‘โอปอล สุชาตา’ รณรงค์ใช้สิทธิเลือกตั้ง-ประชามติ หวังผู้นำใหม่ยึดประโยชน์ ปชช.เป็นหลัก
เมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ ที่เขตเลือกตั้งที่ 9 บริเวณหน่วยเลือกตั้งมหาวิทยาลัยราชภัฏจันทรเกษม เขตจตุจักร กรุงเทพมหานคร ผู้สื่อข่าวรายงานบรรยากาศการเลือกตั้งและการออกเสียงประชามติเป็นไปอย่างคึกคัก มีประชาชนเดินทางมาใช้สิทธิกันอย่างต่อเนื่อง
หนึ่งในนั้นคือ โอปอล-สุชาตา ช่วงศรี มิสเวิลด์ 2025 ที่ได้ปรับตารางงานจากกองประกวด Miss World เพื่อเดินทางมาใช้สิทธิของตนเอง โดยก่อนหน้านี้ เมื่อวันที่ 1 กุมภาพันธ์ โอปอลได้ใช้สิทธิเลือกตั้งล่วงหน้าเรียบร้อยแล้วตามหน้าที่ของพลเมืองไทย

สำหรับวันนี้ (8 กุมภาพันธ์) โอปอลเดินทางมาใช้สิทธิออกเสียงประชามติ ท่ามกลางความสนใจของประชาชนที่อยู่ในบริเวณพื้นที่ดังกล่าว
ทั้งนี้ โอปอลได้ให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชนถึงการมาออกเสียงประชามติในวันนี้ว่า
เมื่อวันที่ 1 ก.พ.ที่ผ่านมา ได้ไปใช้สิทธิเลือกตั้งล่วงหน้านอกเขตมาแล้ว สำหรับวันนี้จึงเดินทางกลับมาลงประชามติเป็นวันที่ 2
“บรรยากาศวันนี้หากเปรียบเทียบกับวันที่ 1 ก.พ.ที่ผ่านมา อาจเป็นเพราะช่วงเวลาที่เดินทางมา ทำให้เห็นว่าวันแรกมีจำนวนประชาชนหนาแน่นกว่า สำหรับวันนี้ในพื้นที่นอกเขตยังมีผู้มาใช้สิทธิจำนวนมากเพื่อลงประชามติ แต่ภาพรวมยังไม่หนาแน่นเท่ากับครั้งที่ผ่านมา”
ทั้งนี้ โอปอลได้เผยถึงการเตรียมตัวมาลงประชามติในวันนี้ว่าได้มีการศึกษาข้อมูลมาคร่าวๆ ว่าการตัดสินใจในครั้งนี้จะนำไปสู่อะไรบ้าง เนื่องจากเราต้องเลือกว่าเห็นชอบหรือไม่เห็นชอบ จึงต้องศึกษาข้อมูลเพื่อนำมาประกอบการตัดสินใจ ซึ่งในฐานะตัวแทนคนไทยและคนรุ่นใหม่ โอปอลมองว่า สุดท้ายแล้วเราทุกคนมีสิทธิในการออกเสียง จึงควรออกมาใช้สิทธินั้น

“โอปอลอยากรณรงค์ให้ทุกคนออกมา เพราะว่าในเมื่อเรามีโอกาสแล้ว เราก็ต้องใช้โอกาสนี้เพื่อความเปลี่ยนแปลง แล้วก็มองว่ามันเป็นสิทธิและเสียงของเราซึ่งมีมูลค่ามากๆ อยากให้ทุกคนออกมาใช้ แล้วก็ไม่ได้มีเลือกตั้งทุกปี ไม่ได้มีประชามติตลอด ก็อยากให้ทุกคนได้ออกมาออกความคิดเห็นของตัวเอง เพราะว่าเราก็เป็นคนที่อาศัยอยู่ในประเทศเหมือนกัน ไม่ว่าประเทศจะมีการปกครองไปในทิศทางไหน การบริหารแบบไหน สุดท้ายแล้วมันก็จะส่งมาถึงเราที่เป็นคนไทยแบบธรรมดาทั่วไปด้วย”
สำหรับความคาดหวังว่าการมาเลือกตั้งในครั้งนี้จะเปลี่ยนแปลงประเทศในอนาคตอย่างไรนั้น โอปอลเผยว่า ขณะนี้ยังไม่ทราบแน่ชัดว่าคณะใดจะเข้ามาบริหารประเทศ แต่ตนหวังเป็นอย่างยิ่งว่าจะเกิดการเปลี่ยนแปลงไปในทิศทางที่ดีขึ้น แม้เชื่อว่าการเปลี่ยนแปลงระดับประเทศต้องใช้เวลาและไม่สามารถสำเร็จได้ในวันเดียว แต่ตนหวังว่าคณะบริหารชุดใหม่จะยึดถือประโยชน์ของประชาชนเป็นหลัก มีความตั้งใจที่จะอยากเปลี่ยนและบริหารประเทศให้ดีขึ้นจริงๆ

เมื่อถามว่ามีประเด็นใดที่อยากให้ผู้นำในประเทศให้ความสำคัญเป็นพิเศษ โอปอลเผยว่า มองไปที่โครงสร้างพื้นฐาน (Foundation) ที่จะส่งผลต่อคุณภาพชีวิตของประชาชนและคุณภาพของประเทศในอนาคต โดยเฉพาะเรื่องการศึกษาซึ่งสำคัญมาก เพราะเป็นสิ่งที่หล่อหลอมคนไทยตั้งแต่เด็กๆ หากทุกคนมีพื้นฐานการศึกษาที่ดี ก็จะกลายเป็นประชากรที่มีคุณภาพ ที่จะยกระดับคุณภาพประเทศเพิ่มขึ้นไปด้วย
นอกจากนี้อาจเป็นในเรื่องสาธารณสุขและสิ่งแวดล้อม ที่ค่อยข้างน่าเป็นห่วง ได้ทำโครงการด้านสุขภาพด้วย ซึ่งปัญหาฝุ่น PM2.5 มีมาหลายปีแล้ว จึงเห็นว่าควรได้รับการแก้ไขได้แล้ว รวมถึงเรื่องของโครงสร้าง คิดว่าหากคณะบริหารเขามีความตั้งใจที่จะปรับเปลี่ยนโครงสร้างประเทศ แล้วก็โครงสร้างอะไรบางอย่างที่มันจะเป็นโดมิโนต่อไปให้เรื่องอื่นที่เขาบริหาร หรือว่าสิ่งที่ประชาชนได้รับมันค่อยๆ ดีขึ้นไปเรื่อยๆ เราก็อยากให้เขาได้ดูแลตรงนั้น

ทั้งนี้ โอปอลเชื่อว่าผู้นำในอุดมคติที่โอปอลและหลายคนใฝ่ฝัน คือผู้นำที่ให้ความสำคัญกับประชาชนเป็นที่หนึ่ง ไม่ว่าจะบริหารหรือขับเคลื่อนประเทศไปในทิศทางใด นอกจากจะคำนึงถึงบทบาทของไทยในเวทีโลกแล้ว ความเป็นอยู่ของประชาชนภายในประเทศก็สำคัญไม่แพ้กัน
“เราคิดว่าสุดท้ายแล้วคณะที่บริหารคือกลุ่มคนที่ถูกเลือกมาเพื่อที่จะเป็นคนตัดสินใจอะไรหลายๆ อย่างในประเทศแทนประชาชนทุกคน ก็อยากให้มีการคำนึงถึงว่าถ้าเป็นประชาชนเขาต้องการอะไร อยากที่จะตัดสินใจชีวิตของตัวเองและประเทศไปในทิศทางไหน แล้วก็อะไรก็ตามที่ผู้ใหญ่ทุกคนเห็นว่ามันดีกับประเทศและประชาชน โอปอลก็คิดว่าทุกๆ ท่านคงมีความรู้ความสามารถที่สามารถนำพาประเทศได้อยู่แล้วค่ะ”


