ศาลทหารยกฟ้อง หมู่อาร์ม คดีหนีราชการทหาร ขัดขืนละเลยคำสั่ง ผบ. หลังสู้มากว่า 6 ปี ชี้มาตรฐานคำตัดสินใหม่ให้กองทัพ ขอบคุณคืนความยุติธรรม ยึดข้อเท็จจริง ไร้ธงของผู้มีอำนาจ
เมื่อวันที่ 4 กุมภาพันธ์ ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิและมนุษยชน รายงานความคืบหน้ากรณีศาลทหารกรุงเทพนัดฟังคำพิพากษา คดี ส.อ.ณรงค์ชัย อินทรกวี หรือ หมู่อาร์ม อดีตทหารชั้นประทวน สังกัดศูนย์ซ่อมสร้างสิ่งอุปกรณ์สายสรรพาวุธ กรมสรรพาวุธ กองทัพบก ในข้อหาขัดคำสั่งผู้บังคับบัญชาและหนีราชการทหาร สืบเนื่องจากร้องเรียนทุจริตเบี้ยเลี้ยงกองทัพ จนเกิดเหตุโต้แย้งกับผู้บังคับบัญชา ช่วงปี 2563
โดยวันนี้ (4 ก.พ.) ศาลทหารพิพากษายกฟ้อง พิเคราะห์แล้วเห็นว่าจำเลยได้กระทำผิดจริงตามฟ้องของโจทก์ แต่การกระทำของจำเลยเป็นการกระทำที่จำเป็น และพอสมควรแก่เหตุตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 67 เห็นควรว่าจำเลยไม่ต้องรับโทษ พิพากษายกฟ้อง
ขณะที่ หมู่อาร์ม ระบุทางเฟซบุ๊กส่วนตัวว่า วันแห่งความทรงจำ หลังจากต่อสู้มา 6 ปี ในวันนี้ วันพุธที่ 4 กุมภาพันธ์ 2569 ศาลทหารกรุงเทพนัดฟังคำพิพากษา ส.อ.ณรงค์ชัย อินทรกวี (หมู่อาร์ม) ในข้อหา ขัดขืน ละเลย ไม่ปฏิบัติตามคำสั่งของผู้บังคับบัญชา และข้อหาหนีราชการทหาร
ศาลออกนั่งพิจารณาคดี สรุปได้ว่าจำเลยกระทำผิดจริงตามฟ้อง แต่การกระทำนั้นเป็นไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 67 ผู้ใดกระทำความผิดด้วยความจำเป็น
(1) เพราะอยู่ในที่บังคับ หรือภายใต้อำนาจซึ่งไม่สามารถหลีกเลี่ยงหรือขัดขืนได้ หรือ
(2) เพราะเพื่อให้ตนเองหรือผู้อื่นพ้นจากภยันตรายที่ใกล้จะถึงและไม่สามารถหลีกเลี่ยงให้พ้นโดยวิธีอื่นใดได้ เมื่อภยันตรายนั้นตนมิได้ก่อให้เกิดขึ้นเพราะความผิดของตน
วรรคสอง ถ้าการกระทำนั้นไม่เป็นการเกินสมควรแก่เหตุแล้ว ผู้นั้นไม่ต้องรับโทษ
จึงพิพากษา “ยกฟ้อง” จำเลย
นับได้ว่าเป็นการพิจารณาของศาลทหารที่สร้างมาตรฐานคำตัดสินใหม่ให้กับกองทัพไทย เพื่อย้ำเตือนให้ข้าราชการทหารชั้นผู้น้อยและประชาชนได้นิยามคำว่าศาลทหารเสียใหม่ ความยุติธรรมมีจริงเสมอ หากคุณเลือกที่จะทำตามตัวบทของกฎหมาย กฎหมายย่อมให้ความคุ้มครอง และศาลทหารไม่ได้เลือกปฏิบัติว่าคุณจะยศ หรือตำแหน่งใด
สุดท้ายผมขอกราบขอบพระคุณกองทัพบก ศาลทหารกรุงเทพ ที่คืนความยุติธรรม เกียรติและศักดิ์ศรีให้กับผม ด้วยความตรงไปตรงมา ตามข้อเท็จจริงที่ปรากฏในสำนวนคดี โดยไร้การแทรกแทรง หรือธงของผู้มีอำนาจ
กราบขออภัยผู้ใหญ่ทุกท่านในกองทัพบก และศาลทหารกรุงเทพ ที่ผมทำให้ท่านต้องแบกรับแรงกดดันมากมายจากการทำคดีนี้
กราบขอบพระคุณพี่วีระ สมความคิด ที่เมตตาเป็นนายประกัน และเป็นพยานจำเลยในคดีนี้
กราบขอบพระคุณ ทนายอานนท์ นำภา แม้จะถูกคุมขังอยู่ภายในเรือนจำ และศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน ที่ต่อสู้เคียงข้างผมมาตลอดระยะเวลา 6 ปี

