หน้าแรก การเมือง กรมการปกครอง ...

กรมการปกครอง แจง Laser ID ย้ำฐานข้อมูลทะเบียนราษฎรเป็นความลับ เว้นแต่เจ้าของข้อมูลยินยอม

19.02.26 | 17:31 น.

ปกครองแจง ฐานข้อมูลทะเบียนราษฎรเป็นความลับ ไม่สามารถเปิดเผยให้หน่วยงาน-องค์กรใดได้ เว้นแต่ได้รับความยินยอมจากเจ้าของข้อมูล เป็นไปเพื่อประโยชน์ด้านความมั่นคงของรัฐใช้ในการดำเนินคดี

เมื่อวันที่ 19 กุมภาพันธ์ สํานักบริหารการทะเบียน กรมการปกครอง ชี้แจงการใช้บริการระบบพิสูจน์และยืนยันตัวตนทางดิจิทัล (DOPA-Digital ID) และบริการตรวจสอบสถานะบัตรประจําตัวประชาชน (Check Card Service) โดยระบุว่า ตามที่ปรากฏข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับการขอใช้บริการระบบพิสูจน์และยืนยันตัวตนทางดิจิทัล (DOPA-Digital ID) และการให้บริการตรวจสอบสถานะบัตรประจําตัวประชาชนในระบบ Laser ID สํานักบริหารการทะเบียน กรมการปกครอง ขอชี้แจงข้อเท็จจริง ดังนี้

1.Laser ID หรือเลขรหัสกํากับบัตรประจําตัวประชาชน​

เป็นเลขที่กรมการปกครองใช้ในการควบคุมการจ่ายบัตรประจําตัวประชาชนที่แจกจ่ายให้กับสํานักทะเบียนอําเภอ สํานักทะเบียนท้องถิ่น กรุงเทพมหานครและเมืองพัทยา เพื่อความสะดวกในการบริหารจัดการ ควบคุมและตรวจสอบบัตร เพื่อให้ทราบว่าถูกส่งไปที่ใด ออกบัตรให้กับใคร ซึ่งไม่เกี่ยวของกับข้อมูลส่วนบุคคลของประชาชน ข้อมูลส่วนบุคคลของประชาชนจะอยู่ด้านหน้าบัตรเท่านั้น​

ข้อมูลบนหน้าบัตรเป็นข้อมูลส่วนบุคคล สิทธิในการเปิดเผยข้อมูลจึงเป็นสิทธิของเจ้าของบัตร ตามที่จะให้ความยินยอมของผู้ถือบัตรว่าประสงค์จะใช้ทำการในสิ่งใด

2.การบริการตรวจสอบสถานะบัตรประจําตัวประชาชน (Check Card Service)​

Advertisement

การบริการตรวจสอบสถานะบัตรประจําตัวประชาชน มีวัตฤประสงค์เพื่อตรวจสอบความถูกต้องของบัตรประจําตัวประชาชนใบล่าสุดแบบออนไลน์ ว่าบัตรดังกล่าวมีสถานะปกติ ถูกระจับ หรือถูกยกเลิก (จำหน่าย) เพื่อป้องกันการปลอมแปลงบัตร การปลอมแปลงข้อมูล และการแอบอ้างสวมสิทธิ​ หน่วยงานภาครัฐหรือเอกชนที่ได้รับอนุญาตสามารถใช้บริการได้ 2 วิธี ได้แก่

1) ตรวจสอบผ่านเครืองอ่านบัตร (Chip Card Reader) อ่านข้อมูลจากบัตรประจําตัวประชาชนแบบอเนกประสงค์ (chip) และส่งข้อมูลเพื่อตรวจสอบสถานะ ประกอบด้วย เลขประจําตัวประชาชน หมายเลขประจํา chip และ หมายเลขคําขอมีบัตร

2) ตรวจสอบโดยกรอกข้อมูลจากหน้าบัตรและหลังบัตร โดยระบุข้อมูลเลขประจําตัวประชาชน ชื่อตัว ชื่อสกุล วันเดือนปีเกิด และเลขรหัสกํากับบัตรประจําตัวประชาชน (Laser ID) ให้ครบถ้วน​

ผลการตรวจสอบทั้ง 2 วิธี จะแจ้งผลให้ทราบว่าบัตรมีสถานะ เป็นปกดิ หรือไม่ปกติ เท่านั้น

3.การอนุญาตให้ใช้ระบบพิสูจน์และยืนยันตัวตนทางดิจิทัล (DOPA-Digital ID)

ระบบพิสูจน์และยืนยันตัวตนทางดิจิทัล (DOPA-Digital ID) ที่กรมการปกครองได้พัฒนาขึ้นภายใต้ชื่อว่า “แอพพลิเคชั่น ThalD” มีวัตถุประสงค์เพื่ออํานวยความสะดวกให้ประชาชนสามารถยืนยันตัวตนเพื่อขอรับบริการออนไลน์ได้สะดวก รวดเร็ว ผ่านช่องทางดิจิทัล โดยไม่ต้องเดินทางไปแสดงตน ณ หน่วยงานให้บริการ เป็นการประหยัด ค่าใช้จ่าย ลดการใช้สําเนาเอกสาร

หน่วยงานของรัฐและภาคเอกชนที่ประสงค์ใช้บริการ สามารถยื่นขออนุญาตเชื่อมโยงระบบตามหลักเกณฑ์ที่กรมการปกครองกําหนด ตามประกาศกรมการปกครอง เรื่อง หลักเกณฑ์การอนุญาตให้หน่วยงานของรัฐและหน่วยงาน เอกชนให้บริการระบบพิสูจน์และยืนยันตัวตนทางดิจิทัล เล่มที่ 141 ตอนพิเศษ 176 ง ลงวันที่ 27 มิถุนายน 2567 เพื่อให้การใช้งานเป็นไปอย่างถูกต้องและมีมาตรฐานเดียวกัน

เมื่อได้รับการอนญาตให้ใช้งานตามหลักเกณฑ์แล้ว หน่วยงานรัฐหรือเอกชน จึงจะสามารถพัฒนาระบบ เพื่อมาเชื่อมต่อกับ ThalD เพื่อใช้งานต่อไปได้​

สํานักบริหารการทะเบียน กรมการปกครอง ขอชี้แจงว่า ฐานข้อมูลทะเบียนราษฎรและบัตรประจําตัวประชาชน เป็นข้อมูลสําคัญและเป็นความลับตามกฎหมาย โดยอยู่ภายใต้พระราชบัญญัติการทะเบียนราษฎร พ.ศ.2534 และที่แก้ไขเพิ่มเติม มาตรา 17 ซึ่งกําหนดให้การเปิดเผยหรือการนําข้อมูลไปใช้ต้องเป็นไปตามที่กฎหมายกําหนดเท่านั้น

นอกจากนี้ ตามพระราชบัญญัติการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ พ.ศ.2562 มาตรา 49-50 ข้อมูลทะเบียนราษฎรถูกจัดเป็นโครงสร้างพื้นฐานสําคัญทางสารสนเทศ (Critical Information Infrastructure : CI) ของประเทศ จึงต้องมีมาตรการดูแลและควบคุมความปลอดภัยในระดับสูงสุด

ดังนั้น ข้อมูลดังกล่าวไม่สามารถเปิดเผยให้หน่วยงานหรือองค์กรใดได้ เว้นแต่

– ได้รับความยินยอมจากเจ้าของข้อมูล
– เป็นไปเพื่อประโยชน์ด้านความมั่นคงของรัฐใช้ในการดำเนินคดี
– ใช้ในการพิจารณาคดี หรือการปฏิบัติหน้าที่ตามที่กฎหมายให้อำนาจไว้

ทั้งนี้ ไม่ว่าในกรณีใด การนำข้อมูลทะเบียนประวัติราษฎรไปใช้ต้องไม่ก่อให้เกิดความเสียหายต่อเจ้าของข้อมูล และต้องเป็นไปตามกรอบของกฎหมายอย่างเคร่งครัด

การเข้าถึงฐานข้อมูลทะเบียนราษฎรและข้อมูลบัตรประจำตัวประชาชน ต้องเป็นผู้ที่มีอำนาจหน้าที่ตามกฎหมายเท่านั้น และต้องเป็นไปตามภารกิจที่ได้รับมอบหมายอย่างชัดเจน โดยมีการกำหนดสิทธิการเข้าใช้งาน (Access Control) ตามระดับหน้าที่ความรับผิดชอบของแต่ละบุคคลหรือหน่วยงาน