“ชีวิตมันก็เหมือนกันแหละครับ ฆ่ามดทำไมไม่เห็นคิดว่าบาป แค่คิดว่าเป็นสัตว์ธรรมดาก็ฆ่ามันได้คนก็เหมือนมดแหละครับ”
หากประโยคข้างต้นนี้มาจากนักเขียนผู้เข้าใจโลก พระสงฆ์ผู้มีชื่อเสียง หรือนักสร้างคำคมสักคนบนโลกโซเชียล ก็คงจะเป็นข้อคิดสัจธรรมให้เราได้ตระหนักรู้ถึงคุณค่าของชีวิตว่าแม้มดปลวกหรือมนุษย์ก็คือหนึ่งชีวิตที่เท่าเทียมกัน
เพียงแต่เมื่อผู้พูดประโยคนี้คือ “อาชญากร” วัยรุ่นผู้ฆ่าคนมาแล้วไม่ต่ำกว่า 3 ศพ ก่อคดีฆ่าชิงทรัพย์มาตั้งแต่อายุ 14 ปี ซ้ำในขณะก่อคดีล่าสุดเมื่ออายุ 17 ปีนั้นเขาก็อยู่ระหว่างการปล่อยตัวชั่วคราวในคดีฆ่าชิงทรัพย์อีกคดีหนึ่งซึ่งได้ก่อขึ้นก่อนหน้าไม่ถึงครึ่งปี มันจึงกลายเป็นประโยคที่ทำให้เราได้ฟังแล้วสยองเยือกไปถึงจุดที่ลึกที่สุดของหัวใจ
ทำให้ผู้คนที่ติดตามข่าวออกมาเรียกร้องให้ลงโทษที่หนักที่สุดเท่าที่กระบวนยุติธรรมจะพึงกระทำได้ คือการประหารชีวิตเสียให้ตายตกไปตามกัน หากติดอยู่กับข้อจำกัดทางกฎหมายว่าผู้กระทำความผิดนั้นถือเป็น “เยาวชน” ที่ตามหลักกฎหมายทั้งไทยและสากล การลงโทษถึงประหารชีวิตต่อเยาวชนนั้นจะกระทำไม่ได้ เว้นแต่จะอาศัยข้อยกเว้นทางกฎหมายที่หากพิจารณาถึงความอุกอาจร้ายแรงแห่งพฤติกรรมของจำเลยแล้ว ก็สามารถงดเว้นหลักการคุ้มครองเยาวชนข้างต้นได้ ซึ่งผู้คนก็มีความเห็นเป็นฉันทามติเรียกร้องให้นำ “ข้อยกเว้น” ดังกล่าวมาใช้กับคดีนี้โดยไม่ต้องลังเล
ในนาทีนี้นักสิทธิมนุษยชนคนใดออกมาแสดงทรรศนะตามหลักการ ก็ไม่ต่างจากการเอาเรือบดลำน้อยไปขวางคลื่นสึนามิ ที่ต้องแบ่งรับเอาความโกรธแค้นของสาธารณะไปด้วยร่วมกับจำเลย
ถ้าเราพยายามทำความเข้าใจ “กระแสสังคม” บ้าง ก็ต้องยอมรับว่าเรื่องนี้นั้นแตกต่างจากกรณีการเรียกร้องโทษประหารอย่างพร่ำเพรื่อฟูมฟายในหลายครั้งที่ผ่านมา เนื่องจากพฤติกรรมของผู้ก่อเหตุในครั้งนี้ค่อนข้างชัดเจนว่า ด้วยวิธีคิดอันสะท้อนตรรกะที่เหี้ยมโหด ประกอบพฤติการณ์ที่ผ่านมา และ “กระบวนยุติธรรมทางอาญา” ที่เป็นอยู่ เขาคือระเบิดเวลาหรืออาวุธสังหารแบบสุ่มที่มีชีวิตอยู่ ผู้อาจจะออกมาเดินปะปนอยู่ในสังคมเดียวกับเราได้ในอีกไม่นานแม้จะผ่านกระบวนการลงโทษตามกฎหมายที่ควรจะเป็นแล้วก็ตาม
ความโกรธแค้นเกลียดชังของสังคมในครั้งนี้จึงเกิดจากความกลัวว่า หากรักษา “สิทธิมนุษยชน” ของอาชญากรลักษณะนี้ไว้ “ราคา” ของการรักษาหลักการอาจจะเป็นชีวิตของ “มนุษย์” คนอื่นที่อาจจะเป็นตัวเราเองหรือคนที่เรารักก็ได้
จึงถือว่าเป็นโจทย์ยากอีกครั้งสำหรับฝ่ายที่ไม่เห็นด้วยกับโทษประหารและเคารพในสิทธิมนุษยชน เมื่อต้องเผชิญหน้ากับคำถามพื้นฐานที่ว่า “ฆาตกรมีสิทธิมนุษยชน แล้วสิทธิของเหยื่อหรือผู้เสียหายมีหรือเปล่า”
เราจะทำอย่างไรกับอาชญากรที่มีความเป็นไปได้สูงว่าพร้อมที่ก่อเหตุซ้ำได้เสมอหากได้โอกาสกลับมาสู่สังคม หรือกล่าวให้ชัดกว่านั้นคือ “เรามีสิทธิจะ “ฆ่า” คนที่เคยฆ่า และเป็นไปได้สูงว่าเขาจะฆ่าคนอื่นต่อไปเพื่อความปลอดภัยของส่วนรวมได้หรือไม่”
หากเราตัดเรื่องการลงโทษเพื่อแก้แค้นแทนผู้เสียหายหรือสาธารณชนออกไป มาพิจารณากันด้วยแนวคิดแบบอรรถประโยชน์นิยมแบบซื่อๆ ที่มองว่าประโยชน์ส่วนรวมของคนส่วนใหญ่นั้นเป็นสิ่งที่ต้องรักษาไว้มาใช้ชั่งวัดในเรื่องนี้ ก็คงมีคำตอบที่ฝ่ายเรียกร้องให้ “ประหารชีวิต” พอใจได้ เมื่อ “ชีวิตหนึ่ง” มีคุณค่า “หลายชีวิต” ก็ย่อมมีคุณค่ามากกว่า สังคมที่ประกอบด้วยคนจำนวนมาก ที่สันนิษฐานว่าส่วนใหญ่เป็นสุจริตชนนั้น ก็น่าจะมี “สิทธิ” ได้รับความปลอดภัยในชีวิตว่าจะไม่มีบุคคลที่พร้อมที่จะฆ่าผู้คนได้เหมือนมดปลวกนั้นมาใช้ชีวิตอยู่ร่วมในสังคมเดียวกัน
เช่นนี้การ “ยุติ” ชีวิตหนึ่งเพื่อความปลอดภัยของอีกหลายชีวิตนั้นก็คุ้มค่า เป็นเหตุผลที่น่าจะยอมรับได้
แต่การพิจารณาแบบหนึ่งชีวิตแลกความปลอดภัยส่วนรวมนี้ก็มีข้อโต้แย้งในทางศีลธรรมอยู่เช่นกันว่า รัฐหรือคนส่วนใหญ่มีความชอบธรรมอย่างไรในการปลิดชีวิตของคนคนหนึ่งที่ถูกตัดสินว่าเป็นภัยของสังคม เช่นนี้แล้วสังคมที่ตัดสินใจฆ่าคนได้เพื่อตอบสนองประโยชน์ของสังคมนั้น จะแตกต่างอย่างไรกับตัวฆาตกรที่ฆ่าคนอื่นเพื่อประโยชน์ของตนเอง
หากฆาตกรในเรื่องนี้กล่าวว่าเขาฆ่าเหยื่อเหมือนฆ่ามดบี้ปลวก สังคมจึงเห็นว่าเขาเป็น “บุคคลชำรุด” จึงกำจัดทิ้ง เช่นนี้วิธีจัดการของสังคมก็ไม่ได้แตกต่างจากตัวฆาตกรที่ถูกตัดสินให้ประหารเท่าไร คือเห็นว่าชีวิตมนุษย์นั้นไม่ต่างจากสัตว์ร้ายหรือวัตถุอันตรายที่พึงกำจัดหรือทำลายลงได้หากประสงค์ เพียงแต่การ “ฆ่าคน” ในนามของรัฐนั้นอาศัยอำนาจตามกฎหมาย ดูแล้วเหมือนว่าจะมีความชอบธรรม “กว่า” เพราะถือว่าเป็นการกระทำแทนโดยเจ้าหน้าที่บ้านเมือง ด้วยอำนาจร่วมกันของประชาคมที่มารวมตัวกันเป็นรัฐ
เช่นนี้แล้วทางสายกลางของเรื่องนี้จะอยู่ตรงไหน โดยหลักแล้ว การลงโทษทางอาญานั้นมีวัตถุประสงค์สี่ประการ ได้แก่ การแก้แค้นทดแทน การข่มขู่ป้องกันการกระทำอันเป็นการละเมิดต่อสังคม การตัดผู้กระทำความผิดออกจากสังคม และการแก้ไขพฤติกรรมของผู้กระทำความผิด
หลักการแก้แค้นทดแทนนั้นอาจจะช่วยลดความรู้สึกของผู้เสียหายหรือสังคมลงไปได้บ้างว่ารัฐได้ช่วยจัดการกับอาชญากรให้แล้วด้วยกบิลเมือง ไม่จำต้องไปแก้แค้นหรือชำระความกันเอง แต่ก็ไม่มีประโยชน์อะไรไปมากกว่านั้น ตรงกันข้าม หากเราลงโทษด้วยวัตถุประสงค์เพื่อแก้แค้นให้สาสมเพื่อสังคมจะสบายใจแล้ว เท่ากับเรากำลังป้อนอาหารเลี้ยงความรุนแรงทางอ้อมให้แก่สังคมในนามของอำนาจรัฐ เพื่อผู้คนได้สบายใจยินดีที่ได้เห็นความวิบัติฉิบหายตายตกตามกันของผู้ที่เป็น “ส่วนเกิน” ซึ่งไม่มีประโยชน์อะไรในการป้องกันอาชญากรรมหรือสร้างความปลอดภัยให้สังคม นอกจากจะเป็นการตอบสนองเชิงอารมณ์เป็นรายครั้งรายคราวไปเท่านั้นเอง
ในสังคมที่ความคิดเรื่องสิทธิมนุษยชนพัฒนาไปไกล เขาก็ข้ามพ้นแนวคิดของการลงโทษเพื่อการแก้แค้นแทนสังคมไปได้นานแล้ว ข้ามไปจนถึงขนาดยอมรับว่าการเกิดขึ้นของอาชญากรสักรายเป็นผลิตผลร่วมกันของสังคมที่บกพร่อง อาชญากรเป็นเหมือนคนป่วยไข้ที่ทุกคนจะต้องร่วมกันรับผิดชอบด้วยการรักษาพวกเขาผ่านกลไกการลงโทษเชิงแก้ไขเยียวยาของรัฐ
ส่วนการลงโทษรุนแรงเพื่อการข่มขู่นั้นก็ไม่ได้ผลในเชิงป้องปรามกำราบผู้กระทำความผิดโดยชั่ววูบที่ไม่ได้คิดไตร่ตรองถึงโทษทัณฑ์ใดๆ ตามกฎหมาย หรืออาชญากรมืออาชีพที่มีการวางแผนหรือผู้มีอิทธิพลที่แน่ใจว่าตัวเองจะพ้นจากเงื้อมมือของกฎหมายด้วย เพราะกรณีหลังนี้เขาเชื่อว่าต่อให้กฎหมายมีโทษรุนแรงเพียงใดก็ไม่อาจเอาผิดพวกเขาได้ หรือในกรณีเยาวชนหรือผู้มีปัญหาทางจิตนั้น โดยหลักการเราถือว่าการตัดสินใจกระทำความผิดของพวกเขานั้นมาจากเจตนาที่บกพร่องมาตั้งแต่ต้น ได้แก่ การขาดความยับยั้งชั่งใจตามวัยวุฒิ หรือความผิดปกติในการแยกแยะความรู้สึกผิดชอบชั่วดี ในทาง “ทฤษฎี” จึงถือว่าจะลงโทษต่อเขาเต็มระวางอย่างคนทั่วไปที่รู้คิดชั่งน้ำหนักเหตุและผลแห่งการกระทำไม่ได้
เช่นนี้แล้ว ปรัชญาการลงโทษที่กักกันผู้ที่ก่ออันตรายให้ผู้อื่นนั้นพ้นไกลจากสังคมไว้ในระยะเวลาที่นานเพียงพอ พร้อมกับการกล่อมเกลาแก้ไขให้เขาเป็นบุคคลปกติที่จะไม่ออกมาก่ออันตรายต่อผู้อื่นได้อีก รวมถึงการติดตามตรวจสอบเพื่อป้องกันการกระทำความผิดซ้ำเมื่อพ้นโทษออกมา จึงเป็น “ทางสายกลาง” ในอุดมคติที่รักษาคุณค่าของชีวิตตามหลักการของสิทธิมนุษยชนไว้อย่างได้ดุลยกับประโยชน์สาธารณะอันได้แก่ความปลอดภัยของส่วนรวม ที่น่าจะยอมรับได้ทั้งสองฝ่าย
แต่ก็อย่างที่เราทุกคนทราบตรงกันนั่นแหละว่า ความจริงที่เป็นอยู่ของประเทศเรานั้นไม่สามารถไปสู่จุดที่บรรลุวัตถุประสงค์ทั้งสองประการนี้ได้เลย กระบวนการลงโทษลงทัณฑ์ของเราไม่สามารถกล่อมเกลาอาชญากรให้กลับเนื้อกลับตัวมาเป็นพลเมืองดีได้ การกลับมากระทำผิดซ้ำในความผิดเดิมที่เคยถูกลงโทษไปแล้วมีปรากฏให้เห็นเสมอ หรือในแง่ของการตัดหรือแยกบุคคลที่เป็นอันตรายต่อสังคมออกไปชั่วคราว หรือระยะเวลาของการจำกัดอิสรภาพของผู้ที่อาจเป็นอันตรายต่อสังคมเหล่านั้นก็สั้นมาก ด้วยกฎหมายและกลไกในการบังคับโทษสำหรับผู้กระทำความผิดฐานฆ่าผู้อื่นนั้นอาจจะตัดให้พวกเขาหายไปจากสังคมไม่เกินสิบปี ส่วนความผิดประเภททำร้ายผู้อื่น ข่มขืนกระทำชำเรา หรือความผิดต่อทรัพย์ก็ใช้เวลาน้อยกว่านั้น โดยผู้กระทำความผิดก็หวนกลับมาสู่สังคมได้ใหม่ อย่างไม่มีใครรับประกันว่าเวลาอันสั้นที่ผ่านไปนั้นสามารถเยียวยาแก้ไขความชำรุดบกพร่องของพวกเขาได้หรือไม่อย่างไร
เมื่อเสียงเรียกร้องและความต้องการให้ลงโทษประหารสำหรับอาชญากรสะเทือนขวัญนั้น ไม่ได้มาจากความโกรธแค้นที่ไร้เหตุผล แต่เกิดจากความหวาดกลัวตามธรรมดาของผู้คนว่า ทำไมพวกเราจะต้องเอาชีวิต ร่างกาย หรือทรัพย์สินมาเสี่ยงกับอาชญากรรมโดยอาชญากรเพื่อรักษาหลักการอันยิ่งใหญ่สูงค่าที่ยังจับต้องไม่ได้ ในขณะที่ความตายและความเสียหายที่เกิดจากอาชญากรรมของคนที่ไม่เคารพในชีวิตและสิทธิของมนุษยคนอื่นนั้นเป็นของจริงอันสัมผัสได้ทุกเมื่อเชื่อวัน หลักการการคุ้มครอง “สิทธิมนุษยชน” จึงยัง “ขายไม่ออก” ในสังคมนี้
วิธีการดั้งเดิมแต่โบราณกาลคือการประหารชีวิตอาชญากรร้ายให้ตายตกตามกันไป จึงเป็นเหมือนทางเลือกที่คนส่วนใหญ่ยังเห็นว่าสมเหตุสมผล เพราะมั่นใจได้ว่าผู้ที่เคยก่ออันตรายต่อมนุษยคนอื่นจะไม่สามารถกลับมาหลอกหลอนคุกคามพวกเขาได้อีกอย่างแน่แท้ในอนาคต
ผู้คนสังคมและนักสิทธิมนุษยชนก็ยังต้องมาวิวาทะกันทุกครั้งที่เกิดคดีสะเทือนขวัญว่าควรจะประหารชีวิต “อาชญากร” หรือไม่ ทั้งเราก็ยังมองแยกส่วนว่า ความชั่วร้ายของอาชญากรเป็นเรื่องปัจเจก เหมือนวัตถุอันตรายที่ตกลงมาจากที่ไหนที่หนึ่ง โดยไม่มีความเกี่ยวเนื่องกับสังคม
ในสภาพปัจจุบันซึ่งยังไม่มีทางเลือก คือวิธีการที่เป็นรูปธรรมและเห็นผลได้จริงมา “แลก” กับการสละความต้องการเรื่อง “โทษประหาร” ของผู้คนส่วนใหญ่ เราก็ไม่พึงต้องพูดถึงการก้าวไปสู่จุดที่ยอมรับว่าอาชญากรนั้นเป็นความรับผิดชอบด้วยกันของสังคม ที่ทุกคนจะต้องร่วมกันแก้ไข ไม่ใช่เพียงการเอามนุษย์ชำรุดสักคนไปทำลายทิ้ง แล้วความสงบสุขของสังคมจะกลับคืนมา

