เปิดเจตนารมณ์ ม.85 ยกคำวินิจฉัยศาลรธน. ปี 49 ระบุ หลักเลือกโดยลับ ต้องให้ไม่รู้ว่าเลือกใคร
เมื่อวันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2569 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับข้อถกเถียงในแง่มุมของนักกฎหมาย ในประเด็นเรื่องการเลือกตั้งต้องเป็นไปโดยตรงและลับ ตามมาตรา 85 รัฐธรรมนูญ 2560 ระบุไว้นั้น โดยในมุมมองของนายวิษณุ เครืองาม อดีตรองนายกรัฐมนตรี ระบุว่า ส่วนตัวไม่เชื่อว่าเป็นการเลือกตั้งโดยลับ เนื่องจากบัตรเลือกตั้งที่พิมพ์บาร์โค้ดไว้ เพราะสามารถนำไปตรวจสอบย้อนกลับไปได้ว่าผู้มีสิทธิเลือกตั้งเลือกบุคคลใด
โดยมาตรา 85 บัญญัติว่า สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรซึ่งมาจากการ เลือกตั้งแบบแบ่งเขตเลือกตั้ง ให้ใช้วิธีออกเสียงลงคะแนนโดยตรงและลับ โดยให้แต่ละเขตเลือกตั้งมีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรได้เขตละหนึ่งคน และผู้มีสิทธิเลือกตั้งมีสิทธิออกเสียงลงคะแนน เลือกตั้งได้คนละหนึ่งคะแนน โดยจะลงคะแนนเลือกผู้สมัครรับ เลือกตั้งผู้ใด หรือจะลงคะแนนไม่เลือกผู้ใดเลยก็ได้ให้ผู้สมัครรับเลือกตั้งซึ่งได้รับคะแนนสูงสุดและมี คะแนนสูงกว่าคะแนนเสียงที่ไม่เลือกผู้ใด เป็นผู้ได้รับเลือกตั้ง หลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขในการสมัครรับเลือกตั้งการออกเสียงลงคะแนน การนับคะแนน การรวมคะแนน การประกาศผลการเลือกตั้ง และการอื่นที่เกี่ยวข้อง ให้เป็นไปตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร โดยกฎหมายดังกล่าวจะกำหนดให้ผู้สมัครรับเลือกตั้งต้องยื่นหลักฐานแสดงการเสียภาษีเงินได้ประกอบการสมัครรับเลือกตั้งด้วยก็ได้ให้คณะกรรมการการเลือกตั้งประกาศผลการเลือกตั้งเมื่อตรวจสอบเบื้องต้นแล้วมีเหตุอันควรเชื่อว่าผลการเลือกตั้งเป็นไป โดยสุจริตและเที่ยงธรรม และมีจำนวนไม่น้อยกว่าร้อยละเก้าสิบห้า ของเขตเลือกตั้งทั้งหมด ซึ่งคณะกรรมการการเลือกตั้งต้องตรวจสอบเบื้องต้นและประกาศผลการเลือกตั้งให้แล้วเสร็จโดยเร็ว แต่ต้องไม่ช้ากว่าหกสิบวันนับแต่วันเลือกตั้ง
ทั้งนี้ การประกาศผลดังกล่าวไม่เป็นการตัดหน้าที่และอานาจของคณะกรรมการการเลือกตั้งที่จะดำเนินการสืบสวน ไต่สวน หรือวินิจฉัยกรณีมีเหตุอันควรสงสัยว่ามี การกระทำการทุจริตในการเลือกตั้ง หรือการเลือกตั้งไม่เป็นไปโดยสุจริตหรือเที่ยงธรรม ไม่ว่าจะได้ประกาศผลการเลือกตั้งแล้วหรือไม่ก็ตาม
ขณะที่คำอธิบายประกอบรัฐธรรมนูญมาตรา 85 ระบุว่า (1) บทบัญญัติในมาตรานี้เป็นการกำหนดวิธีการออกเสียงลงคะแนนเพื่อเลือกสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบแบ่งเขตเลือกตั้ง โดยให้ใช้วิธีออกเสียงลงคะแนนโดยตรงและลับ แต่มิได้ระบุเจาะจงให้ใช้บัตรเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบละหนึ่งใบดังเช่นในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 (มาตรา 93 วรรคสอง) แต่รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 บัญญัติให้ผู้มีสิทธิออกเสียงลงคะแนนแต่ละคน มีสิทธิลงคะแนนคนละหนึ่งคะแนน โดยจะลงคะแนนเลือกหรือไม่เลือกผู้สมัครผู้ใดเลยก็ได้
การออกเสียงลงคะแนนโดยตรงและลับ มีบัญญัติมาตั้งแต่ในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยพุทธศักราช 2489 มาตรา 29 วรรคสาม ความว่า “การเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทน ให้ใช้วิธีลงคะแนนออกเสียง
โดยตรงและลับ”
“การออกเสียงลงคะแนนโดยตรง” ย่อมมีความหมายอยู่ในตัวว่า ผู้มีสิทธิเลือกตั้งต้องเป็น ผู้ลงคะแนนนั้นด้วยตนเอง ไม่อาจให้บุคคลอื่นลงคะแนนแทนตนได้ และมิใช่เลือกโดยวิธีเลือกตัวแทนเพื่อไป
เลือกตั้งอีกทีหนึ่ง ในลักษณะที่กระทำในการเลือกตั้งประธานาธิบดีของสหรัฐอเมริกา หรือดังเช่นที่เคยกระทำ ในการเลือกตั้งในประเทศไทยตามพระราชบัญญัติธรรมนูญการปกครองแผ่นดินสยามชั่วคราว พุทธศักราช
2475 ซึ่งกำหนดให้ราษฎรในหมู่บ้านเลือกผู้แทนเพื่อออกเสียงเลือกตั้งผู้แทนตำบล แล้วจึงให้ผู้แทนตำบล ไปเลือกตั้งสมาชิกในสภาผู้แทนราษฎร วิธีดังกล่าวเป็นการออกเสียงลงคะแนนทางอ้อม
“การออกเสียงลงคะแนนโดยลับ” มีความหมายว่าในการลงคะแนนของผู้มีสิทธิออกเสียง ลงคะแนน จะต้องกระทำในลักษณะที่บุคคลอื่นไม่อาจทราบหรือตรวจสอบได้ว่าผู้มีสิทธิออกเสียงได้ลงคะแนน
เสียงอย่างไรหรือออกเสียงลงคะแนนให้ผู้สมัครคนใด ในเรื่องนี้ศาลรัฐธรรมนูญเคยมีคำวินิจฉัย ที่ 9/2549 ลงวันที่ 8 พฤษภาคม 2549 (ราชกิจจานุเบกษา เล่ม 123 ตอนที่ 71 ก 12 พฤษภาคม 2549) สรุปได้ว่า
“หลักการเลือกตั้งโดยลับนั้นเป็นสาระสำคัญของการเลือกตั้งในการปกครองระบอบประชาธิปไตย การใช้สิทธิ เลือกตั้งจะต้องโดยเสรี หากการเลือกตั้งไม่เป็นไปโดยลับแล้ว การเลือกตั้งก็ไม่อาจที่จะเป็นการเลือกตั้งโดยเสรีได้ การเลือกตั้งโดยลับให้ความคุ้มครองทั้งผู้มีสิทธิออกเสียงเลือกตั้งแต่ละคน และผลประโยชน์ส่วนรวมด้วย ตามหลักการการเลือกตั้งโดยลับจะต้องดำเนินการเลือกตั้งโดยไม่ให้ผู้ใดทราบได้เลยว่า ผู้ลงคะแนนออกเสียงเลือกตั้งแต่ละคนตัดสินใจเลือกใคร”
(2) ความในวรรคสองเป็นหลักการที่กำหนดขึ้นใหม่แตกต่างไปจากรัฐธรรมนูญที่เคยมีมา กล่าวคือ ที่ผ่านมาผู้ได้รับการเลือกตั้งจะได้แก่ผู้ที่ได้รับคะแนนสูงสุด แม้ว่าในบัตรเลือกตั้งจะเคยมีช่องสำหรับ
“ไม่ประสงค์จะลงคะแนน” ปรากฏอยู่ และกฎหมายกำหนดให้นับเพื่อประกาศให้ประชาชนทราบด้วย แต่มิได้ มีผลกระทบต่อผู้สมัครแต่อย่างใด เว้นแต่เป็นกรณีที่มีผู้สมัครคนเดียวในเขตเลือกตั้ง ผู้สมัครจะต้องได้คะแนน
สูงกว่าคะแนนที่มีผู้ไม่ประสงค์จะลงคะแนน แต่ตามรัฐธรรมนูญนี้ ได้เปิดโอกาสให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งในอันที่จะใช้ สิทธิไม่เลือกผู้สมัครผู้ใดเลยได้ โดยให้นาคะแนนที่ไม่เลือกผู้ใดมานับและประกาศให้ประชาชนทราบด้วย
หากปรากฏว่าคะแนนเสียงที่ไม่เลือกผู้ใดมีจำนวนสูงสุด จะมีผลให้ผู้สมัครทุกคนไม่ว่าจะได้รับคะแนนเสียงเท่าใด ไม่ได้รับเลือกตั้ง และจะถูกตัดสิทธิในการสมัครรับเลือกตั้งในการเลือกตั้งที่จะจัดขึ้นใหม่
(3) ความในวรรคสามเป็นการให้อำนาจในการตรากฎหมายเพื่อกาหนดรายละเอียดเกี่ยวกับหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขในการสมัครรับเลือกตั้ง การออกเสียงลงคะแนน การนับคะแนน การรวมคะแนน
การประกาศผลการเลือกตั้ง และการอื่นที่เกี่ยวข้อง แต่การกำหนดรายละเอียดดังกล่าวต้องไม่ขัดหรือแย้งกับ บทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ ดังนั้นเพื่อให้กฎหมายที่จะตราขึ้นสามารถกาหนดเงื่อนไขเกี่ยวกับการเสียภาษีเงินได้ ของผู้สมัครรับเลือกตั้งเป็นคุณสมบัติเพิ่มเติมจากที่ก าหนดไว้ในรัฐธรรมนูญได้ จึงมีบทบัญญัติระบุไว้ว่ากฎหมายดังกล่าวจะกาหนดให้ผู้สมัครรับเลือกตั้งต้องยื่นหลักฐานแสดงการเสียภาษีเงินได้ประกอบการสมัครรับเลือกตั้งด้วยก็ได้
(4) กำหนดหน้าที่ของคณะกรรมการการเลือกตั้งในส่วนที่เกี่ยวกับการประกาศผลการเลือกตั้ง โดยต้องมีการตรวจสอบเบื้องต้นว่ามีเหตุอันควรเชื่อว่าการเลือกตั้งเป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรม คณะกรรมการการเลือกตั้งจะอาศัยแต่เพียงการไม่มีผู้ใดร้องเรียนแล้วประกาศผลการเลือกตั้งดังที่เคยปฏิบัติมามิได้ ทั้งยังกาหนดเงื่อนไขด้วยว่า จะต้องรู้ผลการเลือกตั้งไม่น้อยกว่าร้อยละเก้าสิบห้าของเขตเลือกตั้งทั้งหมดจึง จะประกาศได้ โดยมีระยะเวลาการตรวจสอบและประกาศผลไม่ช้ากว่าหกสิบวันนับแต่วันเลือกตั้ง ทั้งยังได้กำหนดไว้ด้วยว่าแม้จะได้ประกาศผลแล้ว หน้าที่ในการตรวจสอบก็จะต้องดาเนินการต่อไป เพื่อให้การเลือกตั้ง
เป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรมอย่างแท้จริง

