ความพ่ายแพ้ระดับต้องพากันหลั่งน้ำตาท่วมจอกันทั่วหน้าของ “พรรคประชาชน” จากการเลือกตั้งครั้งนี้ แม้จะเป็นเรื่องที่เข้าใจได้ถึงความเจ็บปวดระดับเกินทนที่เกิดขึ้น แต่เมื่อความปวดปร่านั้นเริ่มจางคลายจากใจได้ แต่ละคนในพรรคจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องทบทวนว่าเรื่องราวทั้งหมดนั้น เพื่อสรุปเป็นบทเรียนครั้งใหญ่ เพื่อตัดสินใจว่าจะเดินต่ออย่างไร
จริงอยู่ปัจจัยภายนอกที่รุกถล่มรุนแรงนั้นเป็นสาเหตุใหญ่ แต่หากดูจะไม่เป็นประโยชน์อะไรนักที่จะนำมาโอดครวญถึงความไม่ยุติธรรม
ใน “สงคราม” ย่อมหวังเอาความเป็นธรรมใดมายึดเหนี่ยวอยู่แล้ว
ก่อนหน้าที่จะมีการเลือกตั้ง ทุกคนต่างรู้กันดีอยู่แล้วว่านี่คือ “นิติสงคราม” ที่แต่ละฝ่ายต้องการให้จบลงในชัยชนะของฝ่ายตัวเองอย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาด สลายพลังของฝ่ายตรงกันข้ามให้สูญสิ้น หมดโอกาสที่โงหัวขึ้นมาแสดงอิทธิฤทธิ์อะไรได้อีก
รู้กันอยู่แล้วว่าจะเป็นการเลือกตั้งที่จะมีทุนลงอย่างมหาศาล รู้กระทั่งที่มาของทุน กระทั่งช่วงท้ายที่มีการเบิกเงินจากธนาคาร ระดมทุนกันบ้าระห่ำ รู้เรื่องการจัดเตรียมเครือข่ายที่มีประสิทธิภาพไปปฏิบัติการ และรู้ไปกระทั่งท่าทีของคณะกรรมการการเลือกตั้งที่ส่งสัญญาณความพร้อมปฏิบัติการบางอย่างให้รับรู้
เพียงแต่ว่าคนในพรรคประชาชนเชื่อในพลังของประชาชน จะก่อกระแสขึ้นเป็นพายุโหมที่หักโค่นเครือข่ายของขบวนการอำนาจนั้นสำเร็จ
เชื่อว่าการชี้ให้เห็นความเลวร้ายที่เกิดขึ้นกับประเทศจะก่อคลื่นแห่งความไม่ยอมจำนนต่อความสิ้นหวังขึ้นในใจผู้คนส่วนใหญ่ ที่มีพลังพอจะปะทะทำลายเครือข่ายแห่งความเลวร้ายนั้น
ปรากฏว่าผู้คนส่วนใหญ่อยู่ในสภาพกังวลผวากับปัญหาปากท้องเฉพาะหน้า มากกว่าคิดห่วงใยอนาคตที่ยังมาไม่ถึง
ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ยังด้วยการนำเสนอเพื่ออุดมการณ์ที่วาดหวัง อันเลยไปถึงการรองรับต่ออนาคตใหม่ที่ดีกว่าของคนรุ่นลูกรุ่นหลาน
พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ ยังบุคลิกภาพของผู้นำรุ่นใหม่ที่ทรงเสน่ห์ในความรู้ที่ก้าวไกล
ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ อาจจะเปี่ยมความสามารถรับทั้งหมดมาถ่ายทอดให้ประชาชนรับรู้ได้ชัดเจน และครบถ้วน
พร้อมๆ กับอีกหลายคนตอกย้ำให้เห็นการขับเคลื่อนของขบวนการเลวร้ายนั้นได้อย่างน่าประหวั่นพรั่นพรึง
เพียงทว่าในพลังแห่งการยืนหยัดด้วยความเชื่อมั่นนั้น ดูเหมือนมีสิ่งหนึ่งที่คนพรรคประชาชนหลงลืม กระทั่งตัดออกจากการให้ความสำคัญ
นั่นคือ “การอ่านอารมณ์ของสังคมในปัจจุบันขณะ สำหรับประเมินเพื่อวางยุทธศาสตร์ให้เหมาะสมกับความเป็นไปเฉพาะหน้า” ซึ่งรับรู้กันว่าผู้ที่ทำเรื่องนี้ได้ดีที่สุดคือ ปิยบุตร แสงกนกกุล
ในช่วงหลังบทบาทของ “อดีตเลขาธิการผู้วางแผนยุทธศาสตร์พรรคจนประสบความสำเร็จ” ผู้นี้ แสดงออกเหมือนมีอะไรหลายอย่างค้างคา ไม่เห็นด้วยกับหลายเรื่องที่พรรคตัดสินใจ ออกมาส่งเสียงเตือนแต่ดูเหมือนไม่มีใครรับฟัง
ล่าสุดการปราศรัยใหญ่ปิดท้ายการหาเสียงที่อาคารกีฬาเวสน์ 1 ศูนย์เยาวชนกรุงเทพมหานคร (ไทย-ญี่ปุ่น) เขตดินแดง ขณะที่อดีตผู้นำเกือบทุกคนได้ขึ้นเวที แต่ “ปิยบุตร” ได้แค่มาโพสต์ในเฟซบุ๊ก ว่าเตรียมเนื้อหาเพื่อขึ้นพูดไว้อย่างไรบ้าง แต่ที่สุดแล้ว “พรรคไม่เชิญให้ร่วมปราศรัย”
แน่นอน ย่อมเป็นคำถามในใจหลายคนว่า “มันเป็นไปได้อย่างไร เกิดอะไรขึ้นกับพรรคประชาชน”
ที่สุด “พรรคประชาชน” เดินสู่ความพ่ายแพ้ ชนิดค้านความเชื่อของคนส่วนใหญ่ แน่นอนว่ามีเหตุผลมากมายที่จะยกมาปกป้องตัวเอง อย่างน้อยให้ไม่รู้สึกผิดมากเกินกว่าที่เสียใจ
แต่ย่อมปฏิเสธไม่ได้ว่า คราวนี้ “ยุทธศาสตร์การขับเคลื่อนพรรค” มีปัญหา
เป็นไปได้หรือไม่ว่าตัวปัญหาคือการให้ความสำคัญต่อบทบาทของ “ปิยบุตร” น้อยเกินไป

