การเลือกตั้ง ส.ส. วันที่ 8 กุมภาพันธ์ ระหว่างเวลา 08.00-17.00 น. นอกจากผู้มีสิทธิเลือกตั้งทั้ง 52,922,923 คน จะมีสิทธิเลือก ส.ส.แบบแบ่งเขต 400 คน และ ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อ 100 คน
เข้าไปเลือกบุคคลที่มีความเหมาะสมเป็น นายกรัฐมนตรี คนที่ 33 ภายหลังทราบผลการเลือกตั้ง และเห็นโฉมหน้าผ่านการรวมเสียงจัดตั้งรัฐบาลแล้ว
วันที่ 8 กุมภาพันธ์ ผู้มีสิทธิเลือกตั้งจะได้ออกเสียงประชามติผ่านบัตรออกเสียงสีเหลือง เพื่อทำประชามติว่าจะให้มีการจัดทำร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือไม่
การหาเสียงในช่วงโค้งสุดท้ายทั้ง 3 พรรคหลัก อย่าง พรรคประชาชน (ปชน.) พรรคภูมิใจไทย (ภท.) และพรรคเพื่อไทย (พท.) ที่นักวิเคราะห์คาดว่าจะได้รับผลการเลือกตั้ง มีเสียง ส.ส. ได้ในระดับ 100 กว่าเสียง
ต่างปล่อยหมัดเด็ดเพื่อหวังช่วงชิงคะแนนของผู้มีสิทธิเลือกตั้งให้มาเลือก ผู้สมัคร ส.ส. และเลือกพรรคเพื่อแปลงมาเป็น จำนวน ส.ส.บัญชีรายชื่อ ให้ได้มากที่สุด
พรรค ปชน. ปล่อยคาราวานหาเสียง 8 สาย กระจายไปทั่วประเทศ พร้อมกับแกนนำระดมเปิดเวทีปราศรัยปลุก กาเพื่อเปลี่ยน เลือกพรรคส้ม 2 ใบ เพื่อตั้งรัฐบาลประชาชนไปด้วยกัน
ส่วนพรรค ภท. ชัดเจนปลุกกระแสชาตินิยม เลือกแบบยุทธศาสตร์ วางสถานะสีน้ำเงินเป็นหัวหน้ากลุ่มอนุรักษนิยม ไม่ให้เสียงแตก ผ่านวลี ไม่เลือกเรา เขามาแน่ แบ่งข้างให้เลือก พรรคที่รักชาติ กับ ไม่รักชาติ
ขณะที่พรรค พท. ชูจุดขายของ “ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์” แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี พรรค พท. ที่บทบาทปราศรัยโชว์นโยบายเศรษฐกิจ แก้ปัญหาปากท้องให้กับประชาชน นโยบายเศรษฐีเงินล้าน
พร้อมกับปราศรัยเน้นย้ำในพื้นที่ที่เป็นจุดแข็งเพื่อรักษาคะแนนของพรรค พท. อย่าง ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคเหนือ ที่มี ส.ส. รวมกัน 170 ที่นั่ง วางจุดยืนไม่ขัดแย้งกับใคร พร้อมทำงานกับทุกฝ่าย
สำหรับพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) ไปปราศรัยตรึงพื้นที่ภาคใต้ ฐานที่มั่นสำคัญของพรรคสีฟ้าในช่วงโค้งสุดท้าย
โดยวันที่ 6 กุมภาพันธ์ ทั้ง 3 พรรคหลัก จะปิดเวทีปราศรัยในพื้นที่กรุงเทพฯ พรรค ปชน. เปิดเวทีที่อาคารกีฬาเวสน์ 1 ศูนย์เยาวชนกรุงเทพมหานคร (ไทย-ญี่ปุ่น) ดินแดง ในเวลา 16.00 น. เป็นต้นไป
พรรค ภท. เปิดเวทีที่ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ ระหว่างเวลา 16.00-18.00 น. พรรค พท.เปิดเวทีที่สนามเทพหัสดิน ตั้งแต่เวลา 17.30 น. พรรค ปชป. เปิดเวทีที่ลานหน้า วัน แบงค็อก ในเวลา 17.00 น.
ต้องติดตามว่าแต่ละพรรคจะมีหมัดเด็ดในเวทีปราศรัยปิดในวันดังกล่าวอีกหรือไม่
แต่ละพรรคต่างหวังผลการเลือกตั้ง ที่เป้าหมายเดียวกัน คือ ชนะเลือกตั้งมาเป็นอันดับ 1 ได้จำนวน ส.ส.เขต และ ส.ส.บัญชีรายชื่อให้ได้มากที่สุด เป็นฉันทมติที่ประชาชนมอบให้ผ่านผลการเลือกตั้ง
ซึ่งจะเป็นเหมือนใบอนุญาตจากประชาชน ที่มอบให้พรรคการเมืองดังกล่าวที่ชนะเลือกตั้ง สามารถรวมเสียงจัดตั้งรัฐบาล เดินหน้านโยบายตามที่ได้หาเสียงไว้กับประชาชน
ผ่านวาระการทำหน้าที่ 4 ปี ตามกลไกของระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข
จตุรงค์ ปทุมานนท์

