ดีเอสไอ เปิดผัง คดีสแกนม่านตา แลกเหรียญ Worldcoin เชื่อมโยงกลุ่มบริษัท- จัดสรรประโยชน์

30.01.26 | 17:55 น.

ดีเอสไอ เปิดผัง คดีสแกนม่านตา แลกเหรียญ Worldcoin เชื่อมโยงกลุ่มบริษัท- จัดสรรประโยชน์

เมื่อวันที่ 30 มกราคม 2569 พล.ต.ท.รุทธพล  เนาวรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม และนายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม  พร้อมด้วย พ.ต.ต.ยุทธนา แพรดำ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ ร.ต.อ. สุรวุฒิ รังไสย์ รองอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ นายวิทวัส สุคนธรส ผู้อำนวยการกองคดียาเสพติด พ.ต.อ.สุรพงศ์  เปล่งขำ เลขาธิการคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล นางพรอนงค์ บุษราตระกูล เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.)

รวมถึงเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องร่วมกันแถลงข่าวความคืบหน้าการดำเนินการตรวจสอบกระบวนการจัดทำMOU กับกลุ่มทุนต่างชาติ ของกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (DE) และความคืบหน้าการสอบสวนคดีพิเศษ กรณี การสแกนม่านตาเพื่อแลกเหรียญ คริปโทเคอร์เรนซี จนมีประชาชนหลงเชื่อและถูกสแกนเก็บอัตลักษณ์ม่านตาซึ่งเป็นข้อมูลส่วนบุคคลที่อ่อนไหวไปแล้ว กว่า 1.2 ล้านราย ณ กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (DE) ห้องประชุม 204 ศูนย์ราชการอาคาร C

กรณีกล่าวสืบเนื่องจากสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (สคส.) ได้ส่งเรื่อง กรณีการสแกนม่านตาแลกเหรียญคริปโทเคอร์เรนซี สกุล Worldcoin มาให้กรมสอบสวนคดีพิเศษดำเนินการ เนื่องจากมีความเห็นจาก     

Advertisement

คณะผู้เชี่ยวชาญฯ ระบุว่า ข้อมูลม่านตาดังกล่าว เป็นข้อมูลส่วนบุคคลประเภทอ่อนไหว ซึ่งจะต้องได้รับความยินยอมโดยชัดแจ้งจากผู้ที่ถูกเก็บข้อมูลในการจัดเก็บข้อมูลนั้น ซึ่งทางการสืบสวนพบเพียงหลักฐานว่ากลุ่มประชาชนที่มาสแกนม่านตาส่วนใหญ่ถูกจูงใจจากการแจกเหรียญคริปโทเคอร์เรนซี สกุล Worldcoin (WLD) โดยไม่เข้าใจหรือทราบว่าได้ให้ความยินยอม ในการจัดเก็บข้อมูลม่านตา เพียงแต่ทำตามขั้นตอนที่ระบุไว้ในแอปพลิเคชันเท่านั้น ซึ่งเป็นไปได้ว่า การดำเนินการขอความยินยอมดังกล่าวอาจมีความคลุมเครือหรือถูกบิดเบือนทำให้ผู้สแกนม่านตาไม่สามารถเข้าใจได้ และทางการสืบสวนของกรมสอบสวนคดีพิเศษพบข้อเท็จจริงดังกล่าวรวมทั้งพบว่า

ในส่วนของกลุ่มบริษัทที่นำเข้าโครงการสแกนม่านตามีความเชื่อมโยงกับการจัดทำ MOU ระหว่างกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมกับกองทุน Prime Opportunity Fund VCC ในแง่ของตัวบุคคลและการลงทุน รวมถึงชื่อบริษัทที่มีความสัมพันธ์ กับโครงการ TIDC (Thailand International Digital Business & Finance Centre) ตามที่ถูกระบุไว้ใน MOU

นอกจากนี้ จากการตรวจสอบการดำเนินการในโครงการสแกนม่านตายังตรวจพบความผิดปกติในการบริหารโครงการ และการแบ่งผลประโยชน์จากเหรียญคริปโทเคอร์เรนซีที่ได้รับจากต่างประเทศ เบื้องต้นมีมูลเข้าข่ายเป็นความผิด ตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 และที่แก้ไขเพิ่มเติม มาตรา 14 ที่อยู่ในหน้าที่และอำนาจกรมสอบสวนคดีพิเศษ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ

จึงได้อนุมัติให้ทำการสอบสวนกรณีดังกล่าวเป็น คดีพิเศษที่ 148/2568 และขณะเดียวกัน กระทรวงดิจิตอลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (DE) ได้มีการตรวจสอบเกี่ยวกับการลงนามบันทึกความตกลงร่วมกัน หรือ MOU ระหว่างหน่วยงานของรัฐ และภาคเอกชนจากต่างประเทศ

ซึ่งได้ตรวจสอบเสร็จสิ้นแล้วพบว่ามีหลักฐานว่าการดำเนินการดังกล่าวไม่เป็นไปตาม MOU และพบหลักฐานสำคัญอื่น อีกหลายประการ อันจะเป็นข้อมูลที่เป็นประโยชน์ต่อการสอบสวนคดีพิเศษ

ในวันนี้ จึงมีการแถลงผลการดำเนินการร่วมกัน และ ส่งมอบข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานดังกล่าวให้กรมสอบสวนคดีพิเศษเพื่อประกอบการ สืบสวนสอบสวน ลงวันที่ 30 มกราคม 2569 ในประเด็นดังกล่าว หากพนักงานสอบสวนคดีพิเศษพบความผิดอาญาอย่างอื่นที่เกี่ยวข้องก็จะได้ทำการสอบสวนต่อไป

รวมทั้งหากพบว่ามีเจ้าหน้าที่ของรัฐเข้าไปเกี่ยวข้องในการดำเนินการ อันจะอยู่ในหน้าที่และอำนาจของคณะกรรมการ ป.ป.ช. ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2560 กรมสอบสวนคดีพิเศษก็จะได้ดำเนินการให้เป็นไปตามกฏหมายต่อไป เพื่อทำความจริงให้ปรากฏ และเพื่อคุ้มครองสิทธิของประชาชนและรักษาประโยชน์สาธารณะต่อไป

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในการแถลงข่าวมีการนำผังแสดงการจัดสรรผลประโยชน์ระหว่างกันของกลุ่มบริษัทที่ดำเนินโครงการสแกนม่านตา และ ผังแสดงความส้มพ้นธ์ของบริษัทที่เกี่ยวข้องในการทำ MoU และการสแกนม่านตา มาเปิดเผยประกอบการแถลข่าวครั้งนี้ เพื่อให้เห็นความเชื่อมโยงของกลุ่มบุคคล