รายงานพิเศษ : เปิดสถิติปราบยาเสพติด ยุคทวี สอดส่อง ทำได้จริง ยันพร้อมลุยต่อเนื่องสกัดตั้งแต่ต้นตอ
เป็นปัญหาสำคัญระดับแก่นรากของประเทศเลยทีเดียว สำหรับเรื่องยาเสพติดที่รุกลามบานปลาย ทำลายสังคม ซึ่งไม่ว่าใครมาเป็นรัฐบาล ก็จะประกาศเป็นวาระของประเทศ ประกาศสงครามกับยาเสพติด
แต่เสียดายที่หลายครั้งหลายคราว การปราบยาเสพติด ทำได้เพียงแค่ลูบหน้าปะจมูก หลายครั้งจับกลุ่่มขบวนการที่ทำหน้าที่ขนส่ง ยึดยาเสพติดจำนวนมาก แต่ไม่ได้ลงไปถึงรากฐานของปัญหาอย่างแท้จริง
ผู้สั่งการและตัวการใหญ่ยังคงลอยนวล รอเวลาเมื่อรัฐบาลหรือเจ้าหน้าที่อ่อนแอ เข้ามาปฏิบัติการอีกครั้ง และน่าตกใจว่าบางครั้งมีนักการเมือง หรือผู้มีอิทธิพลเข้าไปเกี่ยวข้อง จนทำให้การปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ไร้ประสิทธิภาพเท่าที่ควร
ขณะที่ในสมัยของพ.ต.อ.ทวี สอดส่อง มาดำรงตำแหน่งรมว.ยุติธรรม ก็ให้ความสำคัญ ที่นอกจากการติดตามจับกุมยาเสพติดแล้ว ยังดูถึงต้นตอ มุ่งเน้นให้ความสำคัญการควบคุมสารตั้งต้นและเคมีภัณฑ์ที่ใช้ในการผลิตยาเสพติด เนื่องจากเป็นปัจจัยหลักของการนำไปสู่กระบวนการผลิตยาเสพติด
ด้วยการเพิ่มประสิทธิภาพให้มีการตรวจสอบการส่งออกและนำผ่านสารเคมีไปยังประเทศที่สาม โดยเฉพาะการนำสารเคมีผ่านทางบริเวณแนวชายแดนตะวันตกของประเทศไทย เพื่อเข้าสู่แหล่งผลิตยาเสพติดในประเทศเพื่อนบ้าน
ซึ่งมีผลงานเป็นที่ประจักษ์ ไม่ว่าจะเป็นการบุกจับกุมโกดังเก็บสินค้าในต.แม่กาษา อ.แม่สอด จ.ตาก พบสารเคมีตั้งต้น กว่า 800 ตัน เพื่อรอส่งประเทศเพื่อนบ้าน ซึ่งสารเคมีดังกล่าวสามารถนำมาผลิตยาบ้า ไอซ์ ได้จำนวนมาก

โดยในปี พ.ศ. 2567 – 2568 มีการยึดสารเคมี ที่จะนำไปใช้ในการผลิตยาเสพติดตามแนวชายแดนไทยจำนวน 12 คดี ซึ่งอยู่ในพื้นที่จังหวัดตาก 5 คดี อย่างไรก็ตามหากพบว่าใครเป็นผู้ผลิตหรือมีส่วนเกี่ยวข้องกับการนำเข้า ส่งออก สารเคมีไปใช้ในทางที่ผิด จะต้องถูกดำเนินคดีอย่างเด็ดขาด
สอดคล้องกับสำนักงานสถิติแห่งชาติ ที่เปิดเผยผลสำรวจระหว่างวันที่ 1 ส.ค.68-31 ส.ค.68 พบว่าภาพรวม ปี 2566-2567 ประชาชนยังรู้สึกกลางๆ แต่ในปี 2567-2568 จะเห็นได้ว่าประชาชนรู้สึกมั่นใจและพึงพอใจ รู้สึกปลอดภัยจากการแก้ปัญหายาเสพติด โดยสัมผัสได้ว่ายาเสพติดในพื้นที่มีปริมาณลดลง จึงทำให้เชื่อว่ารัฐบาลขับเคลื่อนมาถูกทางแล้ว

ทั้งนี้เมื่อเปรียบเทียบสถานการณ์ยาเสพติดระหว่างปี 2567–2568 พบว่า
1.การรับรู้ปัญหายาเสพติดในชุมชน ปี 2568 พบว่า 10.7% พบเห็นปัญหาด้วยตนเอง 42.5% ไม่พบเห็นแต่ทราบว่ามี 46.8% ไม่พบเห็นและไม่ทราบ เมื่อเทียบกับปี 2567 กลุ่ม “ไม่พบเห็นและไม่ทราบ” เพิ่มขึ้น สะท้อนว่าความรุนแรงเชิงรับรู้ของชุมชนลดลง
2.แนวโน้มปัญหายาเสพติด ปี 2568 พบว่า 20.2% ระบุว่าปัญหาเพิ่มขึ้น 36.7% เหมือนเดิม 30.2% ระบุว่าปัญหาลดลง เมื่อเทียบปี 2567 ผู้ตอบที่เห็นว่าปัญหาลดลง เพิ่มจาก 18.8% เป็น 30.2% จึงเป็นสัญญาณเชิงบวกว่าประชาชนเริ่มมองว่าปัญหาอยู่ในทิศทางที่ดีขึ้น
3.การซื้อขายยาเสพติดปี 2568 พบว่า 6.6% พบเห็นการซื้อขายได้ง่าย 0.6% พบเห็นยาก 64.4% ไม่พบเห็นแต่ทราบว่ามี 28.4% ไม่พบเห็นและไม่ทราบ เมื่อเทียบกับปี 2567 พบว่า สัดส่วนที่ “พบเห็นได้ง่าย” ลดลงเล็กน้อย แม้ยังมีเหตุผลเดิม เช่น ราคาถูก พบเห็นทั่วไป ขาดการปราบปรามต่อเนื่อง
4.การพบเห็นผู้เสพ/ผู้ติดปี 2568 พบว่า 18.7% พบเห็นด้วยตนเอง 78.5% ไม่พบเห็นแต่ทราบว่ามี 2.8% ไม่พบเห็นและไม่ทราบ และเมื่อเทียบกับปี 2567 พบว่า สัดส่วน “พบเห็นด้วยตนเอง” ลดลง บ่งชี้ว่าการรับรู้ความแพร่หลายของผู้เสพ/ผู้ติดในชุมชนลดลง
5.ความพึงพอใจและความเชื่อมั่น พบว่า ความพึงพอใจต่อการดำเนินงานของรัฐ ค่าเฉลี่ยอยู่ที่ มาก–มากที่สุด รวมกันราว 50%+ และคะแนนเฉลี่ยเกิน 3.2 จาก 5 คะแนน ส่วนความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน จากสถานการณ์ยาเสพติดระดับ “มาก–มากที่สุด” เพิ่มขึ้นจาก 44.3% (ปี 2567) เป็น 51.4% (ปี 2568) ส่วนความเชื่อมั่นต่อนโยบายรัฐบาลระดับ “มาก–มากที่สุด” ขยับขึ้นจาก 46.1% เป็น 51.4%
6.ภาพรวมเชิงบวกเมื่อเทียบปี 2567 พบว่า 1.ประชาชนจำนวนมากขึ้นเห็นว่าปัญหาลดลง (18.8% เป็น 30.2%) 2.การพบเห็นโดยตรงลดลง ทั้งการซื้อขายและจำนวนผู้เสพ/ผู้ติด 3.ความพึงพอใจและความเชื่อมั่นต่อรัฐปรับตัวสูงขึ้นในหลายมิติ 4.ความปลอดภัยและความมั่นใจในชุมชนเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ

ขณะที่พ.ต.อ.ทวี ระบุว่า แม้ความพึ่งพอใจจะเพิ่มขึ้น แต่เราก็ต้องดูแลอย่างเข้มข้น ซึ่งทำมาแล้วตอนที่เป็นรมว.ยุติธรรม และพรรคประชาชาติเองก็ให้ความคัญเรื่องนี้ เพราะหากยังมียาเสพติดอยู่ ปัญหาทุกอย่างก็ไม่คลี่คลาย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการศึกษา คุณภาพชีวิต หรือแม้แต่เรื่องสันติสุข คุณภาพสังคม จึงต้องดำเนินการอย่างต่อเนื่อง ในเรื่องปราบปรามผู้ค้ายาเสพติด และป้องกันสารตั้งต้นทุกอย่าง
พ.ต.อ.ทวี กล่าวว่า และไม่ใช่แค่การปราบปราม แต่ก็ฟื้นฟูก็สำคัญ ต้องมีหน่วยงานดูแลฟื้นฟูผู้ติดยาเสพติด ไม่ให้กลับไปใหม่ มีการฝึกอาชีพ ไม่เช่นนั้นบทสรุปก็ต้องไปอยู่ในเรือนจำ ซึ่งหลายคนเป็นอนาคจตของชาติ ที่ต้องดูแล นอกจากนี้ยังต้องมีกองทุนเพื่อดูแลป้องกัน เชื่อว่าสถาบันครอบครัว จะเป็นตัวช่วยที่ดีที่สุด หากครอบครัวไหนไม่มีผู้เสพยาเสพติด ก็ควรจะอุดหนุนครอบครัวละ 5 พันบาท ถือเป็นขวัญและกำลังใจ

“ผลงานที่เคยเป็นมาแสดงให้เห็นแล้วว่าเราทำมาตลอด และมาถูกทาง สังคมให้ความเชื่อมั่น ซึ่งต้องใช้เวลาทำงานต่อ และต่อจากนี้ก็ต้องเดินหน้า อย่างกัญชาต้องกลับมาอยู่ในบัญชียาเสพติด กระท่อมก็เหมือนกัน ซึ่งตอนเป็นรมว.ยุติธรรม ก็ดูแลป้องกันห้ามขายเร่ เรื่องนี้ก็ต้องเอาจริงเอาจัง เพราะทำลายชีวิตประชาชนมากเหลือเกิน”พ.ต.อ.ทวี กล่าว


