน้าที่ ที่ทำงานเราอย่าไปว่าเขาทั้งหมด ปัญหาที่เกิดขึ้น ทั้งที่ผ่านมา และตอนนี้ ไม่ได้เกิดจากคนที่ออกมาตอบคำถามกับเรา คนที่สร้างปัญหาไม่เคยออกมาตอบคำถามกับเรา เจ้าหน้าที่เขาทำตามหน้าที่เขา เราเข้าใจว่า เขาทำตามที่นายสั่ง มิฉะนั้นแล้วเขาอาจจะได้รับผลกระทบในหน้าที่การงานได้”ศ.ดร.วรวรรณ กล่าว
ศ.ดร.วรวรรณ กล่าวว่า สำหรับประกันสังคมนั้น เรื่องที่เกิดขึ้นไม่ใช่เรื่องใหม่ ปัญหานั้นเกิดมานานแล้ว แต่ไม่มีการเปิดเผยข้อมูล แต่มักจะมีการรายงานกันแต่เรื่องเงินก้อนโต ซึ่งการที่มีคณะกรรมการชุดใหม่ออกมา ทำให้เราเห็นข้อมูลมากขึ้น จึงมองเห็นปัญหาชัดและกว้างขึ้น
“เราเข้าใจผิดว่าปัญหาในประกันสังคมเพิ่งเกิด แต่ความจริงนั้นเกิดมาตั้งแต่ปี 2542 ซึ่งเป็นปีแรกที่มีการเรียกเก็บเงินเพื่อเข้ากองทุนเงินบำนาญชราภาพ เงินบำนาญชราภาพ ทำให้ประกันสังคมมีเงินสะสมมากขึ้น เมื่อเงินมากขึ้น โอกาสที่จะถูกนำมาใช้ในทางที่ไม่ถูกต้องมากขึ้นเช่นกัน เพราะกลไกทางราชการ หรือกลไลที่มีอยู่นั้นเปิดโอกาสการใช้ประโยชน์ตรงนี้ คืออ้างระเบียบราชการ แต่คุณภาพการนำเงินมาใช้นั้น นำไปสู่ผลประโยชน์อย่างเต็มที่สำหรับผู้ประกันตนจริงๆหรือไม่“ศ.ดร.วรวรรณ กล่าว
อ.วรวรรณ ยกตัวอย่าง ของการใช้เงินในกองทุนประกันสังคม ที่มองไม่เห็นในเชิงบวก ที่ไม่ค่อยมีการพูดถึง คือ การลงทุนในระบบไอที ซึ่งบอกว่า ทำถูกต้องตามระเบียบราชการทุกอย่าง แต่เงินที่ถูกใช้ไปนั้นไม่มีการเปิดเผยว่าเป็นเงินเท่าไร ใช้ทุกปีแต่ แต่ผลลัพธ์ ที่ทุกคนทราบกันคือ ระบบไอทีของประกันสังคมนั้นก็ไม่ได้พัฒนาขึ้นมาเลย ยังคงมีปัญหาอยู่เสมอ
“เป็นการยืนยันว่า เงินถูกใช้ตามระเบียบราชการ แต่ไม่มีคุณภาพในเชิงการบริหารจัดการ เป็นตั้งแต่อดีต จนถึงปัจจุบัน ซึ่งในแง่ปัญหาที่เห็นชัดในการบริหารจัดการภายในประกันสังคมคือ เรื่องของธรรมาภิบาล ความไม่โปร่งใส“ศ.ดร.วรวรรณ กล่าว
เมื่อถามว่า เป็นเช่นนี้ ในอนาคต โอกาสที่กองทุนชราภาพของประกันสังคม จะล่มสลายตามที่หลายฝ่ายกลัวกันหรือไม่ ศ.ดร.วรวรรณ กล่าวว่า รากฐานของปัญหาคือ เรามีเงินสมทบต่ำ แต่การจ่ายเงินบำนาญสูงกว่าเยอะ เช่นลูกจ้าง และนายจ้างจ่าย 6% แต่บำนาญขั้นต่ำที่จะต้องจ่ายเริ่มต้นที่ 20% จ่าย 6% บำนาญขั้นต่ำ 20% รับเงิน แค่ 5 ปี ก็ได้กำไรแล้ว ปัญหาพื้นฐานที่สำคัญคือ เราจ่ายเงินบำนาญเร็วเกินไป คือ 55 ปี ทั้งที่ควรจะจ่ายบำนาญเริ่มที่อายุ 60 ปี เงินที่สมทบไป เป็นเงินสะสม เอาไปลงทุนในระยะยาว แต่การลงทุนก็ได้ผลตอบแทนไม่ดีมากตามที่คาดหวังเอาไว้ อีกทั้งเงินที่มีอยู่ก็เอาไปใช้ในทางที่ไม่มีคุณภาพอีกด้วย
เมื่อถามว่า ในสถานการณ์แบบนี้ควรจะจัดการอย่างไร ศ.ดร.วรวรรณ กล่าวว่า ตามหลักการคือ ต้องเก็บเงินสมทบเพิ่ม ลูกจ้าง เป็น 10% นายจ้าง 10% แต่สถานการณ์ที่เป็นอยู่เวลานี้ ทั้งลูกจ้างก็มีปัญหารุมเร้า รวมทั้งไม่มีใครมั่นใจว่า จ่ายไปแล้วประกันสังคมจะสามารถบริหารจัดการเงินอย่างมีคุณภาพได้หรือไม่
ดูเหมือนไร้ทางออกหรือไม่ หรือจะต้องทำอย่างไร ศ.ดร.วรวรรณ กล่าวว่า สำคัญเลยจะต้องมีธรรมาภิบาลในการทำงานตรงนี้ ทำให้ผู้ประกันตนเกิดความไว้วางใจ และมีความเชื่อมั่น ในการบริหารจัดการเงินก้อนใหญ่ก้อนนี้
“โครงสร้างเดิมสร้างธรรมาภิบาลให้เกิดไม่ได้ จะต้องแยกกองทุนชราภาพ อออกมาจากประกันสังคม ตั้งเป็นกองทุนบำเหน็จ บำนาญ สำหรับลูกจ้าง ซึ่งมีตัวอย่างให้เห็นแล้วจากกองทุนกบข.เราสามารถร่างกฏหมายขึ้นมาเพื่อให้เกิดกองทุนนี้ได้ และสร้างความมั่นใจ มีธรรมาภิบาล มีความเชื่อมั่น ว่า เก็บเงินไปแล้ว บริหารจัดการเงินได้ ใช้เงินเกิดประโยชน์สูงสุด”ศ.ดร.วรวรรณ กล่าว
คนที่เป็นกรรมการในประกันสังคม ทราบปัญหาเหล่านี้ดี และมีข้อเสนอมาเรื่อยๆเรื่องการออกนอกระบบ แต่ก็ไม่ได้ทำอะไร
ปัญหาหลักตอนนี้คือ เงินถูกบริหารจัดการอย่างไม่โปร่งใส ถ้าแยกเงินที่มีปัญหามาจัดการให้โปร่งใสเริ่มต้นตรงนี้ปัญหาจะจัดการง่ายขึ้น ค่อยๆลำดับความสำคัญก็จะแก้ปัญหาได้ แต่ถ้าทำพร้อมกันปัญหาก็จะวนเวียนอยู่ที่เดิม
ซึ่งวนเวียนมา30 กว่าปีแล้ว

