หน้าแรก การเมือง ภารกิจรัฐบาลร...

ภารกิจรัฐบาลรักษาการ นำประเทศฝ่าช่วง ‘สุญญากาศ’

17.02.26 | 12:18 น.

หมายเหตุความเห็นนักวิชาการกรณีรัฐบาลรักษาการขณะนี้เหมือน “ผู้ประคองสถานการณ์” จะมุ่งบริหารประเทศอย่างไรมิให้เกิดสุญญากาศในระหว่างรอรัฐบาลใหม่ที่ต้องรอถึงช่วงเดือนมิถุนายน 2569 และยังอยู่ท่ามกลางการเมืองร้อนแรงโดยเฉพาะปมบัตรเลือกตั้ง

ตรีเนตร สาระพงษ์
คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี

ห้วงเวลาการเมืองไทยขณะนี้ไม่ได้ร้อนแรงเพราะการเผชิญหน้าในสภา หากแต่ตึงเครียดเพราะการรอคอยรัฐบาลใหม่ที่อาจทอดยาวไปถึงเดือนมิถุนายน 2569 และอาจไกลกว่านั้น หากตัวแปรสำคัญกรณีร้องเรียน กกต. ปมบาร์โค้ด-คิวอาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้ง อาจถูกลากยาวในกระบวนการวินิจฉัย

กล่าวโดยเฉพาะกรณีบาร์โค้ดหรือคิวอาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้งถูกตั้งคำถามว่าสามารถเชื่อมโยงกลับไปยังต้นขั้วที่มีชื่อผู้ใช้สิทธิได้หรือไม่ ได้เปิดประเด็นสำคัญเกี่ยวกับความหมายของคำว่าบัตรเลือกตั้งลับ ต่อคำชี้แจงของรองเลขาธิการ กกต. ที่ระบุว่า “ไม่มีใครเข้าถึงบัตรเลือกตั้งได้” จึงถือว่าลับแล้ว ดูเสมือนจะสับสนระหว่างคำว่าลับกับมาตรการป้องกันการเข้าถึง รวมถึงสับสนระหว่างความแตกต่างระหว่าง “ไม่สามารถ” กับ “ไม่มีใครทำ”

คำว่าลับต้องเกิดขึ้นโดยโครงสร้างที่ออกแบบให้ลับ ไม่ใช่ลับเพราะผู้มีอำนาจสัญญาว่าจะไม่ใช้สิทธิรู้ เมื่อการลงคะแนนเสียงไม่ลับ แม้จะมีมาตรการป้องกันการเข้าถึงก็ยังไม่เพียงพอในเชิงหลักการประชาธิปไตย เพราะคำว่า “ลับ” หมายถึงขอบเขตทางสังคมที่มีพรมแดนระหว่างตนเองกับโลกภายนอก ในระบอบประชาธิปไตย คะแนนเสียงคือความลับที่ต้องเป็นกรรมสิทธิ์ของผู้ออกเสียงแต่เพียงผู้เดียว

Advertisement

แต่เมื่อระบบการเลือกตั้งมีกุญแจที่ทำให้ทลายกำแพงความลับลง ข้อมูลจึงไม่อาจย้ายไปอยู่ในมือคนนอกได้โดยปราศจากความเสี่ยง ซึ่งขัดกับหลักพื้นฐานของเสรีภาพในการเลือกตั้ง หากคะแนนของตนสามารถสืบย้อนกลับไปได้ (Traceability) ความเป็นอิสระในการตัดสินใจย่อมถูกสั่นคลอน เพราะความกังวลเรื่องความปลอดภัยหรือผลกระทบที่อาจตามมา การเลือกตั้งที่สง่างามต้องเป็นการเลือกตั้งที่สาธารณะตรวจสอบได้ แต่บัตรเลือกตั้งต้องลับโดยโครงสร้าง

มาตรฐานสากลว่าด้วยความเป็นนิรนาม (Anonymity) วางหลักว่า ข้อมูลต้องไม่สามารถเชื่อมโยงกลับไปยังตัวบุคคลได้ไม่ว่าโดยวิธีทางเทคนิคใด และกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง (ICCPR) มาตรา 25 ก็กำหนดให้การลงคะแนนลับเป็นหนึ่งในองค์ประกอบของการเลือกตั้งที่เสรีและเป็นธรรม การลงคะแนนลับจึงไม่ได้หมายถึงเพียงการเข้าไปในคูหาคนเดียว หากต้องหมายรวมถึงการไม่อาจสืบย้อนถึงแหล่งที่มาได้ (Non-traceability) บัตรเลือกตั้งที่ถูกหย่อนลงหีบแล้ว ต้องไม่สามารถถูกพิสูจน์หรือระบุย้อนกลับไปหาผู้ลงคะแนนได้ไม่ว่าโดยวิธีการใดทางเทคนิค ต้องตั้งอยู่บนโครงสร้างที่ตัดโอกาสการใช้อำนาจนั้นออกไปตั้งแต่แรก ผลสะเทือนย่อมไม่จำกัดอยู่เพียงข้อถกเถียงทางกฎหมาย หากลุกลามไปถึงความไว้วางใจต่อสถาบันทางการเมืองทั้งหมด

ทั้งหมดนี้ทำให้บทบาทของรัฐบาลรักษาการมิใช่เพียงการประคองงบประมาณหรือบริหารราชการประจำ หากแต่ต้องประคองความเชื่อมั่นของประเทศ ทั้งในสายตาประชาชนและสายตานานาชาติ

ในระหว่างนั้น รัฐบาลรักษาการกำลังทำหน้าที่เสมือนผู้ประคองสถานการณ์ มากกว่าจะเป็นผู้กำหนดยุทธศาสตร์ระยะยาว ชื่อของนายอนุทิน ชาญวีรกูล ในฐานะหัวหน้าทีมรัฐบาลรักษาการ จึงอยู่ท่ามกลางสมการที่ซับซ้อน ต้องรักษาเสถียรภาพประเทศ ขณะเดียวกันต้องเจรจาจัดตั้งรัฐบาลใหม่ในเวลาเดียวกัน ภายใต้ข้อจำกัดของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2560 โดยเฉพาะมาตรา 169 ซึ่งเป็นกลไกคานอำนาจที่ออกแบบมาเพื่อป้องกันไม่ให้รัฐบาลที่พ้นจากตำแหน่งใช้อำนาจผูกพันรัฐบาลชุดถัดไป คณะรัฐมนตรีอาจปฏิบัติหน้าที่ต่อไปได้ แต่ต้องไม่กระทำการใดที่มีผลผูกพันในเชิงนโยบายระยะยาว เว้นแต่กรณีจำเป็นเร่งด่วนและหลีกเลี่ยงไม่ได้

หลักการนี้ฟังดูเรียบง่าย ทว่าทางปฏิบัติกลับเต็มไปด้วยพื้นที่สีเทา รัฐบาลรักษาการไม่อาจอนุมัติโครงการผูกพันใหม่ ไม่อาจแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการระดับสูงตามดุลพินิจ และแม้แต่การใช้งบกลางกรณีฉุกเฉินก็ต้องดำเนินการอย่างระมัดระวัง บางกรณีต้องขอความเห็นชอบจาก กกต.เสียก่อน

ในเชิงโครงสร้าง นี่มิใช่เพียงข้อจำกัดทางเทคนิค หากแต่เป็นข้อจำกัดที่ส่งผลต่อความคล่องตัวของรัฐ โดยตรง การแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการระดับสูงไม่ใช่เพียงการขยับตำแหน่ง หากคือการจัดวางกลไกขับเคลื่อนนโยบายให้สอดรับกับสถานการณ์ เมื่อรัฐบาลรักษาการไม่อาจใช้ดุลพินิจดังกล่าวได้เต็มที่ ระบบราชการย่อมต้องอาศัยโครงสร้างเดิมทั้งหมด แม้บางตำแหน่งอาจอยู่ในภาวะรักษาการเช่นกัน กลไกจึงเดินหน้าได้เพียงตามแรงเฉื่อย ไม่อาจปรับจูนให้ตอบสนองภาวะเฉพาะหน้าได้อย่างเต็มกำลัง

ยิ่งไปกว่านั้น ประเด็น “งบกลาง” เป็นเครื่องมือสำคัญของฝ่ายบริหารในการรับมือเหตุฉุกเฉิน ภายใต้ความระมัดระวังเป็นพิเศษ เพราะในบางกรณีจำเป็นต้องขอความเห็นชอบจากคณะกรรมการการเลือกตั้งก่อน สะท้อนเจตนารมณ์ในการป้องกันการใช้อำนาจเกินขอบเขต แต่ในเวลาเดียวกันก็ทำให้การตัดสินใจในภาวะวิกฤตต้องเผชิญความล่าช้าเชิงกระบวนการ

หากตีความเคร่งครัดเกินไป ประเทศอาจเผชิญภาวะอัมพาตเชิงนโยบาย แต่หากเดินเกมรุกเกินกรอบ ก็เสี่ยงต่อการถูกร้องเรียนหรือวินิจฉัยให้การกระทำนั้นเกินอำนาจ รัฐบาลรักษาการจึงต้องดำเนินบทบาทบนเส้นบางๆ ระหว่างความจำเป็นทางการบริหารกับความชอบธรรมทางกฎหมาย

ในบริบทเช่นนี้ สิ่งที่รัฐบาลรักษาการควรทำเป็นลำดับแรก คือ “เร่งเบิกจ่ายงบประมาณที่ได้รับอนุมัติแล้ว” เพื่อให้เม็ดเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจ ลดแรงกระแทกจากความไม่แน่นอนทางการเมือง การเร่งรัดโครงการที่ผ่านความเห็นชอบแล้วมิได้สร้างภาระผูกพันใหม่ หากแต่เป็นการใช้กลไกที่มีอยู่ให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุดในช่วงเปลี่ยนผ่าน

พร้อมกันนั้น การเตรียมความพร้อมรับมือภัยพิบัติที่อาจเกิดขึ้นโดยไม่คาดคิดย่อมเป็นภารกิจที่ละเลยไม่ได้ การมีแผนรองรับที่ชัดเจน การจัดสรรทรัพยากรฉุกเฉินภายใต้กรอบกฎหมาย และการสื่อสารที่โปร่งใสต่อสาธารณะ คือมาตรการประคองความเชื่อมั่นในยามที่รัฐบาลมิได้มีอำนาจเต็มรูปแบบ

อีกมิติหนึ่งที่ต้องให้ความสำคัญ คือการควบคุมราคาสินค้าอุปโภคบริโภคอย่างใกล้ชิด ในภาวะสุญญากาศเชิงนโยบาย ความผันผวนด้านราคาอาจถูกซ้ำเติมด้วยความคาดหวังเชิงลบของตลาด เมื่อประชาชนรับรู้ว่ารัฐบาลอยู่ในสถานะรักษาการ ความคาดหวังต่อมาตรการระยะยาวย่อมลดลง การกำกับดูแลราคาสินค้าและต้นทุนการผลิตจึงเป็นกลไกสร้างความมั่นคงในระดับชีวิตประจำวัน

เพราะในช่วงสุญญากาศเชิงนโยบาย ความลังเลของนักลงทุน ทั้งในและต่างประเทศ มักเกิดขึ้นโดยอัตโนมัติ นักลงทุนจำนวนมากอาจชะลอการตัดสินใจ เพื่อรอดู “หน้าตา” และทิศทางของคณะรัฐมนตรีชุดใหม่ โครงการลงทุนภาครัฐที่ยังไม่ลงนามสัญญาอาจถูกพักไว้ ภาคเอกชนที่พึ่งพานโยบายสนับสนุนอาจชะลอแผนขยายกิจการ ความไม่แน่นอนจึงมีต้นทุน แม้มองไม่เห็นในทันที แต่สะท้อนผ่านตัวเลขการลงทุน ความเชื่อมั่นผู้บริโภค และการเคลื่อนย้ายเงินทุน

เหนือข้อจำกัดด้านงบประมาณและการบริหารราชการ ยังมีโจทย์ที่ละเอียดอ่อนยิ่งกว่า นั่นคือความเชื่อมั่นในกระบวนการเลือกตั้งเอง

การเร่งรัดเบิกจ่ายงบเดิม การใช้จ่ายงบกลางอย่างรอบคอบภายใต้กรอบกฎหมาย การบริหารกำลังคนภาครัฐเท่าที่อำนวยได้โดยไม่กระทบหลักเกณฑ์ การเตรียมรับมือภัยพิบัติ การดูแลค่าครองชีพ และการสื่อสารเชิงรุกกับนักลงทุน คือภารกิจด้านเศรษฐกิจและการบริหาร ขณะที่การเคารพหลักการเลือกตั้งลับอย่างเคร่งครัด และการทำให้กระบวนการเลือกตั้งปราศจากข้อสงสัยเชิงโครงสร้าง คือภารกิจด้านศีลธรรมทางการเมือง

ผู้ประคองสถานการณ์ จึงไม่ใช่บทบาทที่เล็ก หากเป็นภารกิจใหญ่ในห้วงเวลาที่โครงสร้างรัฐกำลังถูกทดสอบพร้อมกันทั้งทางกฎหมาย การเมือง เศรษฐกิจ และหลักการประชาธิปไตย เพราะการประคองประเทศให้เดินหน้าได้ โดยไม่ทำให้หลักการพื้นฐานสั่นคลอน คือศิลปะการเมืองที่ยากที่สุดในช่วงเปลี่ยนผ่านเช่นนี้ และการไม่ก้าวเกินอำนาจที่มี แต่ก็ต้องใช้อำนาจอย่างรับผิดชอบที่สุดเท่าที่สถานการณ์เอื้ออำนวย

สุดเขต สกุลทอง
สาขารัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยแม่โจ้

เ ป็นไปตามกระบวนการกฎหมายที่รัฐบาลรักษาการของอนุทิน ต้องรักษาการจนถึงวันที่ 9 เมษายนนี้ ก่อน กกต.รับรอง ส.ส. 400 เขต และเข้ารายงานตัวต่อสภาวันที่ 10 เมษายน เพื่อทำหน้าที่เลือกนายกรัฐมนตรีและรัฐบาลใหม่ตามขั้นตอน ช่วงรัฐบาลรักษาการ ไม่สามารถใช้งบประมาณผูกพัน และโยกย้ายข้าราชการระดับสูงได้ ควรวางยุทธศาสตร์ และจัดลำดับความสำคัญแก้ปัญหาทางเศรษฐกิจและสังคมตามนโยบายที่เคยหาเสียงไว้ เพื่อปฏิบัติเป็นรูปธรรมเช่น คนละครึ่งพลัส และกระตุ้นการใช้จ่ายภาครัฐ

ที่สำคัญต้องเร่งรัดการการเบิกจ่ายใช้งบประมาณปี 2569 ในช่วงกุมภาพันธ์ถึงมีนาคมนี้กว่า 2-3 แสนล้าน เพื่อกระตุ้นการลงทุนในภาคเอกชน สร้างงานและกระจายรายได้สู่ประชาชน

นอกจากนั้น รัฐบาลควรมีมาตรการเพิ่มรายได้ลดรายจ่ายครัวเรือน เช่น ลดค่าพลังงาน แก๊ส น้ำมันไฟฟ้า รวมถึงปัจจัยการผลิต อาทิ ปุ๋ย ที่มีราคาแพง จากภาวะสงครามในต่างประเทศ อาจมีการเจรจานำเข้าปุ๋ยจากจีนเพื่อมาทดแทน เพื่อลดต้นทุนการผลิต และแบ่งเบาภาระค่าครองชีพประชาชน รวมถึงเจรจาขยายการส่งออกและหาตลาดใหม่ในต่างประเทศ ทั้งข้าว ปศุสัตว์ และผลผลิตทางการเกษตร ตามยุทธศาสตร์ครัวไทย ครัวโลก และอาหารปลอดภัยตามมาตรฐานสากลหากมีการประกันราคาผลผลิตการเกษตร เพื่อพยุงราคาและรักษาระดับราคาตามกลไกตลาดนั้น ควรใช้มาตรการประกันราคาขั้นต่ำ เพื่อใช้งบประมาณอย่างคุ้มค่า และเกิดประสิทธิภาพมากที่สุด เพื่อไม่ให้กระทบฐานะการการเงินและการคลังของประเทศ

ส่วนเสถียรภาพรัฐบาลใหม่ นายอนุทินควรรวมเสียง 4 พรรคการเมือง คือ ภูมิใจไทย เพื่อไทย กล้าธรรม และประชาธิปัตย์ เพื่อจัดตั้งรัฐบาล เกิน 300 เสียง ทุกพรรคมีบุคลากรที่มีความรู้ ความสามารถ ยึดหลักการมีส่วนร่วมโปร่งใส และตรวจสอบได้

ส่วนปัญหาความวุ่นวายการเลือกตั้ง ที่มีการประท้วงให้นับคะแนนใหม่บางหน่วยหรือบางเขตนั้น ต้องเป็นไปตามข้อกฎหมาย ไม่สามารถชี้นำหรือกดดันได้

ที่สำคัญประเทศต้องเดินหน้าและมีรัฐบาลใหม่ เพื่อขับเคลื่อนนโยบาย และปกครองตามระบอบประชาธิปไตย ที่สำคัญต้องตอบสนองความต้องการ และแก้ปัญหาประชาชน หรือตอบโจทย์ได้เพื่อก้าวสู่ความมั่นคง มั่งคั่ง และความยั่งยืนของประเทศต่อไป

โอฬาร ถิ่นบางเตียว
คณะรัฐศาสตร์ และนิติศาสตร์ ม.บูรพา

ก่อนอื่น ส่วนแรก กกต.ต้องจัดการแก้ปัญหาให้ไวที่สุด เพราะเป็นองค์กรที่ส่งต่อความชอบธรรม ถ้า กกต.ยังมีท่าทีแก้ปัญหาในลักษณะตั้งรับแบบนี้ ความชอบธรรมของผลการเลือกตั้งก็จะยังมีปัญหา ส่วนที่สอง รัฐบาลจะต้องรีบตั้งให้ได้ เมื่อตั้งเสร็จแล้ว พยายามทำให้เห็นว่า แม้พรรคการเมืองต่างๆ ที่เข้ามา อาจจะมีปัญหาความขัดแย้งกันในแง่ของมวลชนที่สนับสนุนแต่ละพรรคซึ่งอาจไม่พอใจ รัฐบาลต้องทำให้เห็นว่ารัฐบาลผสมเป็นความจำเป็นของระบบรัฐสภา นโยบายของทุกพรรคที่หาเสียงกันไว้ จะต้องถูกนำมาเป็นนโยบาย ก่อนหน้านี้มีการทำแต่ไม่มีการแถลง อย่างไรก็ตาม คราวนี้ การจะแก้ปัญหาช่องว่างต้องรีบตั้งรัฐบาลให้ได้ ถ้ายังตั้งรัฐบาลไม่ได้ กกต.ก็อยู่ในสภาพนี้ ย่อมเกิดช่องว่างแน่นอน

สังเกตดูหลังเลือกตั้งเสร็จ ตอนที่ยังไม่มีข่าวเรื่องพวกนี้ หุ้นขึ้นทันที นักลงทุนต้องการสัญญาณนี้ว่ารัฐบาลเปลี่ยนผ่านแล้ว มีความชอบธรรม มาจากการเลือกตั้ง กลไกที่มีปัญหาก็ต้องเคลียร์ ต้องรีบตั้งรัฐบาลแล้วจัดการเรื่องโควต้า เรื่องความขัดแย้งของพรรคต่างๆ

ก่อนหน้านี้ รัฐบาลอนุทินถึงแม้จะมาจากกลไกแต่ความชอบธรรมน้อย แต่คราวนี้มีความชอบธรรมมากกว่า บรรยากาศทางการเมืองมีความโน้มเอียงไปสู่อนุรักษนิยมแบบฝ่ายขวา ตอบโจทย์พอดีกับสถานการณ์การเมืองภายในและภายนอก คือการเมืองต่างประเทศที่มีลักษณะเดียวกัน ทำให้นักลงทุนสามารถคาดการณ์ได้ว่า ทิศทางนโยบายจะเป็นอย่างไร จะตอบรับกับธุรกิจที่จะมาลงทุนหรือไม่

สำหรับรัฐบาลอนุทินขณะนี้ การเทกแอ๊กชั่นกับ กกต.เป็นเรื่องยาก ตอนนี้นอกจากเป็นรัฐบาลรักษาการแล้ว ยังเป็นว่าที่นายกรัฐมนตรีในคนเดียวกันด้วย ถ้าไปกดดันอะไรมาก จะถูกมองว่าเป็นผลประโยชน์ทับซ้อน แทรกแซงองค์กรอิสระ

สิ่งสำคัญคือ พรรคร่วมเหมือนเป็นคู่ขนาน สังเกตไหมว่าประชาชนไปทาง นักการเมืองไปทาง แม้แต่พรรคประชาชนก็ยอมรับผลการเลือกตั้งแล้ว มันเห็นลักษณะการเป็น 2 ทางของการเลือกตั้ง นักการเมืองพร้อมตั้งรัฐบาล พร้อมเป็นฝ่ายค้านแล้ว แต่ประชาชนเองกลายเป็นผู้เล่นใหม่ ข้อสังเกตคือ ที่ผ่านมาเลือกตั้งเสร็จปั๊บ นักการเมืองยอมรับเลย แต่ครั้งนี้ประชาชนกลายเป็นผู้เล่น กำหนดวาระในการเล่นเรื่องผลการเลือกตั้ง นี่คือเรื่องที่ส่วนตัวคิดว่า นักการเมืองประเมินประชาชนต่ำไป กกต.ก็ประเมินประชาชนต่ำไป ต่อไปนี้ กลายเป็นประชาชนที่เข้ามาปกป้องการกากบาทของตัวเอง พิทักษ์สิทธิของตัวเขาเองด้วย

ตอนนี้ด้วยความที่พรรคการเมืองเล่นเกมกันอยู่ จนทำให้รัฐบาลยังไม่มีความชัดเจน แม้การรับรองยังมีเวลาภายใน 60 วันตามกรอบกฎหมาย แต่ถ้าสามารถสร้างความเชื่อมั่นได้ไว จะเพิ่มความเชื่อมั่นให้ผู้ประกอบการ และนักลงทุนว่ารัฐบาลพร้อมแล้ว

สำหรับการจัดชุมนุมเรียกร้องถึงประเด็นของ กกต.ในปัจจุบัน กระทบแน่นอน ความรู้สึกของคนถูกส่งต่อเรื่อยๆ นำไปสู่การเป็นมวลรวมของการไม่พอใจครั้งใหญ่ อย่างที่บอกว่า กกต.ต้องเทกแอ๊กชั่น แก้ปัญหาเชิงรุก เห็นปัญหาปั๊บต้องจัดการให้เบ็ดเสร็จ และตอนนี้กกต.ใช้กฎหมาย ใช้นิติศาสตร์เป็นหลังพิง ไม่ได้ทำงานเชิงรุก รอให้คนไม่พอใจแล้วตอบทีละชุด มันไม่มันกับอารมณ์คน

สื่อให้ความสำคัญกับเรื่องนี้ แล้วคนเอาด้วย พอคนสนใจวาระนี้ จึงไปลดคุณค่าของการตั้งรัฐบาล สื่อมีส่วนกำหนดวาระบนความต้องการของสังคม เท่ากับว่าเสียงของสังคมเรื่องนี้ดังกว่าเรื่องการตั้งรัฐบาล