หน้าแรก การเมือง เลือกตั้งส่อย...

เลือกตั้งส่อยืดเยื้อ เขย่าเชื่อมั่น ‘กกต.’ ประกาศผล-ตั้งรบ.

15.02.26 | 13:14 น.

การเลือกตั้ง ส.ส.วาระทั่วไป เมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ผ่านพ้นไปด้วยชัยชนะอย่างไม่เป็นทางการของพรรคภูมิใจไทย (ภท.) ตามผลการนับคะแนนของสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) นับแล้ว 94% พบว่ามีผู้ออกมาใช้สิทธิเลือกตั้งเพียง 34,434,497 คน จากผู้มีสิทธิ 52,922,923คน คิดเป็น 65.28% แม้ตัวเลขผู้มาใช้สิทธิเลือกตั้งจะดูน้อยสวนทางกับความคึกคักในช่วงหาเสียงเลือกตั้ง

ผลการเลือกตั้งอย่างไม่เป็นทางการ อันดับ 1 พรรค ภท. คว้าที่นั่ง ส.ส. 193 คน แบ่งเป็น ส.ส.เขต 174 คน ส.ส.บัญชีรายชื่อ 19 คน อันดับ 2 พรรประชาชน (ปชน.) จำนวน 118 คน แบ่งเป็น ส.ส.เขต 87 คน ส.ส.บัญชีรายชื่อ 31 คน อันดับ 3 พรรคเพื่อไทย (พท.) 74 คน แบ่งเป็น ส.ส.เขต 58 คน ส.ส.บัญชีรายชื่อ 16 คน อันดับ 4 พรรคกล้าธรรม (กธ.) 58 คน เป็น ส.ส.เขต 56 คน ส.ส.บัญชีรายชื่อ 2 คน อันดับ 5 พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) 22 คน เป็น ส.ส.เขต 10 คน ส.ส.บัญชีรายชื่อ 12 คน ส่วนพรรคอื่นๆ ได้ที่นั่ง ส.ส.ลดหลั่นกันไป ตั้งแต่ 6 เสียง ไปจนถึง 1 เสียง

ผลการเลือกตั้งที่ออกมาเบื้องต้น ชัดเจนว่า พรรค ภท.ที่มีเสียง ส.ส.มาเป็นอันดับ 1 กุมความชอบธรรมต่อการเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลผสม ด้วยจำนวน 193 ส.ส. ที่เป็นตัวตั้ง ย่อมไม่ใช่เรื่องยากต่อการรวมเสียงจัดตั้งรัฐบาลให้ได้อย่างรวดเร็ว มีเสียงสนับสนุนที่มีเสถียรภาพ ต่อการเดินหน้านโยบายให้มีความต่อเนื่อง จนสร้างความเชื่อมั่นต่อภาคธุรกิจสะท้อนผ่านดัชนีการซื้อขายหุ้นในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ที่มีตัวเลขสูงกว่า 1,400 จุด ด้วยมูลค่าการซื้อขายกว่า 1 แสนล้านบาท

ทว่าการการจัดตั้งรัฐบาลภายหลังการเลือกตั้ง อาจมีสัญญาณว่าจะจัดตั้งได้ไม่รวดเร็วตามที่หลายฝ่ายต้องการ เนื่องจากต้องรอผลการรับรองผลการเลือกตั้งอย่างเป็นทางการของ กกต. แบบนับคะแนนครบแล้ว 100% ซึ่งตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ (พ.ร.ป.) ว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส.พ.ศ.2561 มาตรา 127 กำหนดกรอบเวลาไว้ 60 วัน ในการรับรองผลการเลือกตั้ง

แต่กลับมีข้อร้องเรียนผลการนับคะแนนการเลือกตั้ง ในหลายหน่วยเลือกตั้ง กระจายไปหลายจังหวัดทั่วประเทศ จนกลายเป็นความไม่เชื่อมั่นการทำหน้าที่ของ กกต.ต่อการจัดการเลือกตั้งของประชาชนและผู้มีสิทธิเลือกตั้งรวบรวมหลักฐานที่ส่อจะเกิดความไม่โปร่งใส พร้อมกับเรียกร้องให้มีการนับคะแนนใหม่เพื่อให้การเลือกตั้งได้รับการยอมรับ

Advertisement

เริ่่มจาก จ.ปทุมธานี เขตเลือกตั้งที่ 7 ที่มีการนับคะแนนใหม่เกิดขึ้น เนื่องจากรอบแรกมีการทักท้วงว่าการนับคะแนนไม่สามารถสังเกตการนับคะแนนได้ชัดเจน เนื่องจากนับในบริเวณอาคาร เมื่อ กกต.จังหวัด และ กกต.เขตรับทราบก็มีการสั่งให้นับคะแนนใหม่ โดยแต่งตั้งกรรมการซึ่งประกอบไปด้วยนักศึกษาดำเนินการนับคะแนน ซึ่งผลการนับคะแนนทั้ง 2 รอบไม่ทำให้ผลการนับคะแนนเปลี่ยนแปลงไป

ขณะที่ จ.ชลบุรี เขตเลือกตั้งที่ 1 มีมวลชนบางส่วนเข้ามาสังเกตการณ์บริเวณสถานที่ยุบรวมหีบบัตรที่โรงยิมสนามแบดมินตันเทศบาลเมืองชลบุรี ซึ่งมีข้อกังวลทั้งการตัดสายรัดมีการนำกระดาษลงคะแนนไปทิ้งถังขยะ อีกทั้งเมื่อตรวจสอบไฟล์บันทึกภาพจากกล้องวงจรปิดในวันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2569 ซึ่งเป็นวันนับคะแนนของเขตเลือกตั้งที่ 1 ไม่ปรากฏในระบบ จึงมีการเรียกร้องให้มีการนับคะแนนใหม่

โดย กกต.ได้สั่งให้รองเลขาธิการ กกต.เข้าไปตรวจสอบข้อเท็จจริง 2 วัน สอบสวนเจ้าหน้าที่ประจำหน่วยเลือกตั้ง และข้อเท็จจริงต่างๆ ก่อนจะแถลงผลการตรวจสอบว่า จากการตรวจสอบยังไม่ปรากฏเหตุที่ทำให้การเลือกตั้งเป็นไปด้วยความไม่สุจริตเที่ยงธรรม หรือการนับคะแนนเป็นไปโดยไม่ถูกต้องจึงไม่มีเหตุสั่งให้นับคะแนนเลือกตั้งใหม่ตามมาตรา 124 พ.ร.ป.ว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส. และให้ยุติเรื่อง

นอกจากนี้ กกต.ยังได้สรุปข้อเท็จจริงการตรวจสอบข้อร้องเรียนการนับคะแนน และลงคะแนนเสียงเลือกตั้งในอีกหลายจังหวัด พร้อมกับมีมติให้ลงคะแนนใหม่ หน่วยเลือกตั้งที่ 9 เขตเลือกตั้งที่ 15 (เขตคันนายาว) กรุงเทพฯ ทั้ง ส.ส.แบบแบ่งเขต, แบบบัญชีรายชื่อและการออกเสียงประชามติ หน่วยเลือกตั้งที่ 3 เขตเลือกตั้งที่ 1 อ.เมือง จ.น่าน เฉพาะคะแนน ส.ส.แบบแบ่งเขต หน่วยเลือกตั้งที่ 4 เขตเลือกตั้งที่ 6 อ.ไชยวาน จ.อุดรธานี เฉพาะคะแนน ส.ส.บัญชีรายชื่อ พร้อมกันในวันอาทิตย์ที่ 22 กุมภาพันธ์นี้

ขณะที่ยังมีประเด็นเรื่องบัตรเลือกตั้ง ส.ส. ที่มีการพิมพ์บาร์โค้ดลงบนบัตรเลือกตั้งทุกใบ ซึ่ง กกต.ชี้แจงว่า เป็นมาตรการรักษาความปลอดภัย ทำให้สามารถรู้ล็อตในการจัดพิมพ์ เป็นข้อมูลที่ไปที่มาว่า พิมพ์เมื่อไหร่ อย่างไร แจกจ่ายไปเขตไหน แต่มีข้อกังวลของผู้มีสิทธิเลือกตั้งว่า หากสแกนบาร์โค้ดแล้ว หมายเลขบัตรลงคะแนน เชื่อมโยงกับหมายเลขบนต้นขั้ว ที่มีการลงชื่อผู้ลงคะแนนอยู่ด้วย ถ้าเป็นแบบนี้อาจเป็นปัญหาขัดต่อมาตรา 85 ของรัฐธรรมนูญ ที่กำหนดว่า ให้การเลือกตั้ง ส.ส.เป็นการออกเสียงลงคะแนนโดยตรงและลับ

สุ่มเสี่ยงต่อการถูกยื่นคำร้องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าจะทำให้การเลือกตั้งโมฆะ ซ้ำรอยเหมือนคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ที่ชี้ว่าการเลือกตั้งเมื่อวันที่ 2 เมษายน 2549 เป็นโมฆะ เนื่องจากการที่มีหน่วยเลือกตั้ง หันหน้า หันหลังผิดทาง ทำให้การจัดคูหาบางแห่ง ไม่สามารถรักษาความลับของผู้ลงคะแนนได้ จึงไม่เป็นไปตามหลักการลงคะแนนโดยตรงและลับตามรัฐธรรมนูญ

จากนี้จนถึงครบ 60 วัน ในวันที่ 9 เมษายน ตามกฎหมายที่ กกต.จะรับรองผลการเลือกตั้งให้ได้ไม่น้อยกว่าร้อยละ 95 หรือจำนวน 475 คน ให้สามารถดำเนินการเปิดประชุมสภาผู้แทนราษฎรครั้งแรก ภายใน 15 วันเพื่อให้มีการเลือกประธานสภาผู้แทนราษฎร และเรียกประชุมสภา เพื่อโหวตเลือกนายกรัฐมนตรี คนที่ 33 เข้ามาจัดตั้งคณะรัฐมนตรี (ครม.) บริหารประเทศ ตามความคาดหวังของผู้มีสิทธิเลือกตั้ง และทุกภาคส่วนที่หวังจะได้รัฐบาลที่มีอำนาจเต็มเข้ามาบริหารประเทศโดยเร็ว

แต่ต้องติดตามว่าระหว่างนี้จะมีข้อพิรุธเพิ่มเติมเข้ามาเกี่ยวข้อง จนส่งผลให้การรับรองผลการเลือกตั้งล่าช้าออกไป หรือถึงขั้นเลวร้ายที่สุดทำให้การเลือกตั้งเป็นอันต้องโมฆะ ย่อมส่งผลการเมืองและประเทศอยู่ในสภาวะสุญญากาศอีกครั้ง

ยิ่งมีสัญญาณการเคลื่อนไหวการตรวจสอบการเลือกตั้ง ทั้งจากกลุ่มนิสิต นักศึกษาจากหลายสถาบัน ภาคประชาสังคม รวมทั้งประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้ง ที่ต้องการให้กระบวนการเลือกตั้ง มีกระบวนการที่ชอบธรรม สุจริตโปร่งใส ตามกฎหมาย เพื่อให้เกิดการยอมรับจากทุกฝ่ายไม่ว่าผลการเลือกตั้งที่ออกมา ซึ่งจะต้องมีทั้ง “ผู้แพ้” และ “ผู้ชนะ”

หากกระบวนการจัดการเลือกตั้งที่รับผิดชอบโดยกรรมการกลาง อย่าง “กกต.” เป็นไปด้วยความสุจริต เที่ยงธรรม และชอบด้วยกฎหมาย ตามสโลแกนของ กกต. ซึ่งต้องพิสูจน์ผ่านการดำเนินงานสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชน ย่อมจะช่วยลดอุณหภูมิร้อนทางการเมือง ทำให้ประเทศเดินหน้าได้ตามผลการเลือกตั้ง ตามระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข