หน้าแรก การเมือง ส่องสเปกรัฐบา...

ส่องสเปกรัฐบาลใหม่ ชูเสถียรภาพ-ภาพลักษณ์ดี

13.02.26 | 11:14 น.
ส่องสเปกรัฐบาลใหม่ ชูเสถียรภาพ-ภาพลักษณ์ดี

ส่องสเปกรัฐบาลใหม่
ชูเสถียรภาพ-ภาพลักษณ์ดี

หมายเหตุ นักวิชาการวิเคราะห์สูตรจัดตั้งรัฐบาลที่มีเสถียรภาพและภาพลักษณ์ดี ไม่ทำให้สังคมเกิดความเคลือบแคลงสงสัย ตามแนวคิดของ “นายอนุทิน ชาญวีรกูล” หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ในฐานะที่เป็นพรรคอันดับหนึ่งในการจัดตั้งรัฐบาลชุดใหม่

สุดเขต สกุลทอง
วิทยาลัยบริหารศาสตร์ มหาวิทยาลัยแม่โจ้

สูตรการจัดตั้งรัฐบาลที่มีพรรคภูมิใจไทย (ภท.) เป็นแกนนำ จากที่หลายฝ่ายวิเคราะห์มี 3-4 สูตร โดยสูตรแรกคือ ดึงพรรคเพื่อไทย (พท.) พรรคกล้าธรรม (กธ.) และพรรคเล็กเข้าร่วม ได้เสียงเกิน 300 เสียง ทำให้รัฐบาลมีความมั่นคงสูง เพราะกุมเสียงข้างมากในสภาผู้แทนราษฎร การโหวตญัตติต่างๆ โดยเฉพาะการจัดทำงบประมาณแผ่นดินจะผ่านฉลุย แต่การดึงพรรค พท.เข้ามาก็อาจเกิดปัญหาตามมาด้วย ทั้งเรื่องการต่อรองเก้าอี้รัฐมนตรี และความขัดแย้งภายในพรรคร่วมรัฐบาลที่มีสูง

“เนื่องจากการดึงพรรค พท.มาร่วม คือการดึงนายใหญ่มาร่วมด้วย อาจมีการต่อรองเก้าอี้รัฐบาลเพิ่มขึ้น เพราะนายใหญ่ยังมีบทบาทและอำนาจสูง เมื่อ 2 ขั้วอำนาจ ที่มีความขัดแย้งกันในอดีตมาอยู่ร่วมกัน อาจปกครองกันยาก แม้มีความมั่นคงในเชิงรัฐสภา แต่อาจมีความเปราะบางในความรู้สึกของพรรคร่วมอยู่ จึงขึ้นกับผู้มีอำนาจของ 2 พรรค จะเจรจาต่อรองภายใต้เงื่อนไขที่ทั้งสองฝ่ายได้ผลประโยชน์ร่วมกัน”

Advertisement

ส่วนสูตรที่ 2 คือ พรรค ภท.จับมือพรรค กธ.และพรรคเล็กๆ ได้เสียงประมาณ 250-260 เสียง การต่อรองเก้าอี้รัฐมนตรีมีน้อย ทุกพรรคได้รับจัดสรรตามสัดส่วน แต่เสียงที่มีปริ่มน้ำก็อาจทำให้รัฐบาลมีความเสี่ยงสูง หากปล่อยให้พรรค พท.จับมือเป็นฝ่ายค้านกับพรรคประชาชน (ปชน.) และพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) จะมีเสียงมากถึง 214 เสียง รัฐบาลมีโอกาสถูกอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐมนตรีรายบุคคล เฉพาะนายกรัฐมนตรี หรือทั้งคณะรัฐมนตรี (ครม.) สูง

“สูตรที่ 2 รัฐบาลจะเหนื่อยมาก แม้การต่อรองเก้าอี้รัฐมนตรีจะน้อยก็ตาม แต่เสถียรภาพของรัฐบาลมีต่ำและอาจอยู่ไม่ครบเทอม 4 ปี เมื่อเปรียบเทียบกับสูตรที่ 1”

สำหรับสูตรที่ 3 คือ พรรค ภท.จับมือกับพรรค พท. พรรค กธ. พรรค ปชป. และพรรคเล็ก ปล่อยให้พรรค ปชน.เป็นฝ่ายค้าน ซึ่งสูตรนี้มีความเป็นไปได้น้อยมาก เพราะพรรค ปชป.กับ พรรค กธ.ขัดแย้งกันอยู่ และนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรค ปชป. ก็ประกาศว่าจะไม่จับมือกับพรรค กธ. แต่หากจับมือกันได้ตามสูตรนี้ รัฐบาลจะมีความแตกแยกสูงมากกว่า 2 สูตรแรก

ส่วนการจัดเก้าอี้รัฐมนตรีเพื่อให้รัฐบาลได้รับการยอมรับจากประชาชนและสังคมนั้น ทีมพาณิชย์และทีมต่างประเทศของพรรค ภท.มีภาพลักษณ์ค่อนข้างดี และมีผลงานชัดเจนในช่วงเป็นรัฐบาล 3-4 เดือนที่ผ่านมา แต่ในส่วนของทีมคลัง ผลงานยังไม่ชัดเจนมากนัก แม้จะนำนโยบายประชานิยมอย่างคนละครึ่งพลัสมาใช้ เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ แต่ยังเห็นผลในระยะสั้นๆ เท่านั้น

ขณะที่เศรษฐกิจไทยมีปัญหาหลายด้านที่ต้องเร่งแก้ไข โดยเฉพาะเงินบาทที่แข็งค่าจนกระทบภาคส่งออก และต่างชาติชะลอการลงทุน เนื่องจากเศรษฐกิจของทั้งจีน ญี่ปุ่น สหรัฐอเมริกา ก็ย่ำแย่ จึงเป็นโจทย์ใหญ่ที่รัฐบาลชุดใหม่จะเข้ามาแก้ปัญหา เพื่อดึงเม็ดเงินลงทุนจากต่างชาติเข้ามา ซึ่งรัฐบาลชุดใหม่นี้จะอยู่ครบเทอมหรือไม่ และได้รับการยอมรับจากประชาชนมากน้อยแค่ไหนในระยะยาว ก็ขึ้นอยู่กับการแก้ปัญหาเศรษฐกิจและปากท้องของประชาชน รวมทั้งปัญหาความมั่นคงชายแดนด้วย

ชัยวัฒน์ โยธี
อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์
มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ (ม.อ.) วิทยาเขตปัตตานี

จ ากกระแสการวิเคราะห์ของนักวิชาการหลายฝ่ายก่อนหน้านี้ ปัจจุบันเริ่มเห็นภาพค่อนข้างชัดว่า พรรค ภท.มีแนวโน้มจะจับมือกับพรรค พท. ซึ่งถือเป็นสูตรที่มีเสถียรภาพสูง และคาดว่าอาจมีพรรค กธ.เข้าร่วมด้วย เนื่องจากมีความสัมพันธ์เชื่อมโยงกันในเชิงลึก โดยทั้ง 3 พรรค อาจเป็นแกนหลักในการจัดตั้งรัฐบาล

อย่างไรก็ตาม หากพรรค พท.ไม่ได้เป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล ก็อาจเกิดสูตรการรวมตัวของพรรคอื่นๆ หรือพรรคขนาดเล็ก แต่มีความเป็นไปได้ยากและอาจขาดเสถียรภาพ เนื่องจากพรรค ปชป.ได้แสดงจุดยืนชัดเจนแล้วว่าจะทำหน้าที่ฝ่ายค้าน

การจัดตั้งรัฐบาล ไม่ว่าจะออกมาในสูตรใด ย่อมมีทั้งฝ่ายที่สมหวังและผิดหวัง เนื่องจากแต่ละพรรคต่างมีฐานแฟนคลับของตนเองเป็นเรื่องปกติของการเมือง พร้อมกันนี้ ยังมีอีกสูตรหนึ่งที่น่าสนใจ คือ พรรค ภท.จับมือกับ พรรค ปชน. เพื่อเปิดโอกาสให้ฝ่ายส้มได้แสดงฝีมือด้านการบริหารประเทศ แม้จะมองว่าเป็นไปได้ยากก็ตาม

สำหรับบริบทโลกในปัจจุบันที่เผชิญกับภาวะโลกรวน ภัยพิบัติทางธรรมชาติ ปัญหาน้ำท่วม ตลอดจนปัญหาอาชญากรรมออนไลน์และขบวนการสแกมเมอร์ที่ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจและงบประมาณของรัฐ รัฐบาลชุดใหม่จำเป็นต้องให้ความสำคัญกับการปราบปรามและแก้ไขปัญหาเหล่านี้อย่างจริงจัง เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชน

ในส่วนของสถานการณ์จังหวัดชายแดนภาคใต้ ในฐานะที่เป็นคนปัตตานีโดยกำเนิด มองว่าเป็นปัญหาเรื้อรังยาวนาน แต่ผลการเลือกตั้งครั้งนี้สะท้อนให้เห็นว่า สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) ในแต่ละจังหวัด ล้วนเป็นผู้ที่มีฐานในพื้นที่และคลุกคลีกับประชาชนอย่างใกล้ชิด โดย จ.ปัตตานี มีพรรคสีน้ำเงินเป็นหลัก จ.นราธิวาส เป็นของพรรค กธ. และ จ.ยะลา เป็นพรรคประชาชาติ

“ทั้งนี้ ผู้สมัครเกือบทุกคนใช้นโยบายหาเสียงด้านการแก้ไขปัญหาความไม่สงบควบคู่กับการแก้ปัญหาเศรษฐกิจ ปากท้อง และคุณภาพชีวิตของประชาชนในพื้นที่ ซึ่งถือเป็นแนวทางการแก้ปัญหาเชิงสันติและเชิงพัฒนา มากกว่าการใช้มาตรการปราบปรามเพียงอย่างเดียว โดยคาดว่าหาก ส.ส.เหล่านี้สามารถผลักดันตามคำมั่นสัญญาได้จริง สถานการณ์ในพื้นที่น่าจะมีทิศทางที่ดีขึ้น”

นพพร ขุนค้า
อาจารย์ประจำสาขาวิชารัฐประศาสนศาสตร์
มหาวิทยาลัยราชภัฏราชนครินทร์ จ.ฉะเชิงเทรา

สูตรในการเตรียมจัดตั้งรัฐบาลของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี เพื่อนั่งทำงานต่อหลังจากชนะการเลือกตั้งอย่างถล่มทลาย ขยายขนาดของพรรคให้ใหญ่ขึ้นถึงกว่า 3 เด้ง หากจะเอาแบบไม่ยี้เลยนั้น มองว่ามันเป็นไปได้ยากในทางการเมืองไทย เพราะต้องเอาคนที่มีความรู้ มีความสามารถในตรงนั้นไปนั่งในกระทรวงนั้นจึงจะไม่ยี้

“หมายความว่า จะต้องหาคนมาจากคนที่มีความรู้ มีความสามารถจริงๆ ซึ่งถือว่าเป็นเรื่องที่ลำบากและทำได้ยาก เพราะการเมืองไทยนั้น ในการจัดสรรรัฐมนตรี ยังแบ่งกันตามสัดส่วน ตาม
โควต้าอยู่ บางครั้งคนที่มานั่งเป็นรัฐมนตรี อาจจะไม่มีความรู้ มีความสามารถในเรื่องนั้นเลยก็ได้ ฉะนั้นแล้วจึงมองว่าสูตรที่ไม่ยี้ก็คือ จะต้องเอาตามมายาคติก่อนอุดมคติ จึงต้องเอาคนที่มีความสามารถในเรื่องนั้นจริงๆ เข้าไปนั่งในกระทรวงโดยไม่คำนึงถึงสัดส่วนจำนวน ส.ส.ของแต่ละก๊กแต่ละก๊วน”     

ส่วนความเป็นไปได้ในการจัดตั้งรัฐบาลของพรรค ภท. เพื่อจะให้เกิดเสถียรภาพทางการเมืองนั้น รัฐบาลจะต้องมีเสียงเกินกว่ากึ่งหนึ่งไปเยอะๆ คือ ถ้ากึ่งหนึ่งเท่ากับ 250 ที่นั่ง จะต้องเกินไปถึงจำนวน 300 กว่าที่นั่ง และหากได้ถึง 300 กว่าที่นั่ง รัฐบาลก็จะทำงานแบบหายใจโล่ง แม้จะมีข่าวออกมาอย่างไร ในส่วนตัวก็ยังเชื่อว่า พรรคที่จะมาเป็นตัวยืนในการจัดตั้งรัฐบาลร่วมกันก็คือ พรรค กธ. และหากจะเอาแบบมั่นคงและมีเสถียรภาพไปเลยนั้น ก็ต้องมีพรรค พท.เข้ามาร่วมด้วย

หาก 3 พรรคนี้มาร่วมกัน ก็เชื่อได้ว่าเสถียรภาพของรัฐบาลจะมีความมั่นคง ในสภาวะที่ผลการเลือกตั้งออกมาเป็นแบบนี้ ดีกว่าไปรวมเอาพรรคเล็กพรรคน้อย ซึ่งมันจะสร้างความปวดหัวให้แก่นายอนุทินเอง เนื่องจากพรรคเล็กพรรคน้อยที่ได้มา 5 เสียง 3 เสียง หรือ 1 เสียง นั้น พูดแบบง่ายๆ ก็คือพรรคเหล่านี้ไม่มีหัวหน้าก๊วน และไม่ได้เป็นพรรคเดียวกันจริงๆ พอมาต่อรองตำแหน่งแล้วมันจะเกิดเป็นความปวดหัว ถ้ามองด้านเสถียรภาพของรัฐบาล ก็ต้องออกมาเป็นแบบนี้ คือ ภูมิใจไทย กล้าธรรม และเพื่อไทย

ส่วนสูตรอื่นนั้น คงเป็นไปได้ยาก เช่น ร่วมกับพรรค กธ. ร่วมกับพรรค ปชป. หรือหากจะเอาพรรค กธ.และรวมกันกับพรรค ปชน.ซึ่งไม่มีทางรวมกันอยู่แล้ว 2 พรรคนี้ แม้กระทั่งพรรค ปชป.เองนั้น ก็ได้ประกาศแล้วว่า ไม่เอาพรรค กธ. ซึ่งสูตรนี้ หลายคนนั้นได้คิดไปไกลแบบพลิกขั้วกันไปเลยแล้วนั้น แต่สำหรับส่วนตัวแล้ว มองว่ายาก และโดยมารยาททางการเมือง ทุกฝ่ายนั้นก็ต้องให้พรรค ภท. ซึ่งเป็นพรรคที่ได้เสียงอันดับหนึ่งจัดตั้งรัฐบาลก่อน จะเอาพรรค กธ. หรือพรรค ปชน.เป็นสารตั้งต้น ก็ยังมองว่า
ลำบาก

“ตอนนี้ การเมืองไทยจึงยังไม่ต้องคิดอะไรให้ซับซ้อน อะไรที่มั่นคงอะไรที่ผู้นำรัฐบาล ผู้นำคณะรัฐมนตรีไม่ปวดหัว เขาก็ต้องเอาสูตรนั้น และที่ได้พูดไปแล้วทั้งภูมิใจไทย กล้าธรรม และเพื่อไทย เขาก็เพื่อนเก่ากันทั้งนั้น ฉะนั้นแล้ว เขาก็คงจะคุยกันได้ง่ายกว่า และมองว่าไม่ว่าจะออกมาสูตรไหน ภูมิใจไทย และ กล้าธรรม ก็จะเป็นตัวยืนในการจัดตั้งรัฐบาลอยู่ดี และยังเชื่ออยู่ลึกๆ อีกว่าพรรคฝ่ายค้านก็คือพรรค ปชน.ร่วมกับพรรค ปชป. ขึ้นอยู่กับว่านายอนุทิน จะเอาพรรคเล็กเข้ามาร่วมด้วยหรือไม่ หากไปเอาเพื่อไทยมาก็ไม่จำเป็นต้องไปเอาพรรคเล็กมาให้ปวดหัว และส่วนตัวยังมองว่ารัฐบาลจะไม่จุกจิกด้วย ส่วนการจะข้ามไปอีกซีกหนึ่งเลย เช่น พรรค ภท.รวมกับพรรค ปชน.นั้น คงเป็นไปไม่ได้ เพราะพรรค ปชน.เขาได้ประกาศมาก่อนหน้านี้แล้วว่า เขาจะไม่โหวตให้กับนายอนุทินเป็นนายกรัฐมนตรี” 

สำหรับข้อเสนอแนะในการจัดตั้งรัฐบาลในครั้งนี้ ก็อยากฝากไปถึงยังนายอนุทินว่า อย่าไปนึกถึงแต่โควต้ากลุ่มก๊วนทางการเมืองหรือสัดส่วนให้มากนัก คนมาเป็นรัฐมนตรีต้องเอาคนที่มีความรู้ความสามารถในเรื่องนั้น และต้องขอเน้นย้ำไว้ตรงนี้เลยว่า ต้องเอาคนที่มีความรู้ความสามารถบ้าง ไม่ใช่มัวมาคำนึงถึงแต่การเมือง มิฉะนั้นแล้ว ต่อให้จะนำคนที่มีประสบการณ์อย่างไรมา แต่เมื่อไม่มีความรู้ในเรื่องนั้น แล้วเข้าไปนั่งในกระทรวงนั้น ประเทศไทยก็จะกลายเป็นสถานที่ฝึกหัด หรือเป็นเก้าอี้ดนตรีให้คนมาผลัดเปลี่ยนกันนั่ง หรือให้นักการเมืองเข้ามาวนลูปแบบเดิมๆ อยู่บนเก้าอี้

“จึงขอขีดเส้นใต้ฝากเอาไว้เลยว่า ขอให้คำนึงถึงความรู้ความสามารถ ไม่อย่างนั้น กระทรวงในแต่ละกระทรวงก็จะได้มือสมัครเล่น แม้ว่าจะเคยมีประสบการณ์ทางการเมืองมาก่อน ก็จะได้มือสมัครเล่นมานั่งเวียนกระทรวงตามโควต้า และจะทำให้การเมืองไทยจมอยู่ในระบบแบบเดิมๆ”