การเลือกตั้ง ส.ส. วันเลือกตั้ง 8 กุมภาพันธ์ ระหว่างเวลา 08.00-17.00 น. ผู้มีสิทธิเลือกตั้งทั้ง 52,922,923 คน จะเป็นผู้ชี้ขาด เลือกคนที่รัก คือ ส.ส.แบบแบ่งเขต ผ่านบัตรสีเขียว และเลือกพรรคที่ชอบ คือ ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อ ผ่านบัตรสีชมพู นอกจากนี้ยังมีบัตรสีเหลืองให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งทำประชามติ ว่าจะเห็นชอบ ไม่เห็นชอบ หรือไม่ประสงค์ลงคะแนน กับการจัดทำร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือไม่
ซึ่งความพร้อมในการเลือกตั้ง ส.ส.และการจัดทำประชามติ เป็นหน้าที่ของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ผู้รับผิดชอบโดยตรง ต้องดูแลและจัดการหน่วยเลือกตั้งทั่วประเทศ 99,538 หน่วย ให้มีความเรียบร้อย เป็นไปด้วยความสุจริต เที่ยงธรรม ไม่ให้เกิดปัญหาซ้ำรอยเหมือนเมื่อวันเลือกตั้งนอกเขต (ล่วงหน้า) เมื่อวันที่ 1 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ทั้งปัญหาการติดป้ายชื่อผู้สมัครบางพรรคไม่ครบถ้วน คิวอาร์โค้ด (QR code) ที่แปะแนะนำตัวผู้สมัครผิดพลาด การเขียนรหัสเขตเลือกตั้งไม่ตรงกับการส่งบัตรเลือกตั้งกลับไปยังภูมิลำเนาของผู้มีสิทธิเลือกตั้ง รวมถึงข้อกังวลในประเด็นบัตรเขย่ง ที่จำนวนผู้ใช้สิทธิเลือกตั้งไม่ตรงกับจำนวนบัตรเลือกตั้ง
ถือเป็นหน้าที่ของ กกต. ต้องควบคุมไม่ให้เกิดปัญหาซ้ำรอยในวันที่ 8 กุมภาพันธ์นี้
ตลอดจนมาตรการป้องกันการซื้อสิทธิ ขายเสียง ตามที่ “แสวง บุญมี” เลขาธิการ กกต. ได้แจ้งถึงผู้อำนวยการการเลือกตั้งประจำจังหวัด ให้เฝ้าระวังและป้องกันการซื้อเสียงในทุกจังหวัดของพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือและภาคใต้ ต้องประสานความร่วมมือกับเจ้าหน้าที่ตำรวจเพื่อป้องกันการซื้อสิทธิขายเสียงในจังหวัดข้างต้นให้ได้ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชน
สอดคล้องกับความเคลื่อนไหวการซื้อเสียงเลือกตั้งหรือไม่ ตามที่ “วิทัย รัตนากร” ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวตอนหนึ่ง ระหว่างปาฐกถาพิเศษ ในงานสัมมนา Thailand Blooming 2026 ปลุกอนาคตประเทศไทย จัดโดยเครือมติชน ไว้ว่า ขณะนี้ ธปท.ได้ขอความร่วมมือจากธนาคารพาณิชย์ให้รายงานการเบิกถอนเงินสดที่มีลักษณะผิดปกติโดยเฉพาะการเบิกเงินสดจำนวนมาก เริ่มดำเนินการมาแล้วราว 10-14 วัน และขณะนี้เริ่มได้รับข้อมูลเข้ามากรณีเบิกเงินสดเป็นจำนวนมาก พบการเบิกถอนเงินสดน่าสงสัยสูงถึง 250 ล้านบาท และอีกรายเบิก 200 ล้านบาท ขอแบ่งเป็นธนาคารละ 100 ล้านบาท มีบางรายขอเบิกเงินสดที่เป็นธนบัตรชนิดราคา 100 บาทด้วย หากพบธุรกรรมที่เข้าข่ายผิดปกติ ธปท.จะติดตามเส้นทางการเงินอย่างละเอียด และหากพบความผิดชัดเจน จะส่งต่อให้หน่วยงานที่มีอำนาจตามกฎหมาย เช่น สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) หรือหากเกี่ยวโยงกับการเลือกตั้ง จะได้ส่งให้ กกต.ตรวจสอบทันที
โดย กกต.ได้ออกมารับลูกจากข้อมูลของ ธปท. เกี่ยวกับประเด็นการเบิกจ่ายเงินสด 250 ล้านบาท ซึ่งเกี่ยวข้องกับ 6 บุคคล ตามกระบวนการ กกต.จะส่งข้อมูลให้อนุกรรมการไต่สวนตรวจสอบข้อเท็จจริงว่ามีความเชื่อมโยงกับผู้สมัคร ส.ส.หรือพรรคการเมืองใด ที่จะเชื่อมโยงกับการซื้อเสียงเลือกตั้งหรือไม่ เพื่อเป็นการสร้างความเชื่อมั่นต่อผลการเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้น
ขณะเดียวกันความคาดหวังของภาคธุรกิจต่อการผลการเลือกตั้ง ต่างคาดหวังให้รัฐบาลชุดใหม่เข้ามาแก้ปัญหาโครงสร้างทางเศรษฐกิจ ตามมุมมองของ “พจน์ อร่ามวัฒนานนท์” ประธานกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย ในฐานะคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) เสนอว่า เมื่อเลือกตั้งเสร็จก็ต้องกลับมารอคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ว่าจะรับรองได้ช่วงใด นับจากวันนี้ต้องตั้งคณะรัฐมนตรี (ครม.) ให้ได้เร็วที่สุด จงกรุณาสรรหารัฐมนตรีที่มีองค์ความรู้ เป็นผู้มีความสามารถเพียงพอในแต่ละด้านเพื่อดูแลแต่ละกระทรวงอย่างจริงจัง เพราะสภาวะบ้านเมืองไทยที่รายล้อมด้วยปัญหาจากทั้งในประเทศและต่างประเทศ วิกฤตเศรษฐกิจ ความขัดแย้งภูมิรัฐศาสตร์ และการกีดกันการค้าต่างๆ หากวันนี้ไม่มีมืออาชีพหรือคนทำงานเป็นจริงๆ เข้ามา ประเทศไทยจะเหนื่อยและเดือดร้อนแน่นอน หากจะจัดตั้งรัฐมนตรีตามโควต้าอย่างไร ปัญหาจะตามมาเยอะ ทำงานกันไม่ได้ หวังว่าจะได้คนมีฝีมือจริงเข้ามาทำงาน เพราะตอนนี้มีงานรอให้ทำและแก้ไขไว้ทุกเรื่องแล้ว อะไรก็ตามที่แก้ได้ต้องเร่งทำ โดยเฉพาะด้านเศรษฐกิจ นายกรัฐมนตรีคนใหม่ และรัฐมนตรีทั้งคณะต้องเร่งดูก่อนว่ากฎหมายหรือกฎระเบียบต่างๆ ที่เป็นอุปสรรคในการดำเนินและขับเคลื่อนธุรกิจต้องรีบแก้ไขด่วน เพื่อไม่ให้เศรษฐกิจติดขัด
เช่นเดียวกับข้อเสนอของ “เกรียงไกร เธียรนุกุล” ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เสนอว่า หากสาเหตุที่แท้จริงไม่ถูกแก้ ต่อให้มีมาตรการมากมายเพียงใด ภาคอุตสาหกรรมก็ไม่สามารถใส่คันเร่งไปได้ ด้วยปัญหาเชิงโครงสร้างของประเทศไทย ไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะแก้ไข วันนี้การคอร์รัปชั่นเชิงระบบ และความไม่เสมอภาคในการบังคับใช้กฎหมาย รวมถึงกฎระเบียบที่ล้าสมัย กำลังทำให้โครงสร้างทั้งประเทศถดถอยจนน่ากังวล จึงต้องเริ่มติดกระดุมเม็ดแรกให้ถูกต้อง ประเทศไทยมีกฎหมายล้าหลังกว่าแสนฉบับ นับเป็นปัญหาที่ไม่เคยถูกแก้ไขอย่างแท้จริงและสะท้อนให้เห็นต่อเนื่องมาหลายปี จนเกิดการสะสมของปัญหากลายเป็นต้นทุนแฝง และบั่นทอนผู้ที่ปฏิบัติตามกฎหมาย ขณะเดียวกันกลับเอื้อประโยชน์ให้กับผู้ที่ไม่สุจริต ส่งผลให้ประเทศชะงักงัน เสื่อมถอย และไม่สามารถก้าวไปข้างหน้าได้
8 กุมภาพันธ์ วันเลือกตั้ง ส.ส.และการทำประชามติ เพื่อให้มีการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือไม่ จึงเป็นโอกาสสำคัญของผู้มีสิทธิเลือกตั้งทั้ง 52,922,923 คน จะต้องร่วมกันมาใช้สิทธิเลือกตั้งและทำประชามติ เพื่อกำหนดอนาคตของประเทศไทยร่วมกัน ผ่านผลการเลือกตั้ง ส.ส. ที่จะเป็นตัวแทนประชาชนไปเลือก นายกรัฐมนตรี คนที่ 33 โดยนายกฯจะไปเลือกคณะรัฐมนตรี (ครม.) เข้ามาบริหารประเทศ แก้ปัญหาให้กับประชาชน ตามนโยบายที่แต่ละพรรคได้หาเสียงไว้ อยู่ที่ว่าพรรคใดจะมีโอกาสในการจัดตั้งรัฐบาล
ขณะที่บัตรสีเหลืองในการทำประชามติ เพื่อให้มีการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือไม่ ย่อมเป็นดุลพินิจของผู้มีสิทธิออกเสียงประชามติ ต้องพินิจพิจารณาให้รอบคอบทุกด้าน ว่าสมควรที่จะต้องมีการปรับแก้กติกาของประเทศ อย่างรัฐธรรมนูญ 2560 ซึ่งทุกฝ่ายย่อมได้เห็นถึงผลดี และผลเสียของรัฐธรรมนูญที่ได้ชื่อว่า “ฉบับปราบโกง” ที่มีการบังคับใช้มาเข้าสู่ปีที่ 9 แล้ว
ผลการเลือกตั้งและผลการทำประชามติที่ออกมา ไม่ว่าจะบวก หรือลบ กับฝ่ายใด ถือเป็นฉันทมติของประชาชน ให้ทุกฝ่ายต้องปฏิบัติตามระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข

