หน้าแรก การเมือง ฮิวแมนไรท์วอท...

ฮิวแมนไรท์วอทช์ ชี้ ไทย ‘สิทธิมนุษยชนถดถอย’ รัฐบาลอนุทินล้มเหลว ขาดการปฏิรูปจริงจัง

4.02.26 | 14:33 น.
REUTERS/Athit Perawongmetha

ฮิวแมนไรท์วอทช์ ชี้ ไทย ‘สิทธิมนุษยชนถดถอย’ รัฐบาลอนุทินล้มเหลวในการยุติการปราบปราม ขาดการปฏิรูปจริงจัง

เมื่อวันที่ 4 กุมภาพันธ์ ฮิวแมนไรท์ วอทช์ เปิดเผยรายงานสิทธิมนุษยชนโลก 2026 ที่มีการเปิดเผยถึงสถานการณ์สิทธิมนุษยชนทั่วโลก รวมทั้งประเทศไทย โดยในส่วนของประเทศไทยนั้น ฮิวแมนไรท์ วอทช์ ระบุว่า สถานการณ์สิทธิมนุษยชนในประเทศไทยกำลังถดถอยอย่างน่ากังวลในรัฐบาลยุคปัจจุบัน

โดยรายงานของฮิวแมนไรท์ วอทช์ ระบุว่า รัฐบาลภายใต้การนำของนายอนุทิน ชาญวีรกูล แทบไม่ได้ดำเนินการใดๆ เพื่อปรับปรุงการเคารพสิทธิมนุษยชนในประเทศเลย และว่า การเลือกตั้งที่จะมีขึ้นในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2026 มีขึ้นท่ามกลางความกังวลหลายด้าน ทั้งการปราบปรามเสรีภาพในการแสดงออก และประวัติการจัดการด้านผู้ลี้ภัย และผู้แสวงหาที่พักพิง ที่ยังมีข้อดีและข้อเสียปะปนกัน

เอเลน เพียร์สัน ผู้อำนวยการภูมิภาคเอเชีย ของฮิวแมนไรท์ วอทช์ บอกว่า นายกฯอนุทิน ควรดำเนินมาตรการที่ชัดเจนและเป็นรูปธรรมเพื่อแก้ไขสถานการณ์สิทธิมนุษยชนของไทยที่กำลังถดถอยลงคลอง และว่า รัฐบาลไทยหลายชุดที่ผ่านมา ต่างเคยให้คำมั่นสัญญาว่าจะส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิมนุษยชน แต่ในความเป็นจริง การปราบปรามและการละเมิดสิทธิกลับยังคงดำเนินต่อไปอย่างไม่ลดละ

ทั้งนี้ ในรายงานสิทธิมนุษยชนโลก ปี 2026 ซึ่งมีความหนา 529 หน้า และเป็นรายงานฉบับที่ 36 ของฮิวแมนไรท์ วอทช์ ที่ทำการตรวจสอบสถานการณ์สิทธิมนุษยชนในกว่า 100 ประเทศทั่วโลก

ในบทนำ ของ ฟิลิป โบโลปิยง ผู้อำนวยการบริหารคนใหม่ของฮิวแมนไรท์ วอทช์ ระบุว่า การหยุดยั้งกระแสอำนาจนิยมที่กำลังแผ่ขยายไปทั่วโลก คือความท้าทายครั้งใหญ่ของคนในยุคนี้ และว่า ระบบสิทธิมนุษยชนกำลังตกอยู่ภายใต้การคุกคามอย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน จากทั้งรัฐบาลสหรัฐ ภายใต้การนำของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ (สมัยที่ 2) และมหาอำนาจโลกอื่นๆ จึงขอเรียกร้องให้ประเทศประชาธิปไตยที่เคารพในสิทธิมนุษยชน รวมถึงภาคประชาสังคม ร่วมกันสร้าง พันธมิตรเชิงยุทธศาสตร์ เพื่อปกป้องเสรีภาพขั้นพื้นฐานให้คงอยู่ต่อไป

Advertisement

รายงานของฮิวแมนไรท์ วอทช์ ระบุถึงประเทศไทย ไว้ดังนี้

  • หลังจากการปกครองโดยทหารมานานหลายปี รัฐบาลที่ได้รับการเลือกตั้งกลับมีอายุสั้น โดยเมื่อวันที่ 29 สิงหาคม 2025 ศาลรัฐธรรมนูญได้มีคำวินิจฉัยให้ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร พ้นจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี โดยอ้างว่าการมีคลิปเสียงโทรศัพท์พูดคุยกับสมเด็จฯฮุน เซน ประธานวุฒิสภากัมพูชา ในช่วงที่ทั้งสองประเทศกำลังเผชิญกับความเสี่ยงที่จะเกิดสงครามนั้น ถือเป็นการละเมิดจริยธรรมอย่างร้ายแรง
  • ทางการไทยยังคงบังคับใช้มาตรการคุมเข้มต่อการแสดงความคิดเห็น วิพากษ์วิจารณ์ โดยมีประชาชนเกือบ 2,000 คน ที่ต้องเผชิญกับการถูกดำเนินคดีอาญาจากการใช้สิทธิเสรีภาพในการแสดงออก และการชุมนุมสาธารณะอย่างสันติ ขณะที่พรรคภูมิใจไทย ของนายกรัฐมนตรี อนุทิน ชาญวีรกูล ได้แสดงจุดยืนคัดค้านข้อเสนอในการปฏิรูปกฎหมาย มาตร 112 และปฏิเสธการให้ความเห็นชอบ ในการบรรจุนักโทษคดีดังกล่าว เข้าสู่กระบวนการนิรโทษกรรม
  • ทางการไทยได้จับกุมตัวและบังคับส่งตัวกลับ ผู้แสวงหาที่พักพิงและผู้ลี้ภัยไปยังประเทศที่พวกเขามีแนวโน้มจะเผชิญกับการถูกข่มเหงอย่างไม่เป็นธรรม โดยไม่สนใจข้อกังวลจากสหประชาชาติ รัฐบาลต่างประเทศ และกลุ่มสิทธิมนุษยชนใดๆ ทั้งสิ้น อย่างกรณีชาวอุยกูร์ ที่รัฐบาลภายใต้การนำของ น.ส.แพทองธาร ได้ส่งตัวชาวอุยกูร์ 40 คน กลับประเทศจีน เมื่อวันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2568 หลังจากคนเหล่านี้ถูกกักตัวในไทยมานานกว่า 40 ปี หรือกรณีนักเคลื่อนไหวชาวเวียดนาม ที่ได้บังคับส่งตัวนาย อี กวิญ บดาป นักเคลื่อนไหวทางศาสนา กลับไปยังเวียดนาม เมื่อวันที่ 28 พฤศจิกายน 2568
  • เมื่อเดือนตุลาคม 2568 ถือเป็นก้าวสำคัญที่รัฐบาลไทยอนุญาตให้ผู้หนีภัยการสู้รบจากเมียนมาที่อาศัยอยู่ในค่ายผู้ลี้ภัยสามารถทำงานได้อย่างถูกกฎหมาย
  • การปะทะกันตามแนวชายแดนระหว่างไทยและกัมพูชา ตั้งแต่ 24-28 กรกฎาคม และ 8-27 ธันวาคม 2568 ได้ทำให้มีพลเรือนเสียชีวิตและบาดเจ็บจำนวนมาก รวมทั้งเด็ก และสร้างความเสียหายหลายอย่าง รวมถึงสถานพยาบาล และศาสนสถานและแหล่งวัฒนธรรมทั้งนี้ รายงานระบุว่า ประเทศไทยควรจะใช้ความเป็นสมาชิกคณะมนตรีสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ (UNHRC) ในการปฏิรูปสถานการณ์สิทธิมนุษยชนภายในประเทศอย่างเป็นรูปธรรม เพื่อให้สอดคล้องกับบทบาทผู้นำสิทธิมนุษยชนในเวทีโลก ไม่ใช่เพียงแค่การมีชื่ออยู่ในคณะมนตรีเท่านั้น