หน้าแรก การเมือง การบ้าน‘รัฐบา...

การบ้าน‘รัฐบาลใหม่’ แก้ศก.ด่วน-ใน100วัน

8.02.26 | 12:30 น.

หมายเหตุนักวิชาการวิเคราะห์เรื่องที่รัฐบาลชุดใหม่จะต้องทำภายในระยะ 100 วันแรก หลังได้รับการรับรองผลการเลือกตั้งจากคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เป็นที่เรียบร้อยแล้ว 

พรอัมรินทร์ พรหมเกิด 

อาจารย์ประจำสาขาวิชาสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา 

คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น 

Advertisement

โจทย์ที่รัฐบาลชุดใหม่จะต้องรีบทำภายใน 100 วันแรกหลังรับตำแหน่ง จะต้องเริ่มต้นจากการพิจารณาว่า พรรคการเมืองฝ่ายไหนที่เป็นฝ่ายจัดตั้งรัฐบาล เพราะข้อเท็จจริงในสังคมไทยตอนนี้มีการขับเคี่ยวกันระหว่างฝ่าย “อนุรักษนิยม” กับ “เสรีนิยม” ค่อนข้างชัดเจน ขณะเดียวกัน บริบทของสังคมไทยตอนนี้คนไทยมีความคาดหวังสูงต่อรัฐบาลที่จะมารับผิดชอบหลังเลือกตั้ง โดยทั่วไปใน 100 วันแรก รัฐบาลคงไม่สามารถแก้ไขปัญหาทุกอย่างให้สำเร็จลงได้ 

โจทย์สำคัญคือ ถ้ารัฐบาลฝ่ายอนุรักษนิยมเป็นผู้จัดตั้งรัฐบาล คิดว่าฝ่ายนี้จะถูกคาดหวังมาก เนื่องจากคนกลุ่มนี้เคยเป็นรัฐบาลมาแล้วหลายสมัย ไม่ใช่เป็นของใหม่ เพราะฉะนั้น จะถูกคาดหวังจากกลุ่มคนชั้นกลาง กลุ่มคนที่ต้องการการเปลี่ยนแปลงสังคมไทย กลุ่มคนที่มองเห็นว่าสังคมไทยมีปัญหา ต้องมีการปฏิรูประบบโครงสร้าง เพราะฉะนั้น ถ้าฝ่ายอนุรักษนิยมไม่สามารถดำเนินการตามที่เขาต้องการได้ จะเกิดแรงกระเพื่อมต่อรัฐบาลอย่างมาก

สมมุติว่ารัฐบาลฝ่ายอนุรักษนิยมขึ้นมาเป็นฝ่ายจัดตั้งรัฐบาล 

ประการแรก เขาจะต้องสร้างความเชื่อมั่นต่อประชาชนว่าจะมีมืออาชีพเข้ามาบริหารงานในคณะรัฐมนตรี (ครม.) เขาจะต้องทำให้เห็นว่า ครม.ที่ได้มาไม่ใช่ ครม.ที่มาจากระบบโควต้าแบบเก่า หรือเป็น ครม.ที่มาจากพวกนายทุนพรรค เพราะที่ผ่านมา ครม.ของเราส่วนใหญ่ในระบบการเมืองแบบเก่าๆ ก็มาจากนายทุนพรรค หรือมาจากบ้านใหญ่ที่สามารถหาจำนวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) ได้ตามที่ตกลงกำหนดไว้แล้วเขาก็ได้เป็น ครม.

ฉะนั้น สิ่งที่รัฐบาลฝ่ายอนุรักษนิยมต้องสำเหนียกให้มากคือ การคัดเลือกรัฐมนตรี หรือข้าราชการการเมืองที่เป็นมืออาชีพ และสามารถทำงานได้จริง

ประการที่ 2 สมมุติว่าเป็นรัฐบาลฝ่ายอนุรักษนิยม เขาต้องแสดงให้เห็นว่าเข้าใจปัญหาที่เกิดขึ้นในทางการเมือง ต้องกล้าตัดสินใจในเรื่องที่สำคัญ เช่น ต้องแสดงจุดยืนต่อหลักการประชาธิปไตย ต้องเคารพหลักการประชาธิปไตยในทางสากล แล้วนำหลักการเหล่านี้มาปฏิบัติใช้อย่างจริงจัง ต้องกำกับให้กลไกของรัฐปฏิบัติตามหลักการประชาธิปไตย 

ขณะเดียวกัน กลไกของรัฐทั้งหลายต้องเคารพในหลักนิติธรรม ซึ่งต้องทำให้เห็น เขาจึงจะเรียกความเชื่อมั่น ฟื้นฟูความเชื่อมั่น ความชอบธรรมทางการเมืองขึ้นมาได้ ต้องส่งสัญญาณว่าจะไม่ใช้อำนาจรัฐเล่นงานฝ่ายตรงกันข้าม ต้องทำให้ประชาชนรู้สึกว่า ประชาชนได้รับความยุติธรรมจากกระบวนการดำเนินงานของรัฐ ต้องทำด้วยความบริสุทธิ์ใจ ไม่ใช่แค่พิธีกรรม หากรัฐบาลเริ่มต้นด้วยความคลุมเครือ ในท้ายที่สุดก็จะถูกต่อต้านอย่างรวดเร็ว

ประการต่อมา คิดว่าเป็นภาระหน้าที่ของทั้งรัฐบาลฝ่ายอนุรักษนิยมและฝ่ายเสรีนิยม คือต้องแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจอย่างเร่งด่วน รวมถึงปัญหาปากท้องของประชาชนที่ขณะนี้มีปัญหาเรื่องการชะลอตัวทางเศรษฐกิจ ก่อผลกระทบต่อปัญหาของปากท้องประชาชน รัฐบาลจะต้องมีแผนรับมือกับค่าครองชีพที่นับวันจะสูงขึ้น ค่าอาหาร ค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าพลังงาน รวมทั้งหนี้สินครัวเรือน ซึ่งเป็นปัญหาใหญ่ที่รอวันปะทุ รัฐบาลจะต้องเร่งเข้ามาดำเนินการในปัญหาเหล่านี้ 

“ใน 100 วัน ถ้าประชาชนไม่เห็นการเปลี่ยนแปลงอะไรคิดว่าจะเกิดความไม่พอใจของประชาชน โดยเฉพาะฝ่ายที่ต้องการเห็นการเปลี่ยนแปลง ก็จะเริ่มสะสมแล้วในที่สุดก็จะนำไปสู่การต่อต้านรัฐบาล” 

รัฐบาลจำนวนมากในหลายประเทศ รวมทั้งประเทศไทย ได้รับผลกระทบต่อวิกฤตศรัทธา มักจะเกิดจากการที่รัฐบาลไม่สามารถแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจได้ ถ้าเศรษฐกิจไม่ดีจะกระทบกับระบบการเมือง กระทบกับเสถียรภาพของรัฐบาล ฉะนั้น 100 วันแรก รัฐบาลจะต้องแสดงออกมาให้เห็นว่ามีความตั้งใจจริงๆ ที่จะปฏิรูประบบโครงสร้างการบริหารงานภาครัฐ รวมถึงการปฏิรูประบบราชการ แม้ใน 100 วันจะไม่สามารถทำให้สำเร็จได้ แต่จะต้องแสดงให้เห็นว่ามีความตั้งใจจริงที่จะแก้ไขปัญหา

เรื่องการปฏิรูประบบการบริหารราชการที่เป็นตัวฉุดรั้งการพัฒนาเศรษฐกิจ สังคม รวมทั้งการพัฒนาประเทศเป็นอย่างมาก การวางโครงสร้างระบบการบริหารและปฏิรูประบบราชการ ซึ่งรัฐบาลจะต้องทำก็คือ 1.ต้องกระจายอำนาจสู่ชุมชนท้องถิ่นอย่างจริงจัง แล้วก็ต้องทำให้เกิดชุมชนเข้มแข็ง ต้องสร้างประชาธิปไตยจากฐานราก โดยการที่ให้ประชาชนเข้าไปมีส่วนร่วมในการกำหนดความเป็นไปของชุมชนท้องถิ่นถ้าทำได้จะทำให้รากฐานของสังคมแข็งแรง

ที่ผ่านมา รัฐบาลทั้งหลายโดยเฉพาะฝ่ายอนุรักษนิยมจะเมินเฉยในการสร้างการมีส่วนร่วมของประชาชนเพื่อกำหนดอนาคต กำหนดความเป็นไปของสังคมชุมชนท้องถิ่น คิดว่ารัฐบาลทุกพรรค ทั้งฝ่ายเสรีนิยม อนุรักษนิยม จะต้องหันมาให้ความสำคัญกับเรื่องนี้ ต้องปฏิรูปกฎหมาย ต้องปฏิรูปกระบวนการยุติธรรม ซึ่งเหลวแหลกมายาวนาน ต้องมีการปฏิรูปตำรวจ ปฏิรูปสำนักงานตำรวจแห่งชาติ รวมถึงต้องมีการปฏิรูปกองทัพ ซึ่งมีการใช้จ่ายเงินที่ผิดประเภท

สิ่งเหล่านี้ถ้าทำได้ภายใน 100 วัน แม้บางเรื่องอาจจะทำให้สำเร็จได้ไม่ครบ แต่ถ้ามีแผนออกมาชัดเจนว่ารัฐบาลมีความตั้งใจจริงที่จะทำ ก็จะทำให้รัฐบาลได้รับการยอมรับและก็มีความชอบธรรมมากขึ้น

เรื่องสุดท้ายที่คิดว่ารัฐบาลจะต้องรีบเข้ามาแก้ไขปัญหา คือปัญหาที่เกิดขึ้นในสำนักงานประกันสังคม (สปส.) ซึ่งมีการใช้เงินกันอย่างอีลุ่ยฉุยแฉก รัฐบาลต้องแสดงความจริงใจเข้ามาแก้ไขปัญหาเรื่องนี้ 

อย่างไรก็ดี นโยบายของพรรคการเมืองเกือบทุกพรรค ยกเว้นพรรคประชาชน (ปชน.) จะเป็นนโยบายประชานิยม ซึ่งเป็นการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า นโยบายเช่นนี้เขาไม่เรียกว่าเป็นนโยบายปฏิรูป เพราะการปฏิรูปเป็นเรื่องการปรับเปลี่ยนโครงสร้าง รวมทั้งขอบเขตอำนาจหน้าที่ของสถาบันทางการเมืองต่างๆ เพื่อให้การบริหารประเทศมีประสิทธิภาพ แล้วทำให้การใช้อำนาจของรัฐ รวมทั้งทำให้การใช้อำนาจของนักการเมืองและเจ้าหน้าที่รัฐเป็นไปตามเจตนารมณ์ หรือความต้องการของประชาชนในระบอบประชาธิปไตยไทย แต่ส่วนใหญ่ของเรา นโยบายพวกนี้ไม่ใช่เกี่ยวข้องกับการปฏิรูปเชิงโครงสร้าง มีเพียงพรรค ปชน.ที่พยายามเสนอแนวคิดปฏิรูป แต่พรรคอื่นไม่มี

ยุทธพร อิสรชัย 

อาจารย์ประจำสาขาวิชารัฐศาสตร์ คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช 

สำหรับเรื่องเร่งด่วนที่รัฐบาลใหม่จะต้องแก้ไขใน 100 วันแรกหลังจัดตั้งรัฐบาลใหม่นั้น ปัญหาเศรษฐกิจคือเรื่องเร่งด่วนที่รัฐบาลจะต้องแก้ไขให้กับพี่น้องประชาชน เพราะในการสำรวจความคิดเห็นต่างๆ ที่ผ่านมา พบว่าเศรษฐกิจ ปากท้อง เป็นเรื่องใหญ่ พี่น้องประชาชนอยากให้แก้ไขให้เร็วที่สุด 

แต่อย่าลืมว่ากระบวนการในการกำหนดนโยบาย การขับเคลื่อนนโยบายของระบบราชการต่างๆ ต้องใช้เวลา ฉะนั้น ในช่วงระยะเวลา 100 วัน เอาเข้าจริงก็ยังแทบไม่เห็นภาพหรือเห็นผลอะไร แต่อย่างน้อยที่สุด การริเริ่มต่างๆ ของรัฐบาลใหม่จะเป็นสิ่งที่สำคัญ และ 100 วันหลังเลือกตั้งก็อาจจะยังไม่ได้มีรัฐบาลใหม่ด้วยซ้ำไป แต่อย่างน้อยให้ประชาชนได้เห็นทิศทาง เห็นภาพก็ยังดี อาจจะไม่ได้แก้ได้ทันที แต่ก็ต้องทำให้ประชาชนได้เห็นภาพอนาคตของประเทศไทยไปข้างหน้า 

ส่วนเรื่องอื่นๆ เช่น ความมั่นคง เรื่องไทย-กัมพูชา เรื่องทุนเทาต่างๆ ก็เป็นสิ่งที่รัฐบาลต้องทำอยู่แล้ว เพียงแต่ว่าต้องเป็นลำดับหลังๆ รองไปจากเศรษฐกิจ เพราะว่าถ้าอยู่ในช่วงที่ยังไม่มีรัฐบาลใหม่ รัฐบาลรักษาการก็จะตัดสินใจในเรื่องนโยบายอะไรต่างๆ หรืองบที่มี การเป็นผลผูกพันก็จะกระทำไม่ได้

เมื่อดูไทม์ไลน์ว่าเมื่อไรรัฐบาลใหม่จะทำงานได้ ต้องบอกว่าระยะเวลาอาจจะไปถึงประมาณกลางปี 2569 กว่าที่รัฐบาลใหม่จะสามารถทำงานได้ เพราะว่าถ้าเราดูในไทม์ไลน์ของการจัดตั้งรัฐบาลหลังการเลือกตั้งในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ เมื่อเลือกตั้ง ส.ส.แล้ว ภายใน 60 วันจะประมาณวันที่ 8 หรือ 9 เมษายน กกต.ต้องรับรองผลการเลือกตั้ง ส.ส.ให้เรียบร้อย ได้ถึงร้อยละ 95 และประมาณวันที่ 10-16 เมษายน ส.ส.ต้องรายงานตัว และหลังช่วงสงกรานต์ก็จะต้องมีการเปิดประชุมสภาครั้งแรก เรายังต้องนำไปสู่การเลือกประธานสภา รองประธานสภาอีก หลังจากนั้นเดือนพฤษภาคมจึงจะได้มีการประชุมเพื่อเลือกนายกรัฐมนตรีคนใหม่ 

“ถ้าสามารถเลือกนายกฯได้ก็อาจจะต้องมีกระบวนการในการเสนอแต่งตั้ง ครม.ในเดือนมิถุนายน ก็อาจจะต้องจัดทำนโยบายแถลงต่อสภา และแถลงนโยบายต่อรัฐสภาในกลางเดือนมิถุนายน นี่คือไทม์ไลน์แบบปกติ กว่าเราจะได้รัฐบาลใหม่ก็คือเดือนมิถุนายน คือกลางปีเลยทีเดียว”

สุดท้ายไทม์ไลน์เหล่านี้อาจจะขยับเขยื้อนได้ เหมือนกับในปี 2566 ที่เราใช้เวลาในการเลือกนายกฯถึง 5 เดือน ก็อาจจะยิ่งทำให้การเริ่มงานล่าช้าไปอีก อาจจะเป็นปลายปีเลยก็ได้ที่เราจะได้รัฐบาลใหม่ 

ฉะนั้น สิ่งสำคัญที่สุดวันนี้ก็คือ ความต่อเนื่องในทางนโยบายที่ประชาชนเราอยากจะเห็น แม้กระทั่งไทม์ไลน์ปกติ ไม่มีอุบัติเหตุอะไรเกิดขึ้น ก็ยังต้องรอถึงกลางปี ฉะนั้นต้องช่วยกันทำให้ประเทศชาติสามารถออกจากวิกฤตต่างๆ แล้วก็ทำให้ประชาชนได้มีโอกาสฟื้นฟู ให้เศรษฐกิจ ชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนดีขึ้น