อ.นิติฯ มธ. ชง กกต.ส่งศาลรธน.วินิจฉัยใหม่ – หวั่น ข้อสับสนเชิงกฎหมายสัญชาติ ทำให้เรา ‘ไม่เหลือคนไทยเกิดนอกประเทศ’ – ยกเคสต่างชาติ แค่ผูกพันกับท้องถิ่น ลงสมัคร ส.ส.ได้- ด้าน ตัวแทน กกต.ตอบ ‘ไม่อยากตัดสิทธิผู้สมัคร แต่เป็นสิ่งที่ต้องทำ
เมื่อวันที่ 19 กุมภาพันธ์ เวลา 13.00 น. ที่ห้องประชุมจิตติ ติงศภัทิย์ คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (ท่าพระจันทร์) จัดเสวนาวิชาการในหัวข้อ “เกิดในไทย มีสัญชาติไทย ก็ไม่มีสิทธิ ?: ปัญหาใหม่ในการตีความสิทธิการสมัครรับเลือกตั้งของคนไทยตามมาตรา 7 ทวิ วรรคสอง”
โดยวิทยากรได้แก่ อาจารย์ ดร.ศิวนุช สร้อยทอง ทนายความคลินิกกฎหมาย มูลนิธิกระจกเงา ผู้รับผิดชอบคดีคนสัญชาติไทยที่ถูกตัดสิทธิการลงสมัครรับเลือกตั้ง ร่วมด้วยคณาจารย์จากคณะนิติศาสตร์ ม.ธรรมศาสตร์ ได้แก่ ผศ.ดร.ปูนเทพ ศิรินุพงศ์, รศ.ดร.อานนท์ มาเม้า อาจารย์ประจำศูนย์กฎหมายมหาชน และ อาจารย์ ดร.พวงรัตน์ ปฐมสิริรักษ์ อาจารย์ประจำศูนย์กฎหมายระหว่างประเทศ ร่วมแลกเปลี่ยนมุมมอง วิเคราะห์ข้อกฎหมาย และตั้งคำถามต่อแนวทางการตีความสิทธิการสมัครรับเลือกตั้งในบริบทปัจจุบัน
ในช่วงต้น อาจารย์ ดร.ศิวนุชกล่าวว่า กรณีชาติพันธุ์ในพื้นที่ จ.เชียงราย ลงสมัคร อบต.มาเกือบ 10-20 ปี แต่ล่าสุดในปลายเดือนธันวาคม ได้รับการแจ้งปฏิเสธว่า ทั้ง 5 คนไม่สามารถลงสมัคร ส.ส.ได้ เพราะไม่ใช่ ‘คนสัญชาติไทยโดยการเกิด’

ในตอนหนึ่ง รศ.ดร.อานนท์ กล่าวถึง คำวินิจฉัย ศาลรัฐธรรมนูญ 23/2567 (บุคคลที่มีสัญชาติไทยโดยการเกิดให้ไม่อาจถูกถอนสัญชาติไทยได้ เนื่องด้วย อาจทําให้บุคคลนั้นถูกเนรเทศฯ) ซึ่งที่ผ่านมาไม่เคยมีปัญหา
ส่วน ‘มาตรา 7 ทวิวรรคสอง‘ ของ พ.ร.บ.สัญชาติ ระบุข้อยกเว้นในการได้สัญชาติไทย ผู้เกิดในราชอาณาจักรไทย โดยมารดาเป็นคนต่างด้าว ย่อมไม่ได้รับสัญชาติไทย ถ้าในขณะที่เกิด บิดาเป็นคนต่างด้าวที่ 1.ได้รับการผ่อนผันให้พักอาศัยอยู่ในราชอาณาจักรไทยเป็นกรณีพิเศษ 2.ได้รับอนุญาตให้เข้าอยู่ในราชอาณาจักรไทยเพียงชั่วคราว หรือ 3.เข้ามาอยู่ในราชอาณาจักรไทยโดยไม่ได้รับอนุญาตตามกฎหมายว่าด้วยคนเข้าเมือง
จากนั้น รศ.ดร.อานนท์ ชี้ให้เห็นประเด็นแรก ‘ความเป็นพลเมือง กับรัฐธรรมนูญ’ อยากชวนให้เห็นภาพใหญ่ ซึ่งเป็นฟังก์ชันต่อ ‘สิทธิและหน้าที่ของพลเมือง’ ที่นักกฎหมายสากลเห็นตรงกันว่า คือการใช้ ‘สัญชาติ’ เป็นเครื่องมือในการกำหนดความเป็นพลเมืองของชาตินั้นๆ
ซึ่งประเทศไทยเรา มีความคิดนี้เมื่อรับอิทธิพลการเมืองและระบบกฎหมาย จากตะวันตกเข้ามา ในช่วงรัชกาลที่ 4-5 (รัตนโกสินทร์) โดยใช้ ‘กฎหมายสัญชาติ’ เป็นตัวกำหนด
“นำมาสู่คำถามที่ว่า วันนี้ระบบกฎหมายไทย เข้าใจการได้มาซึ่งสัญชาติ ตามหลักคิดที่ถูกต้องหรือไม่อย่างไร ?”
จากนั้น รศ.ดร.อานนท์กล่าวว่า ประเทศไทยเราใช้คอนเซ็ปต์การให้สัญชาติโดยยึดตาม 1.หลักดินแดน และ 2.หลักสืบสายโลหิต แต่ถ้าสังเกตให้ดี ‘สัญชาติโดยการเกิด’ มันทับซ้อนกันกับ สัญชาติภายหลังการเกิด
วันนี้มันเกิดปรากฏการณ์คือ การตีความตาม ม.7 วรรคสอง เป็นการได้สัญชาติโดยการเกิดตาม ‘หลักดินแดน’ (เกิดในดินแดนอำนาจอธิปของไทย)
ต่อมา รศ.ดร.อานนท์กล่าวถึง ประเด็นที่สองคือ ‘การรับรองเรื่องสิทธิในสัญชาติ‘ ซึ่งระบุอยู่ใน ’มาตรา 39 ของรัฐธรรมนูญ‘ คือรัฐมีหน้าที่ในการกำหนดว่าใครจะเป็นสมาชิกของรัฐนั้นๆ ได้บ้าง เมื่อคอนเซ็ปต์คือ ‘ขึ้นอยู่กับ รัฐใครรัฐมัน’ จึงเกิดสภาวะกลืนไม่เข้า คายไม่ออก

จากกรณีที่เกิดขึ้น มาจากการคิดบนฐานที่ว่า ไม่มีที่อยู่ตามหลักดินแดน (ม.39 วรรค 2) ซึ่งคำว่า ‘สัญชาติไทยโดยการเกิด’ ก็ถูกระบุไว้ในการดำรงตำแหน่งอื่นๆ รวมทั้ง ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ด้วย
รศ.ดร.อานนท์กล่าวว่า จากสถานการณ์ ‘ตอ’ ใหญ่อยู่ที่ ม.39 วรรค 2 แต่เรากำลังหลบตอนี้ แล้วพุ่งเข้าข้างทาง ไปชนเรื่องอื่นๆ ที่ทำให้เกิดปัญหา
ถ้าเรามองเรื่องความเป็นพลเมือง สิ่งนี้ทำให้เกิดปัญหา ‘ความไม่เสมอภาคในความเสมอภาค’ ด้วยวิธีคิดของรัฐไทยว่า ต้องมี ‘สัญชาติไทยโดยการเกิด’ ต่อมาก็มีการตีความต่อไปอีกว่า ไม่รวม ม.7 ทวิวรรคสอง ซึ่งแปลว่า ผู้มีสัญชาติไทย (Thai) เฉยๆ ไม่สู้ สัญชาติไทยโดยกำเนิด (Very Thai)
ดังนั้น ส่วนตัวมองว่า มูลเหตุเกิดจาก ม.39 วรรค 2 ของรัฐธรรมนูญ ที่เขียนไว้กว้างมากในเรื่อง ‘การถอนสัญชาติบุคคล’ จนนำไปสู่การให้ศาลรัฐธรรมนูญ ตีความ
“บั๊คใหญ่คือ 39 วรรค 2 ว่าบุคคลที่ได้รับอนุมัติจากมหาดไทย คือบุคคลที่ได้รับสัญชาติไทยโดยการเกิด ทำให้คนที่ติด ม.7 ทวิวรรคสอง ’ลงเลือกตั้งไม่ได้‘ ซึ่งมันจะกระทบกระเทือนไปทั่ว เพราะมีกฎหมายในลักษณะนี้ ที่อ้างอิงถึง ‘สัญชาติไทยโดยการเกิด’
จากกรณีที่เกิดขึ้น กกต.เดินตาม ทำให้ลงสมัคร ส.ส.ไม่ได้ รวมถึง การรับราชการ ดำรงตำแหน่งในหน่วยงานรัฐ และลงสมัครผู้แทนในท้องถิ่น ที่ไม่สามารถทำได้”

“ผมว่ามันเกิดความเข้าใจไม่ตรงกัน สองฟาก คือ สัญชาติไทยโดยการเกิด ควรจะรวม หรือไม่รวม ม.7 ทวิวรรคสอง ซึ่งจากการที่ กกต.ทำหนังสือเรื่องนี้ ก็มีการเมนชั่นถึง ‘คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ’ เหตุผลในหน้า 10 ย่อหน้าบน ประโยคสุดท้าย ค้ำคออยู่
ในขณะที่นักวิชาการ ด้านสิทธิมนุษยชน มองว่า ม.7 ทวิวรรคสอง คือคนที่ได้สัญชาติไทยโดยการเกิด” รศ.ดร.อานนท์ ชี้
รศ.ดร.อานนท์กล่าวว่า วันนี้การเป็นพลเมืองไทย กลายเป็นว่าไม่เท่ากันอยู่แล้ว ตนมีความเห็นว่าปัญหาที่เกิดขึ้น รัฐธรรมนูญเขียนไว้เจตนาดี ว่าไม่ต้องการให้เกิดกรณี ‘ไม่มีสัญชาติ‘ แต่เป็นปัญหาในการบัญญัติในร่างรัฐธรรมนูญ ดังนั้น มีความจำเป็นต้องคุยให้เคลียร์ ให้ชัด ไม่อย่างนั้น ‘ตัวบท’ จะไปครอบสถานการณ์
“ทางออกในวันนี้ คือผมเข้าใจหัวอกของ กกต. กรมการปกครอง ว่า คำวินิจฉัยค้ำคออยู่ แม้เรื่องนั้นจะพูดถึง พ.ร.บ.สัญชาติ แต่มันมีการวางหลักไว้
ดังนั้น ผมเสนอให้
1.มีการตีความใหม่ โดยใช้กลไกรัฐธรรมนูญ ม.210 วรรค1-2 ที่เราเสนอคำร้องได้ว่า มีปัญหาจริงๆ ว่าการวินิจฉัยนี้กระทบต่อการทำงานของ กกต. โดย กกต.สามารถขอโอกาสนี้ในการให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยใหม่อีกครั้งได้ ซึ่งความจริงแล้ว กกต.น่าจะเสนอไปก่อนเลือกตั้งที่ผ่านมา
“ลองเถอะ เป็นหนทาง ให้มีการเปลี่ยนแปลงคำวินิจฉัย และ ฟัง กกต.โดยตรงในฐานะผู้จัดการเลือกตั้ง ต้องวินิจฉัยว่า เป็นบุคคลสัญชาติไทยหรือไม่ ? ซึ่งการที่ศาลรัฐธรรมนูญ เปลี่ยนแปลงคำวินิจฉัย เป็นไปได้” รศ.ดร.อานนท์กล่าว และว่า

ข้อเสนอที่ 2 คือ ‘แก้ตัวบท’ โดยเอา ม.39 วรรค 2 ของรัฐธรรมนูญออกไป หรือเปลี่ยนให้ดีขึ้นกว่านี้ โดยกลับไปมองที่เจตนารมณ์
“สมมติกรณี ‘การถอนสัญชาติ’ ต้องยึดหลักการที่ว่า ‘ถอนไม่ได้ถ้าทำให้เขาเป็นคนไร้สัญชาติ’ ซึ่งตนมองว่าน่าจะมีส่วนช่วยในการแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นนี้ได้” รศ.ดร.อานนท์กล่าว




