อภิสิทธิ์ หนุนแก้ พ.ร.บ.ทารุณกรรม-จัดตั้งหน่วยงานเฉพาะครอบคลุมสัตว์ป่า ชี้ต้องรอบคอบไม่ให้ซ้ำซ้อน
เมื่อวันที่ 19 ก.พ.69 ที่พรรคประชาธิปัตย์ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวเปิดเวทีเสวนา “ช้างตายทั้งตัว อย่าเอาใบบัวมาปิด” ว่า พรรคฯ จัดเวทีสำหรับการรับฟังความคิดเห็นของภาคส่วนต่างๆ ในประเด็นที่มีความสำคัญต่อนโยบายสาธารณะ และในการแก้ไขปัญหาของประชาชน รวมไปถึงการรับฟังจากวิทยากรที่มีความรู้ ความเชี่ยวชาญ ประสบการณ์ ให้เราได้หลายแง่มุม เพราะตอนนี้เราไม่ค่อยแน่ใจว่าเรื่องของการเมืองจะเป็นอย่างไร
ดังนั้นหน้าที่พรรคการเมืองอย่างไรก็ต้องติดตาม และใส่ใจกับประเด็นต่างๆ ที่เกิดขึ้นในสังคม และนับตั้งแต่วันเลือกตั้งมา พรรคฯยังไม่มีโอกาสจัดเวทีที่ต่อเนื่องจากแนวคิดของเราเรื่องการคิดจริง ฟังจริง ทำจริง เพราะฉะนั้นวันนี้ก็ถือเป็นโอกาสดีที่เราได้รับเกียรติจากวิทยากรหลายท่าน รวมทั้งฝ่ายกฎหมายที่จะให้ข้อคิดเกี่ยวกับการดำเนินการในเรื่องนี้
นายอภิสิทธิ์ กล่าวต่อว่า หลายคนอาจจะมองว่าการจัดเวทีก็สืบเนื่องมาจากเศร้าสลดในกรณีของสีดอหูพับ แต่ความเป็นจริงแล้ว ช่วงที่เราเดินหาเสียงในหลายจังหวัดก็มีปัญหาระหว่างช้างป่ากับชุมชน ไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะภาคใดภาคหนึ่ง แต่กลายเป็นว่ามีหลายจังหวัด ที่เรามองว่าถ้าไม่มีการมาตกผลึกถึงวิธีการในการที่จะจัดการกับเรื่องนี้ โอกาสที่จะเกิดปัญหาแบบนี้ย่อมมีอยู่ตลอดเวลา
“วันนี้เป็นโอกาสดีที่เราจะรับฟัง และนำไปใช้ในการทำงานของเราต่อไป อย่างน้อยที่สุดก็ในสภาฯ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องกฎหมาย หรือในแง่ของการตรวจสอบ พรรคฯพร้อมที่จะทำเรื่องนี้ จึงขอขอบคุณวิทยากรทุกท่านที่จะสละเวลามาให้ความเห็น มุมมอง ความรู้ กับเรา” หัวหน้าพรรคฯ กล่าว
จากนั้นริ่มการเสวนา ดำเนินรายการโดย นางรัดเกล้า อินทวงศ์ สุวรรณคีรี รองหัวหน้าพรรคฯ ร่วมด้วยผู้เชี่ยวชาญด้านสัตว์และนักสิทธิสัตว์ ทั้ง 4 ท่านเห็นตรงกันว่ากรณีสีดอหูพับ คือยอดภูเขาน้ำแข็งที่สะท้อนถึงความล้มเหลวในการจัดการเชิงระบบ และข้อสรุปสำคัญคือการเสนอให้พรรคประชาธิปัตย์ใช้กลไกสภาฯ ในการยื่นแก้ไขกฎหมายเพื่อปิดช่องโหว่เหล่านี้ ซึ่งพรรคฯมีจุดยืนชัดเจนในการผลักดันแก้ไขพระราชบัญญัติ(พ.ร.บ.) ป้องกันการทารุณกรรมและการจัดสวัสดิภาพสัตว์ เพื่อให้มีขอบเขตการคุ้มครองที่ครอบคลุมไปถึงสัตว์ป่าอย่างเป็นรูปธรรม ไม่ใช่เพียงแค่สัตว์เลี้ยงหรือสัตว์เศรษฐกิจเท่านั้น
โดยนายธีรภัทร ตรังปราการ นายกสมาคมสหพันธ์ช้างไทย กล่าวว่า ปัญหาหน้างานจากการจัดการช้างในพื้นที่ขัดแย้งในเรื่องมาตรฐานการจัดการช้าง ที่ต้องใช้หลักวิชาการมากกว่าอารมณ์ความรู้สึก ซึ่งการเคลื่อนย้ายช้างป่ามีต้นทุนและความเสี่ยงสูง หากไม่มีแผนรองรับที่ดีหรือพื้นที่ปลายทางที่เหมาะสม จะกลายเป็นการแก้ปัญหาหนึ่งเพื่อไปสร้างอีกปัญหาหนึ่ง
ด้าน น.สพ.เผด็จ ศิริดำรง สัตวแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลสัตว์เนินพลับหวาน พัทยากล่าวว่า ในมุมมองด้านสุขภาพและสวัสดิภาพทางกายภาพของสัตว์โดยให้ข้อมูลทางเทคนิคเกี่ยวกับความบอบช้ำของสัตว์ป่าเมื่อต้องเผชิญกับสภาวะตึงเครียด จากการถูกกักขังหรือเคลื่อนย้ายผิดวิธี จึงขอสนับสนุนให้มีระเบียบปฏิบัติมาตรฐาน(SOP) ที่ชัดเจนในทางสัตวแพทย์ชสำหรับการดูแลสัตว์ป่าที่บาดเจ็บหรือต้องถูกกักกัน
ขณที่ น.ส.นารากร ติยายน ผู้ประกาศข่าวและนักรณรงค์สิทธิสัตว์กล่าวว่าพลังทางสังคมและการสื่อสารที่โปร่งใส เป็นการสะท้อนเสียงของภาคประชาชนที่ต้องการความจริงใจจากหน่วยงานรัฐในการเปิดเผยข้อมูล พร้อมเน้นว่าสังคมปัจจุบันตื่นตัวเรื่องสิทธิสัตว์สูงมาก ดังนั้นการทำงานของรัฐต้องตรวจสอบได้และรับฟังเสียงรอบด้าน ไม่ใช่ทำเพียงเพื่อจบกระแสข่าว
ส่วนนายโรเจอร์ โลหนันท์ เลขาธิการสมาคมพิทักษ์สัตว์ไทย กล่าวว่า ช่องว่างทางกฎหมายและเชิงโครงสร้าง โดยเฉพาะ พ.ร.บ. ป้องกันการทารุณกรรมและการจัดสวัสดิภาพสัตว์ ในปัจจุบันยังมีช่องโหว่ที่ไม่ครอบคลุมสัตว์ป่าอย่างเต็มรูปแบบ มักเน้นไปที่สัตว์เลี้ยงหรือสัตว์เศรษฐกิจ จึงขอเสนอให้มีการแก้กฎหมาย เพื่อให้สัตว์ป่าได้รับความคุ้มครองในฐานะชีวิตที่มีสิทธิขั้นพื้นฐานในการไม่ถูกทารุณกรรม ไม่ว่าจะอยู่ในป่าหรือในความดูแลของมนุษย์
ทั้งนี้ นายอภิสิทธิ์ ได้ร่วมฟังเสวนาตั้งแต่ต้นจนจบ พร้อมกล่าวสรุป ว่าขอบคุณวิทยากรที่ร่วมตกผลึกทางความคิด และประกาศเดินหน้าขับเคลื่อน 3 ส่วนสำคัญ เพื่อแก้ปัญหาสวัสดิภาพสัตว์ป่าอย่างยั่งยืน ยืนยันว่าพรรคฯพร้อมทำหน้าที่ฝ่ายการเมืองในการเปลี่ยนองค์ความรู้ให้เป็นผลสำเร็จ ขอย้ำว่าการจะแก้ปัญหาเรื่องสัตว์ป่าให้สำเร็จได้ ต้องประกอบด้วยปัจจัย 3 ด้าน
ได้แก่ 1.องค์ความรู้ที่แท้จริง ปัญหานี้ต้องใช้ความเชี่ยวชาญเฉพาะทางในการแก้ไข จะใช้เพียงความรู้สึกหรือคิดไปเองไม่ได้ 2.การตื่นตัวทางสังคม ต้องปลูกฝังชาตินิยมที่ถูกต้อง ให้เยาวชนและคนในสังคมมองสัตว์ป่าเป็นชีวิตมากกว่าเป็นเพียงทรัพย์สิน เพื่อให้เกิดความเคารพและการวางแนวทางดูแลที่เป็นธรรม และ 3.กลไกกฎหมายและมาตรการเป็นส่วนที่พรรคฯจะเข้ามามีบทบาทโดยตรง ทั้งในเรื่องนโยบาย งบประมาณ และมาตรการเร่งด่วน
นายอภิสิทธิ์ กล่าวต่อว่า สำหรับข้อเสนอเรื่องการตรากฎหมายใหม่ หรือการจัดตั้งหน่วยงานเฉพาะขึ้นมาดูแลนั้น ต้องใช้เวลาในการศึกษาอย่างรอบคอบ เพื่อไม่ให้เกิดความซ้ำซ้อน หรือความไม่ชัดเจนในการตีความจนกลายเป็นปัญหาใหม่ในอนาคต ซึ่งประเด็นเรื่องกฎหมายใหม่หรือการตั้งหน่วยงานว่าควรจะอยู่ที่ไหนอย่างไร ทั้งหลายทั้งปวงนี้ถือเป็นการบ้านสำคัญที่พรรคฯยินดีจะรับไปดำเนินการต่อ เพื่อให้เกิดระบบที่ดีที่สุดในการคุ้มครองชีวิตสัตว์ป่าและดูแลพี่น้องประชาชน


