หน้าแรก การเมือง ยุทธพร วิเครา...

ยุทธพร วิเคราะห์ท่าทีอนุทิน เทียบประกาศชัยชนะ วางพิมพ์เขียวประเทศ ชูความมั่นคง เน้นเสถียรภาพศก.

16.02.26 | 16:51 น.

‘ยุทธพร’ วิเคราะห์สาร ‘อนุทิน’ เทียบประกาศชัยชนะ วางพิมพ์เขียวโยบายรัฐ ชาตินิยมมั่นคงนำ-เน้นเสถียรภาพเศรษฐกิจ-การทูตเชิงรุก

เมื่อวันที่ 16 กุมภาพันธ์ รศ.ดร.ยุทธพร อิสรชัย อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช ให้ความเห็นต่อการสื่อสารของนายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ที่เปิดเผยแนวทางบริหารประเทศว่า เนื้อหาดังกล่าวไม่ใช่เพียงการขอบคุณคะแนนเสียง แต่มีลักษณะเป็น “คำประกาศชัยชนะ” (Declaration of Victory) และเป็นการแสดงเจตจำนงจัดตั้งรัฐบาลที่ชัดเจน พร้อมวาง “พิมพ์เขียวยุทธศาสตร์” ของประเทศในระยะถัดไป ข้อความดังกล่าวสะท้อนการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างอำนาจทางการเมือง และการปรับกระบวนทัศน์การบริหารประเทศ โดยสามารถวิเคราะห์ได้ 3 มิติหลัก

1.ยุทธศาสตร์ความมั่นคงแบบชาตินิยม ประเด็นที่ชัดที่สุดคือการประกาศจุดยืนด้านความมั่นคงที่แข็งกร้าวมากขึ้น ทั้งแนวคิดสร้างกำแพงความมั่นคงและการปิดด่านชายแดน สะท้อนแนวคิดความมั่นคงแบบดั้งเดิมที่ให้ความสำคัญต่ออธิปไตยเหนือดินแดน ซึ่งอาจกระทบต่อการค้าชายแดนและความสัมพันธ์กับประเทศเพื่อนบ้าน

ส่วนการประกาศยกเลิก MOU44 ซึ่งเป็นกรอบเจรจาพื้นที่ทับซ้อนทางทะเลไทย-กัมพูชา ถือเป็นประเด็นอ่อนไหวด้านการทูตและพลังงาน สะท้อนแนวคิด “Resource Nationalism” หรือการปกป้องทรัพยากรชาติ และอาจหมายถึงการเจรจาใหม่ด้วยท่าทีที่แข็งขึ้น

อย่างไรก็ตาม การกล่าวถึงบทบาทของนายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว แสดงให้เห็นความพยายามสร้างสมดุล เพราะเป็นบุคลากรสายการทูตมืออาชีพ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นว่าไทยยังคงดำเนินนโยบายต่างประเทศบนเวทีโลก ไม่ใช่การปิดประเทศ

2.โมเดลเศรษฐกิจแบบผสมการเมือง-เทคโนแครต รศ.ดร.ยุทธพรเห็นว่า การเปิดชื่อทีมเศรษฐกิจ เช่น นายอนุทิน นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ และนายสีหศักดิ์ เป็นการส่งสัญญาณสร้างความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจต่อภาคเอกชนและนักลงทุนต่างชาติ สะท้อนรูปแบบบริหารที่ผสมผสานนักการเมืองกับผู้เชี่ยวชาญ

Advertisement

นัยสำคัญคือรัฐบาลต้องการยืนยันว่าการบริหารเศรษฐกิจจะไม่อิงประชานิยมเพียงอย่างเดียว แต่มีมืออาชีพเข้ากำกับโครงสร้างภาษี การลงทุน และภาคท่องเที่ยวซึ่งเป็นรายได้หลักของประเทศ พร้อมทั้งวิพากษ์ว่าเศรษฐกิจไทยติดอยู่ในภาวะซบเซามานาน จึงมีโจทย์สำคัญคือการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ

3.วาทศิลป์และภาวะผู้นำทางการเมือง ภาษาที่ใช้มีความเด็ดขาด เช่น การเร่งดำเนินการทันที สะท้อนว่าพรรคภูมิใจไทยก้าวจากสถานะ “พรรคตัวแปร” สู่ “แกนนำหลัก” อย่างเต็มตัว พร้อมสร้างสัญญาประชาคมทางการเมือง โดยยืนยันจะทำตามนโยบายหาเสียง

อย่างไรก็ตาม ความผูกพันทางการเมืองดังกล่าวมีความเสี่ยง หากดำเนินการไม่ได้จริง โดยเฉพาะนโยบายใหญ่ เช่น กำแพงชายแดน หรือ MOU44 อาจกลายเป็นจุดโจมตีทางการเมืองในอนาคต

รศ.ดร.ยุทธพรสรุปว่า ไทยกำลังเข้าสู่ทิศทางใหม่ ได้แก่ นโยบายต่างประเทศเชิงรุก การฟื้นฟูเศรษฐกิจโดยรัฐร่วมมือมืออาชีพ และการให้ความสำคัญความมั่นคงเป็นอันดับแรก แต่ต้องระวังต้นทุนทางการทูตและงบประมาณของนโยบายความมั่นคง ซึ่งรัฐบาลจำเป็นต้องบริหารแรงเสียดทานระหว่างประเทศ และจัดหาแหล่งงบประมาณโดยไม่กระทบการฟื้นฟูเศรษฐกิจของประเทศ