หน้าแรก การเมือง ลุยถกกม.มั่นค...

ลุยถกกม.มั่นคงไซเบอร์ ชงนายกฯนั่งคุมบอร์ด ‘คณิต’ โว ใช้เอาผิดคนปล่อยมัลแวร์ได้

14.05.17 | 18:00 น.

สปท.ชงนายกฯนั่งปธ.บอร์ดกปช.คุมมั่นคงไซเบอร์ สั่งล้วงตับได้ ขณะที่ “รัฐ-เอกชน” ไม่ร่วมมือเจอคุก “พิสิษฐ์” ปัด เขียนกม.ล้วงความลับปชช.

เมื่อวันที่ 14 พฤษภาคม ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในการประชุมสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) วันที่ 15 พฤษภาคม จะมีวาระพิจารณาผลการศึกษาและข้อสังเกตร่าง พ.ร.บ.ว่าด้วยการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ของคณะกมธ.ขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการสื่อสารมวลชน สปท. ที่มี พล.อ.อ.คณิต สุวรรณเนตร เป็นประธาน กมธ.ฯ มีสาระสำคัญให้แก้ไขเพิ่มเติมคำนิยามหลายประเด็น อาทิ คำว่า”ความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์” หมายถึงมาตรการป้องกัน รับมือ แก้ไขสถานการณ์ด้านภัยคุกคามทาง โครงข่ายโทรคมนาคมการบริการดาวเทียม ระบบกิจการสาธารณูปโภคพื้นฐาน ระบบกิจการสาธารณะสำคัญ ไม่ให้เกิดผลกระทบต่อความมั่นคงของชาติ ความมั่นคงทางการทหาร โดยเสนอแก้ไขสัดส่วนคณะกรรมการการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์แห่งชาติ (กปช.)ให้มีนายกฯ หรือรองนายกฯ ที่ได้รับมอบหมายมาเป็นประธาน กปช. เปลี่ยนจากเดิมที่กำหนดให้ รมว.ดิจิตอลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม เป็นประธาน ขณะที่บทบทบัญญัติว่าด้วยสำนักงาน กปช. แก้ไขให้กปช.เป็นส่วนราชการ ฐานะเท่ากับกรม ที่ขึ้นตรงต่อนายกฯจากเดิมที่เป็นเพียงหน่วยงานของรัฐฐานะนิติบุคคล ปรับเรื่องหน้าที่ให้ กปช.เป็นองค์กรศูนย์กลางด้านความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ให้อำนาจตอบสนอง รับมือ ตอบโต้เชิงรุกกับกรณีทีเกิดภัยคุกคามอย่างมีนัยสำคัญหรือร้ายแรง โดยกำหนดการสร้างมาตรการรับมือดังกล่าวอยู่ในชั้นความลับและให้อำนาจ

ส่วนมาตรการรับมือและการปฏิบัติต่อภัยคุกคามทางไซเบอร์ ให้อำนาจ กปช. สั่งการไปยังหน่วยงานของรัฐหน่วยงานเอกชนให้แก้ไข ยกเลิก หรือยุติการกระทำที่เป็นภัยต่อความมั่นคงไซเบอร์ทันที กรณีหน่วยงานรัฐไม่ปฏิบัติตามให้ถือว่ากระทำผิดวินัย และส่งเรื่องให้ ครม.พิจารณาได้ ส่วนกรณีเอกชน ให้อำนาจ กปช. สั่งตรงไปยังหน่วยงานเอกชนที่เกี่ยวข้องกับการก่อภัยคุกคามทางไซเบอร์ยุติการกระทำหรืองดเว้นการกระทำได้ทันที ถ้าเกิดกรณีที่จำเป็นซึ่งต้องได้รับความยินยอมจากเอกชนก่อน หากหน่วยงานเอกชนไม่ยินยอมสามารถใช้มาตรการทางคำสั่งศาลได้ นอกจากนี้ ยังเสนอเพิ่มมาตรการลงโทษด้วยการจำคุกและปรับเงินด้วย หากฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามคำสั่งของพนักงานเจ้าหน้าที่

ด้าน พล.อ.อ.คณิต กล่าวถึงการประชุม สปท. ในวันที่ 15 พฤษภาคมนี้ว่า ที่ประชุมจะมีวาระการพิจารณาเรื่องผลการศึกษาและข้อสังเกตร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ว่าด้วยการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ พ.ศ…. ซึ่ง พ.ร.บ. ดังกล่าวมีเนื้อหาหลักจากที่คณะรัฐมนตรี (ครม.) ผ่านการเห็นชอบมาแล้ว ซึ่งกฎหมายดังกล่าวจะมีความทันสมัยต่อการควบคุมเทคโนโลยี เนื่องจากในขณะนี้มีการระบาดของไวรัสมัลแวร์ ที่เรียกค่าไถ่ชื่อ WannaCry ระบาดไปคอมพิวเตอร์ที่ใช้ระบบปฏิบัติการไมโครซอฟท์ทั่วโลก โดยกฎหมายฉบับนี้สามารถบังคับใช้กับผู้กระทำผิดที่เป็นผู้ปล่อยไวรัสดังกล่าวได้ หากเราพบตัวผู้กระทำผิดจริง แต่ในเบื้องต้นอยากเตือนประชาชนให้ทราบว่าการใช้เทคโนโลยีเป็นเรื่องที่ต้องระมัดระวังยิ่งหากกฎหมายนี้บังคับใช้แล้วควรจะต้องหลีกเลี่ยงการเปิดเว็บไซต์แปลกๆ ที่เสี่ยงต่อไวรัสและขัดต่อกฎหมายด้วย

ขณะที่ พล.ต.ต.พิสิษฐ์ เปาอินทร์ รองประธาน กมธ.ด้านสื่อสารมวลชน สปท. กล่าวว่า พ.ร.บ.นี้ วางกรอบป้องกันการถูกคุกคามความมั่นคงทางไซเบอร์ โดยมีคณะกรรมการ กปช.คอยกำหนดนโยบายรับมือเวลาเกิดภัยคุกคาม การทำงานจะจัดกลุ่มระวังภัยในทางลับของความมั่นคงทุกมิติ ให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาทิ หน่วยงานการเงิน การธนาคาร ความมั่นคง คอยระแวดระวังวิเคราะห์จัดลำดับความเสี่ยง โดยจะไม่คิดเเค่มาตราการตั้งรับอย่างเดียว หากพิสูจน์ทราบเจอตัวการ จะมีแนวทางตอบโต้กลับไปด้วย

Advertisement

เมื่อถามว่า หลายฝ่ายกังวล จะเป็นร่างกฎหมายล้วงข้อมูลความลับประชาชน พล.ต.ต.พิสิษฐกล่าวว่า ไม่ใช่แน่นอน เพราะเราได้แก้ไขเนื้อหาว่า การขอข้อมูลใดๆจากรัฐหรือเอกชน สำนักงานเลขาธิการความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ ที่อยู่ภายใต้กำกับของ กปช. ต้องยื่นเรื่องขออนุญาตศาลออกเป็นคำสั่ง เพื่อประกอบการขอข้อมูล ต่างจากร่างเดิม ที่กำหนดนโยบายขอข้อมูลได้ทันที โดยไม่ต้องขออนุญาตศาล กมธ.เสนอแก้แบบนี้เพื่อให้ศาลชี้ขาด เป็นแนวทางแบบสากล ไม่ริดรอนสิทธิประชาชน รวมถึงป้องกันภัยความมั่นคงควบคู่กันด้วย อย่างไรก็ตาม พ.ร.บ.นี้ ไม่เกี่ยวกับการติดตามตรวจสอบผู้กระทำผิดกฎหมายอาญามาตรา 112 กรณีดังกล่าวมีพ.ร.บ.คอมพิวเตอร์คอยดำเนินการแยกกันชัดเจนเเล้ว