การเลือกตั้ง ส.ส.วาระทั่วไป เมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา นับถึงวันนี้ผ่านมากว่า 10 วัน ประชาชนและผู้มีสิทธิเลือกตั้ง 52,922,923 คน ยังไม่สามารถทราบถึงผลการนับคะแนนแบบ 100%
เนื่องจากสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เผยแพร่ผลการนับคะแนนเพียง 94%
ผลการเลือกตั้ง จากการนับคะแนนอย่างไม่เป็นทางการ 94% พรรคภูมิใจไทย (ภท.) ชนะเลือกตั้งเป็นอันดับหนึ่ง ด้วยจำนวน 193 เสียง แบ่งเป็นว่าที่ ส.ส.แบบแบ่งเขต 174 คน และว่าที่ ส.ส.บัญชีรายชื่อ 19 คน
กุมความชอบธรรมในการเป็นแกนนำรวมเสียงจัดตั้งรัฐบาล รอเพียงการประกาศรับรองผลการเลือกตั้งอย่างเป็นทางการ เพื่อให้ทราบจำนวน ส.ส.ของแต่ละพรรค
วันนี้ แม้การเลือกตั้งจะจบลงด้วยชัยชนะของพรรค ภท.อย่างไม่เป็นทางการ
แต่กระบวนการจัดการเลือกตั้ง โดยสำนักงาน กกต.ผ่านการกำกับดูแลของ กกต.ทั้ง 7 คน กลับมีข้อร้องเรียนถึงข้อพิรุธ ส่อถึงความไม่โปร่งใสหลายประเด็น
อาทิ ปัญหาบัตรเขย่ง คือ จำนวนผู้มาใช้สิทธิ ส.ส.แบบแบ่งเขตกับจำนวนผู้มาใช้สิทธิ ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อ ไม่ตรงกันกว่า 66,000 คน
ทั้งที่เมื่อผู้มีสิทธิเลือกตั้งแต่ละคน เมื่อเข้าคูหาไปเลือกตั้ง ในแต่ละหน่วย จะได้รับบัตรเลือกตั้งมาคนละ 2 ใบ และหย่อนลงหีบบัตร แยกสีอย่างชัดเจน ซึ่งเป็นไปได้ยากว่าเจ้าหน้าที่ประจำหน่วยเลือกตั้งจะให้บัตรเกิน
ประเด็นการพิมพ์บาร์โค้ดและคิวอาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้ง ส.ส.แบบแบ่งเขตและบัตรเลือกตั้ง ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อ ซึ่งสุ่มเสี่ยงว่าอาจทำให้สามารถตรวจสอบย้อนกลับไปยังผู้มีสิทธิเลือกตั้ง
จนรู้ได้ว่าลงคะแนนให้กับผู้ใด พรรคการเมืองใด เข้าข่ายเป็นการกระทำขัดรัฐธรรมนูญมาตรา 85 และพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ.2561 มาตรา 96 หรือไม่
รวมทั้งประเด็นการจัดเก็บหีบเลือกตั้ง ใบนับคะแนน ไม่เรียบร้อย บางส่วนถูกทิ้งที่กองขยะ ซึ่งขัดกฎหมายการเลือกตั้ง ที่ระบุว่าต้องจัดเก็บบัตรลงคะแนนไว้ 2 ปี ภายหลังการเลือกตั้ง
ประเด็นข้อพิรุธดังกล่าวส่งผลต่อความเชื่อมั่นในการจัดการเลือกตั้งของ กกต. จนมีกลุ่มนิสิต นักศึกษา 9 สถาบัน กลุ่ม ส.ว.สำรอง ภาคประชาสังคม ยื่นฟ้องต่อศาลปกครองกลางเอาผิด กกต.กับเลขาธิการ กกต.
ในข้อกล่าวหาปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 157
รวมทั้งมีการยื่นร้องต่อผู้ตรวจการแผ่นดิน ให้ดำเนินการตรวจสอบประเด็นการจัดพิมพ์บาร์โค้ดและคิวอาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้ง ที่สุ่มเสี่ยงว่าจะทำให้การเลือกตั้งไม่เป็นไปโดยตรงและลับ
อาจขัดต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา 85 และ พ.ร.ป.ว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส. มาตรา 96
ซึ่งผู้ตรวจการแผ่นดินแจ้งให้ กกต.ส่งหนังสือชี้แจงต่อประเด็นดังกล่าว ภายใน 7 วัน เพื่อตรวจสอบข้อเท็จจริง
หากที่ประชุมผู้ตรวจการแผ่นดินเห็นว่าคำร้องมีมูลเข้าข่ายขัดรัฐธรรมนูญ ก็จะส่งเรื่องไปยังศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าการเลือกตั้งดังกล่าวโมฆะหรือไม่ แต่หากเห็นว่าไม่มีมูลก็จะสั่งยุติเรื่อง
แน่นอนว่า เมื่อผลการเลือกตั้งยังไม่ได้มีการประกาศรับรองผลอย่างเป็นทางการ เนื่องมีข้อพิรุธ ในกระบวนการจัดการเลือกตั้งหลายประเด็น
ถือเป็นหน้าที่ตามกฎหมายที่ กกต.ต้องพิสูจน์ข้อครหาต่างๆ เพื่อสร้างความเชื่อมั่น ให้ผลการเลือกตั้ง และชัยชนะของพรรคการเมือง ได้รับการยอมรับจากทุกฝ่าย
ตรงตามเจตนารมณ์ของประชาชน ที่สะท้อนผ่านการเลือกตั้ง

