หน้าแรก การเมือง ทบ.แจงเสียงปื...

ทบ.แจงเสียงปืน เขาพระวิหาร ไม่น่ากังวล แจงปมจ่ายเบี้ยเลี้ยงทหารชายแดนช้า ดึงเงินสำรองดูแลแล้ว

29.01.26 | 17:57 น.

ทบ.แจงสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา หลังมีกระแสข่าวเสียงปืนบริเวณเขาพระวิหาร ย้ำข่าวกรองยังไม่พบความผิดปกติ ไม่เข้าข่ายคุกคามความมั่นคง ชี้ขุดคูเลตและภาพเคลื่อนไหวของกัมพูชาแค่แสดงศักยภาพ ไม่ใช่เตรียมรบ ร่ายยิบเบิกเบี้ยเลี้ยงทหารชายแดนล่าช้า ฮึ่มฟันวินัยหนักหากพบใครอมเงิน

เมื่อวันที่ 29 มกราคม ที่กองบัญชาการกองทัพบก (บก.ทบ.) พล.ต.วินธัย สุวารี โฆษกกองทัพบก เปิดเผยถึงกรณีมีกระแสข่าวการยิงปืนประมาณ 7 นัด บริเวณพื้นที่ใกล้เขาพระวิหาร ช่วงกลางดึกที่ผ่านมาว่า ขณะนี้กองทัพบกยังไม่ได้รับรายงานยืนยันข้อเท็จจริงอย่างเป็นทางการ โดยเสียงในลักษณะดังกล่าวอาจเกิดขึ้นได้จากหลายสาเหตุ ไม่ว่าจะเป็นการฝึก การเคลื่อนไหวตามปกติ หรือกิจกรรมอื่นในพื้นที่ชายแดน ซึ่งจากการประเมินในเบื้องต้นยังไม่อยู่ในระดับที่น่ากังวล

โฆษกกองทัพบกระบุว่า จากข้อมูลด้านการข่าวในปัจจุบัน ยังไม่พบสัญญาณบ่งชี้ถึงการยกระดับความตึงเครียด หรือการเตรียมการปฏิบัติการทางทหารจากฝ่ายกัมพูชา โดยกองทัพบกยังคงเฝ้าระวังพื้นที่ชายแดนอย่างต่อเนื่อง และปฏิบัติภารกิจด้านความมั่นคงตามปกติ โดยไม่ลดระดับความพร้อม

กรณีที่มีการเผยแพร่คลิปภาพการขุดคูเลดลักษณะซิกแซก รวมถึงกระแสข่าวการเสริมอาวุธจากต่างประเทศ พล.ต.วินธัยชี้แจงว่า ขณะนี้ยังไม่พบข้อมูลว่ามีการเสริมกำลังเพื่อเตรียมการรบแต่อย่างใด การเคลื่อนไหวที่เกิดขึ้นเป็นเพียงการสับเปลี่ยนกำลัง หรือการปรับปรุงที่มั่น ซึ่งฝ่ายกัมพูชามักดำเนินการมาโดยตลอด และทั้งหมดเกิดขึ้นในพื้นที่อธิปไตยของกัมพูชา ไม่ได้ล้ำเข้ามาในเขตของประเทศไทย อีกทั้งการขุดคูเลตดังกล่าวไม่ส่งผลกระทบทางทหารและยังไม่ถือเป็นภัยคุกคาม

โฆษกกองทัพบกมองว่า การเคลื่อนไหวบางอย่างอาจเป็นเพียงการสื่อสารเชิงภาพหรือการสร้างภาพลักษณ์แสดงความพร้อมต่อสังคมภายในประเทศกัมพูชา มากกว่าจะเป็นการเตรียมเปิดฉากปฏิบัติการทางทหาร พร้อมย้ำว่า หากมีการเผยแพร่ข้อมูลหรือภาพที่อาจสร้างความเข้าใจคลาดเคลื่อน กองทัพบกจะชี้แจงข้อเท็จจริงเพื่อรักษาความเชื่อมั่นของประชาชน

ประเด็นการดูแลความปลอดภัยหน่วยเลือกตั้งในพื้นที่ชายแดน พล.ต.วินธัยระบุว่า กองทัพบกได้กำหนดแนวทางการสนับสนุนการทำงานของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ไว้ชัดเจน โดยการปฏิบัติทุกขั้นตอนต้องอยู่ภายใต้กรอบกฎหมายและหลีกเลี่ยงการดำเนินการใดๆ ที่อาจถูกนำไปตีความทางการเมือง ขณะที่การจัดการให้กำลังพลที่ปฏิบัติหน้าที่ตามแนวชายแดนไปใช้สิทธิเลือกตั้งจะเป็นไปตามการบริหารจัดการของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในพื้นที่

Advertisement

กรณีการประชุมกลไกระหว่างไทย-กัมพูชา ที่ยังไม่สามารถบรรลุข้อตกลงบางประเด็นได้ โฆษกกองทัพบกระบุว่า ยังไม่ถือว่ามีนัยสำคัญในเชิงลบ โดยกระบวนการพูดคุยยังคงดำเนินต่อไป และต้องใช้เวลาในการสร้างความชัดเจน หลังจากการหยุดยิง กลไกในระดับพื้นที่ยังมีปฏิสัมพันธ์และสามารถสื่อสารกันได้ตามปกติ

สำหรับกรณีที่กัมพูชายื่นเรื่องร้องเรียนต่อองค์การสหประชาชาติและนานาชาติ โดยกล่าวหาว่าฝ่ายไทยรุกล้ำอธิปไตย พล.ต.วินธัยระบุว่า เป็นแนวทางที่กัมพูชาใช้มาอย่างต่อเนื่อง โดยฝ่ายไทยมีการดำเนินการตอบโต้และชี้แจงผ่านกระทรวงการต่างประเทศอย่างเป็นระบบ พร้อมย้ำว่าการร้องเรียนดังกล่าวไม่ได้หมายความว่านานาชาติจะยอมรับข้อกล่าวหาโดยอัตโนมัติ

ทั้งนี้ กองทัพบกยืนยันว่าจะยังคงปฏิบัติหน้าที่ปกป้องอธิปไตยและความมั่นคงของประเทศอย่างรอบคอบ ยึดหลักสันติวิธี ควบคู่กับการสื่อสารข้อมูลที่ถูกต้องและโปร่งใส เพื่อสร้างความเข้าใจแก่สังคมอย่างต่อเนื่อง

พร้อมกันนี้ โฆษก ทบ.ยังชี้แจงกรณีการเบิกจ่ายเบี้ยเลี้ยงทหารในพื้นที่สู้รบชายแดนไทย-กัมพูชาที่ล่าช้าพล.อ.พนา แคล้วปลอดทุกข์ ผู้บัญชาการทหารบก เน้นย้ำในเรื่องดังกล่าวอย่างไรบ้างว่า ทันทีที่ทราบเรื่องผู้บัญชาการทหารบกได้ดำเนินการทันที เพราะเรื่องนี้เป็นประเด็นก่อนหน้านี้หน้า 2-3 สัปดาห์ ถ้ามองตามหลักธรรมชาติเราต้องสร้างสรรค์สิ่งที่ดีให้กับเพื่อนร่วมงานอยู่แล้ว

โฆษก ทบ.กล่าวว่า แต่ด้วยสถานการณ์ที่เกิดขึ้นมีการจัดกำลังขึ้นไปสมทบเป็นจำนวนมาก ใช้บุคลากรรวมแล้วประมาณ 30,000-40,000 นาย จึงไม่ได้อยู่ในแผนงบประมาณใช้จ่ายประจำปี ซึ่งงบประมาณประจำปีได้จัดไว้สำหรับกำลังพลปกติจำนวน 7,000-8,000 นาย แต่เมื่อเกิดสถานการณ์สู้รบผู้บัญชาการทหารบกจึงมีการตัดสินใจจัดไปจำนวนมากขึ้น พอจำนวนมากขึ้นแต่การพิจารณางบประมาณปกติได้ผ่านไปแล้วตั้งแต่ช่วงกลางปีในเดือนมิถุนายน จึงต้องมีการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าตามที่รัฐบาลออกแบบไว้คือการใช้งบกลาง

โฆษก ทบ.กล่าวต่อว่า แต่ในส่วนของเดือนตุลาคม กองทัพบกได้ทราบจำนวนแล้วจึงได้ทำของบประมาณไปตามขั้นตอนและได้งบประมาณมาในช่วงสัปดาห์ที่แล้ว ก่อนจะนำส่งไปยังหน่วยต่างๆ โดยขั้นตอนต่อจากนี้ทางหน่วยจะจ่ายให้กับกำลังพล แต่ก่อนนั้นกองทัพบกแก้ปัญหาโดยใช้เงินสำรองจ่ายทั้งหมดไปดูแลเป็นเบี้ยเลี้ยง เพราะงบกลางที่กองทัพบกได้ขอรัฐบาลยังอยู่ในขั้นขั้นตอนการรออนุมัติ ซึ่งได้ใช้งบไปทั้งหมดไม่เหลือแม้แต่บาทเดียว โดยนำไปเฉลี่ยให้กับกำลังพลซึ่งเป็นพลทหารเป็นหลักก่อน ส่วนกำลังพลนายสิบจะได้แค่บางส่วนก่อนเท่านั้น ซึ่งก็เป็นวิธีการบริหารจัดการ บางครั้งทางหน่วยอาจสื่อสารได้ไม่ละเอียด เรื่องนี้เป็นเรื่องละเอียดอ่อนที่ ผบ.ทบ.ให้ความสำคัญ เพราะหัวใจหลักของกองทัพบกคือการดูแลกำลังพล จึงนำเงินสำรองจ่ายไปเฉลี่ยให้กับกำลังพล แต่กำลังพลก็อาจจะยังรับทราบไม่ทั่วถึง

พล.ต.วินธัยกล่าวต่อว่า ประเด็นอื่นๆ ที่มีความตั้งใจจะไม่ทำตามแนวทางนี้ยังไม่ได้รับรายงาน ถ้าเกิดมีการกระทำที่ผิดไปจากนี้ต้องได้รับโทษหนักอย่างแน่นอน เพราะถือว่าไม่สามารถบริหารจัดการสิ่งที่ควรจะทำได้เหมาะสม

เมื่อถามว่า ก่อนหน้านี้เคยเกิดเหตุการณ์อมเบี้ยเลี้ยง ในครั้งนี้จะให้ความมั่นใจทหารที่ปฏิบัติหน้าที่ได้อย่างไรบ้าง พล.ต.วินธัยกล่าวว่า เรื่องแบบนั้นเป็นการทำผิดกฎระเบียบ หากถามว่ามีหรือไม่ ถ้ากองทัพบกทราบก็ถือว่าต้องดำเนินการลงโทษ ในอดีตยอมรับว่าน่าจะมี แต่ในปัจจุบันน่าจะเกิดขึ้นได้ยาก แต่ด้วยที่กองทัพบกมีกำลังพลเป็นจำนวนมาก เพราะฉะนั้นการดูแลจึงเป็นความท้าทายพอสมควร แต่ในท้ายที่สุดก็ต้องทำให้เรื่องนี้เหลือศูนย์

พล.ต.วินธัยกล่าวว่า อย่างกรณีกำลังพลที่มีประวัติกระทำความผิด ส่วนใหญ่จะเป็นระดับนายสิบหรือพลทหารด้วยกัน ถ้ามี 1% ใน 100,000 คน ในทางทหารเราก็ถือว่ายอมรับไม่ได้ ปัจจุบันหากรวบรวมมาก็น่าจะ 0.1% ในทางสันติก็น่าจะพอยอมรับได้ แต่มันต้องไม่มีเลยในที่สุดตามนโยบายของผู้บัญชาการทหารบก