ชี้ทางแก้คอร์รัปชั่นไทย
สร้างมาตรฐาน’โปร่งใส’
หมายเหตุ – ความเห็นนักวิชาการกรณีองค์กรความโปร่งใสนานาชาติ (Transparency International) หรือ TI เผยแพร่ผลสำรวจดัชนีการรับรู้การทุจริตหรือคอร์รัปชั่น (CPI) จำปี 2568 พบว่า ประเทศไทยได้เพียง 33 คะแนน จาก 100 คะแนน ลดลงไป 1 คะแนน จากปี 2567 ตกอยู่อันดับที่ 116 จากทั้งหมด 182 ประเทศและเขตปกครองทั่วโลก โดยไทยอยู่ในอันดับที่ 7 ของประเทศอาเซียน ตามหลังสิงคโปร์ บรูไน มาเลเซีย เวียดนาม อินโดนีเซีย และ สปป.ลาว
ปิยณัฐ สร้อยคำ
ผู้ช่วยอธิการบดี มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี
กรณีองค์กรความโปร่งใสนานาชาติ หรือ Transparency International (TI) เปิดเผยผลสำรวจดัชนีการรับรู้การทุจริต (Corruption Perceptions Index : CPI) ประจำปี 2568 โดยประเทศไทยได้ 33 คะแนน ลดลงจากปี 2567 และอันดับตกลงไปอยู่ที่ 116 ของโลกนั้น
ผลคะแนนที่ลดลงสะท้อนประเด็นสำคัญหลายมิติ ประการแรก คือ ธรรมาภิบาลในการทำงานของภาครัฐและภาคส่วนต่างๆ ของประเทศ ที่ยังขาดประสิทธิภาพ แม้จะมีกลไกการบริหารความเสี่ยง มีระบบประเมินคุณธรรมและความโปร่งใส รวมถึงมีคณะกรรมการธรรมาภิบาลในหลายหน่วยงาน แต่ในทางปฏิบัติกลับพบว่ากลไกเหล่านี้ยังไม่ถูกขับเคลื่อนอย่างจริงจัง กลายเป็นเพียงกระบวนการจัดเตรียมเอกสารเพื่อรอการประเมิน มากกว่าจะเป็นการปรับปรุงระบบการทำงานอย่างแท้จริง
ประการที่สอง สะท้อนโครงสร้างทางสังคมที่อาจยังยึดโยงกับความสัมพันธ์ส่วนบุคคล ระบบอุปถัมภ์ หรือการใช้ดุลพินิจที่ไม่เป็นมาตรฐานเดียวกัน หากกระบวนการตัดสินใจไม่อิงระบบที่ชัดเจน แต่ขึ้นอยู่กับความใกล้ชิดหรือเครือข่ายส่วนตัว ย่อมบั่นทอนความเสมอภาคและความเป็นธรรมในสังคม ส่งผลโดยตรงต่อคุณภาพชีวิตของประชาชน โดยเฉพาะในการเข้าถึงบริการสาธารณะ ซึ่งควรเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานที่ได้รับอย่างเท่าเทียม
นอกจากนี้ คะแนน CPI ยังสะท้อนถึงระดับความเชื่อมั่นของประชาคมโลกต่อประเทศไทย ทั้งในมิติทางเศรษฐกิจ สังคม และการเมือง เพราะดัชนีดังกล่าวถูกใช้เป็นข้อมูลประกอบการตัดสินใจของนักลงทุนและองค์กรระหว่างประเทศ หากประเทศใดถูกมองว่ามีความเสี่ยงด้านคอร์รัปชั่นสูง ย่อมส่งผลต่อภาพลักษณ์โดยตรง การค้าการลงทุนอาจชะลอตัว นักลงทุนอาจกังวลเรื่องต้นทุนแฝง ความไม่แน่นอนของกฎเกณฑ์ และความต่อเนื่องของนโยบาย ซึ่งล้วนเป็นปัจจัยสำคัญในการตัดสินใจดำเนินธุรกิจ
อีกทั้งผลกระทบไม่ได้จำกัดอยู่เพียงเวทีระหว่างประเทศ แต่ยังสะเทือนถึงความเชื่อมั่นของคนในประเทศเอง ประชาชนอาจตั้งคำถามต่อการทำงานของทั้งภาครัฐและภาคเอกชน เกิดความรู้สึกไม่ไว้วางใจในกระบวนการจัดสรรทรัพยากรหรือการให้บริการสาธารณะ หากความโปร่งใสไม่เกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม ความร่วมมือจากภาคประชาชนก็จะลดลงตามไปด้วย
สำหรับแนวทางแก้ปัญหาคอร์รัปชั่น ไม่ใช่ภารกิจของนักการเมืองหรือรัฐบาลเพียงฝ่ายเดียว แต่เป็นโจทย์ร่วมของทุกหน่วยงาน ทุกองค์กร และทุกระดับในสังคม แม้ประเทศไทยจะมีกลไกและความตั้งใจที่ดี แต่หัวใจสำคัญ คือ การทำให้ “ระบบ” กลายเป็นเรื่องปกติในทางปฏิบัติ ต้องกำหนดขั้นตอนการทำงานให้ชัดเจน สื่อสารให้ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียรับทราบ และดำเนินการตามกระบวนการอย่างเคร่งครัดโดยไม่เลือกปฏิบัติ
เหนือสิ่งอื่นใด การสร้างวัฒนธรรมองค์กรที่ยึดมั่นในความโปร่งใสและความรับผิดชอบต้องเกิดขึ้นอย่างเสมอภาคในทุกภาคส่วน ไม่ใช่เพียงหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่ง หากทุกองค์ประกอบของสังคมมี “mindset” ที่เห็นว่าการทำงานตามระบบอย่างโปร่งใส คือ มาตรฐานปกติ ไม่ใช่ข้อยกเว้น สถานการณ์คอร์รัปชั่นของประเทศก็มีโอกาสปรับตัวดีขึ้นได้อย่างยั่งยืนในระยะยาว
ณรงค์ ตนานุวัฒน์
ประธานกิตติมศักดิ์หอการค้าเชียงใหม่ และประธานสมาคมธุรกิจดิจิทัลภาคเหนือ
เรื่องนี้สะท้อนเรื่องการบริหารจัดการของทั้งประเทศ ทั้งความไม่โปร่งใสและทุจริตคอร์รัปชั่นที่เป็นระบบซัพพลายเชน ทั้งในส่วนของเอกชนและหน่วยงานภาครัฐของประเทศ โดย TI เน้นไปที่การเมือง การปกครอง ว่ามีความไม่โปร่งใสแบบต่ำเตี้ยเรี่ยดิน ซึ่งไม่เป็นผลดีต่อประเทศไทยเลย เพราะเมื่อไม่มีความโปร่งใสก็ขาดความเชื่อมั่น ส่งผลให้การเข้ามาลงทุนน้อยลง ไม่มีความน่าเชื่อถือก็ไม่มีคนมาลงทุน เพราะนอกจากนักลงทุนภายในประเทศแล้ว ประเทศไทยต้องอาศัยเงินลงทุนเข้ามาจากต่างประเทศด้วย
สิ่งสำคัญมาก คือ นักธุรกิจต้องการประเทศที่มีเสถียรภาพ มีความมั่นคง ไม่มีความเสี่ยง เพราะความสะดวก ปลอดภัย และโปร่งใส เป็นสิ่งที่ต้องเรียงกันมา อันนี้คือความสำคัญมากที่สุด หากมีความโปร่งใสมาแล้วไม่มีปัญหาแสดงว่าประเทศนี้เขาก็จะมา แต่หากไม่ดี ผลกระทบก็โดนโดยตรง ใครจะอยากคบ ในเมื่อไม่โปร่งใส มาแล้วเจอทุจริต คอร์รัปชั่น ไม่ตรงไปตรงมา ใครจะกล้าเอาเงินเข้ามาลงทุน
การแก้ไขปัญหา ยากนะ เพราะอยู่ที่จิตสำนึกของคน หากไม่มีคนดี ไม่ละอายต่อบาป คนพวกนี้ก็จะพยายามหลีกเลี่ยง เบี่ยงประเด็น ทำไม่ดีได้ หากยึดมั่นในสองเรื่อง คือ ต้องมีความเชื่อและศรัทธาก็จะชนะใจตัวเองว่าจะไม่ทำไม่ดี และต้องมีความกลัว นั่นคือ โทษที่จะได้รับต้องหนัก ประเทศไทยมีกฎหมายแก้โกงจำนวนมาก แต่กฎหมายไปไม่ถึงเลยเกิดการโกง
แต่การวัดของ TI วัดผิดหรือเปล่า ก็คิดได้หมดนะ มีอคติหรือไม่ เจอความผิดเดียวแล้วเหมารวมทั้งหมดหรือเปล่า หากไปดูบางประเทศเขาก็โกงกันหนักมากนะ แต่คะแนนสูงกว่าประเทศไทยก็มีให้เห็น จึงอยากบอกว่า เสามุมหนึ่ง หากเห็นกันคนด้าน ก็มองไปกันคนละมุม เขาเห็นเราเพียงมุมเดียวหรือเปล่า ในเมื่อเสามีหลายมุม TI ก็ต้องมีใจเป็นธรรมด้วย
การจะแก้ไขปัญหาการทุจริตคอร์รัปชั่นในประเทศ ทุกฝ่ายต้องช่วยกันแก้ ที่สำคัญคือ ผู้นำประเทศต้องนำให้ถูกทางถูกต้อง ต้องร่วมกันสร้างให้เกิดศรัทธาและมีความเชื่อว่า หากทำไม่ดีจะได้รับผลร้ายเกิดขึ้น นั่นคือ มีเหตุก็ต้องมีผล คนต้องเชื่อในบุญ บาป และกรรม และมีบทลงโทษ คนจะได้ไม่กล้าทำผิด ไม่อย่างนั้น อายเขา ไม่ว่าจะเรื่องอะไรก็ตาม
อดิศร เนาวนนท์
นักวิชาการมหาวิทยาลัยราชภัฏนครราชสีมา
เรื่องที่เกิดขึ้นมีผลกระทบอย่างแน่นอนเนื่องจาก TI เป็นองค์กรจัดอันดับที่ได้รับความเชื่อถือในระดับสากล โดยเฉพาะต่อภาพลักษณ์ในการตัดสินใจเข้ามาลงทุนของนานาชาติ เนื่องจากปัจจัยหนึ่งที่ถูกนำมาสำรวจคือ เรื่องของการเรียกรับผลประโยชน์หรือเบี้ยรายทางจากภาคเอกชนที่เข้ามาติดต่อธุรกิจขนาดใหญ่ในประเทศไทย ซึ่งเป็นดัชนีตัวชี้วัดสำคัญในหลักเกณฑ์การให้คะแนน
สิ่งที่จะกระทบตามมา คือ ความเชื่อมั่นต่อรัฐบาล ที่ปัจจุบันถือว่าต่ำเตี้ยเรี่ยดินและมีแนวโน้มหนักข้อขึ้นเรื่อยๆ หากมองในรูปแบบของรัฐบาลชุดปัจจุบัน เห็นว่าเป็นเพียงผู้เล่นหน้าเดิมที่เพียงเปลี่ยนค่ายเปลี่ยนพรรค แต่ตัวรัฐมนตรียังเป็นชุดเดิม ส่งผลให้นักลงทุนต่างชาติเริ่มหนีการลงทุนไปสู่ประเทศอื่น ซึ่งเกิดขึ้นเป็นจำนวนมากแล้ว ดังนั้น หากรัฐบาลชุดนี้ไม่มีความจริงใจในการแก้ไขปัญหา ขอเสนอให้ปรับเปลี่ยนแนวทางด้วยการดึงนักเทคโนแครต (Technocrat) หรือผู้เชี่ยวชาญจากภาคเอกชน และที่ปรึกษาที่เป็นนักลงทุนหรือผู้ประกอบการที่มีความน่าเชื่อถือจากต่างประเทศเข้ามาช่วยให้คำปรึกษาและทำให้เห็นกระบวนการบริหารที่ชัดเจน โดยรัฐบาลต้องกล้าก้าวข้ามเรื่องโควต้าทางการเมือง
หากเป็นไปได้ในรัฐมนตรี 35 คน ควรมีนักเทคโนแครตที่มีฝีมือ มีความใสสะอาดเป็นที่ยอมรับทั้งในและต่างประเทศเข้ามาทำหน้าที่อย่างน้อย 10-12 คน หรือประมาณ 1 ใน 3 ของคณะรัฐมนตรี ซึ่งบุคคลเหล่านี้ในประเทศไทยเรามีอยู่แล้ว หากรัฐบาลมองว่าเป็นวาระแห่งชาติ นอกจากนี้ต้องมีกลไกการเปิดเผยข้อมูลที่โปร่งใสซึ่งจะเป็นส่วนสำคัญในการช่วยลดปัญหาคอร์รัปชั่น
แต่หากรัฐบาลยังคงรูปแบบเดิมที่เน้นโควต้ารัฐมนตรีจากพรรคการเมืองเป็นหลัก จะไม่สามารถสร้างความเชื่อมั่นใดๆ ให้นักลงทุนหรือแม้กระทั่งคนไทยเองได้ เพราะประเทศไทยไม่สามารถอยู่แบบโดดเดี่ยวได้อีกต่อไป จึงจำเป็นต้องคำนึงถึงมาตรฐานสากลและยกเรื่องการแก้ไขคอร์รัปชั่น เป็นเรื่องหลักในการสร้างความเชื่อมั่น
ให้กลับคืนมา
หัสดิน สุวัฒนะพงศ์เชฏ
รองเลขาธิการสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย
โดยปกติแล้วการพิจารณาคะแนนเหล่านี้ต้องมีการเปรียบเทียบให้เห็นภาพชัดเจน หากย้อนกลับไปดูในแต่ละยุคสมัย ตั้งแต่รัฐบาลของนายทักษิณ ชินวัตร ต่อเนื่องมาจนถึงนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ, น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร, พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา, นายเศรษฐา ทวีสิน, น.ส.แพทองธาร ชินวัตร จนถึงรัฐบาลปัจจุบัน คะแนนความโปร่งใสของไทยมีแนวโน้มแย่ลงตามลำดับ เป็นเครื่องสะท้อนว่าการรณรงค์ต่อต้านคอร์รัปชั่นที่ผ่านมายังไม่ประสบผลสำเร็จ และที่น่าเป็นห่วงที่สุด คือ ปัจจุบันคอร์รัปชั่นได้กลายเป็นเรื่องปกติในสังคมไทยไปแล้ว ตั้งแต่ในระดับพื้นฐานอย่างการเลือกตั้งที่มีการซื้อสิทธิขายเสียง ซึ่งมักจะถูกบิดเบือนคำพูดว่าเป็นการให้ค่ารถเพื่อออกมาใช้สิทธิ แต่ในความเป็นจริง คือการซื้อเสียง รวมถึงในระบบราชการที่ยังต้องมีการให้เงินเพื่อเป็น “น้ำมันหล่อลื่น” ให้กระบวนการทำงานเดินหน้าไปได้ หรือแม้กระทั่งการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐที่มีงบประมาณรั่วไหลมหาศาล
ประเมินว่าหากงบประมาณรั่วไหลประมาณร้อยละ 25-30 ของงบประมาณรวมในแต่ละปี จะคิดเป็นตัวเงินจำนวนมหาศาลที่สูญหายไป แทนที่จะได้นำเงินเหล่านี้มาใช้พัฒนาประเทศได้อย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วย เช่น งบประมาณหนึ่งแสนล้านบาท แต่อาจถูกนำไปใช้จริงได้เพียงเจ็ดหมื่นล้านบาท ส่วนที่เหลืออีกสามหมื่นล้านบาทต้องสูญเสียไปกับการทุจริตอย่างน่าเสียดาย
ผลกระทบที่ชัดเจนที่สุดจากคะแนนความโปร่งใสที่ลดลง คือ การบั่นทอนความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่างชาติ เนื่องจากนักลงทุนมองว่าประเทศไทยมีต้นทุนแฝงที่สูงเกินไป ตัวอย่างเช่น หากนักลงทุนตั้งใจจะนำเงินเข้ามาลงทุนหนึ่งพันล้านบาท เชื่อว่าเขาอาจจะต้องเตรียมงบประมาณสำรองไว้อีกหลายสิบล้านบาท หรืออาจถึงร้อยล้านบาท เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายนอกระบบที่มองไม่เห็น ซึ่งต้นทุนเหล่านี้ไม่สามารถลงบัญชีหรือเปิดเผยได้อย่างเป็นทางการ ทำให้ภาพลักษณ์ของไทยในเรื่องความง่ายในการทำธุรกิจ (Ease of Doing Business) เสียหายอย่างหนัก หากประเทศไทยยังติดหล่มอยู่กับปัญหาเดิมๆ เช่น การขออนุญาตที่ล่าช้าหากไม่มีการให้ค่าตอบแทนพิเศษ จะทำให้นักลงทุนหันไปหาประเทศอื่นที่มีความโปร่งใสมากกว่า จึงเห็นว่าทางออกสำคัญที่รัฐบาลต้องเร่งทำ คือ การใช้มาตรการ “กิโยตีนกฎหมาย” หรือการตัดลดกฎหมายและระเบียบที่ซ้ำซ้อนและไม่มีความจำเป็นออกไป เพราะปัจจุบันประเทศไทยมีกฎหมายมากกว่าหนึ่งแสนฉบับ ซึ่งกฎหมายที่มากเกินไปกลับกลายเป็นช่องว่างให้เจ้าหน้าที่ใช้ดุลพินิจในการแสวงหาผลประโยชน์ ตนอยากให้รัฐบาลดูตัวอย่างจากประเทศเกาหลีใต้หรือเวียดนามที่สามารถพัฒนาประเทศได้อย่างรวดเร็ว ส่วนหนึ่งเป็นเพราะเขาสามารถลดปริมาณกฎหมายและทำให้การทำธุรกิจมีความคล่องตัวและโปร่งใสมากขึ้น
ในสภาวะที่รัฐบาลมีความเข้มแข็งและมีฐานเสียงสนับสนุนจำนวนมาก เช่นในกรณีที่พรรคภูมิใจไทยอาจมีเสียงสนับสนุนเกือบ 200 เสียง หากผ่านการรับรองจาก กกต. มองว่าเป็นโอกาสอันดีที่รัฐบาลจะแสดงความจริงจังในการประกาศให้การปราบปรามคอร์รัปชั่นเป็นวาระแห่งชาติ เพื่อลบภาพจำและข้อครหาต่างๆ ที่เคยมีมาในอดีต เพราะหากรัฐบาลทำได้จริงจะช่วยสร้างภาพลักษณ์ใหม่ที่น่าเชื่อถือให้กับประเทศ
กังวลว่าสังคมไทยกำลังป่วยจากการยอมรับพฤติกรรมการโกง ตั้งแต่ระดับเยาวชนไปจนถึงผู้ใหญ่ในบ้านเมืองที่ต้องยอมรับความจริงก่อนว่าปัญหาทุจริตมีอยู่จริง มองว่าผู้นำในสังคมไม่ควรออกมาปฏิเสธปัญหาหรือปกป้องความผิดพลาดเพียงเพื่อรักษาภาพลักษณ์ เช่น กรณีที่มีข้อสงสัยเรื่องความโปร่งใสในการเลือกตั้ง แทนที่จะออกมาแก้ ตัวแทนหน่วยงาน ผู้นำควรจะยอมรับว่ามีจุดบกพร่องและประกาศพร้อมจะแก้ไขให้การเลือกตั้งหรือการทำงานในอนาคตมีความโปร่งใสและเป็นที่ยอมรับของ
ทุกฝ่าย
หากผู้ใหญ่ในสังคมไม่เริ่มจากการยอมรับความจริงและการสร้างความเป็นธรรมให้เกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม การจะไปปลูกฝังให้คนรุ่นใหม่เกลียดการทุจริตย่อมเป็นไปได้ยาก และคะแนนความโปร่งใสของประเทศก็คงจะไม่มีวันดีขึ้นได้ในอนาคต

