ผลการเลือกตั้ง ส.ส. เมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา เหมือนจะจบแต่ไม่จบ เมื่อผลการเลือกตั้งผ่านการนับคะแนนของสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ที่ประกาศผลนับคะแนนแล้ว 400 เขต
ผลการเลือกตั้งอย่างไม่เป็นทางการ พรรคภูมิใจไทย (ภท.) คว้าที่นั่ง ส.ส. 193 คน มาเป็นอันดับที่ 1 พรรคประชาชน (ปชน.) 118 พรรคเพื่อไทย (พท.) 74 คน พรรคกล้าธรรม (กธ.) 58 คน พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) 22 คน ส่วนพรรคอื่นๆ ได้ที่นั่ง ส.ส.ลดหลั่นกันไป ตั้งแต่ 6 เสียง ไปถึง 1 เสียง
ด้วยเสียง ส.ส.ผ่านผลการเลือกตั้ง แม้ กกต.จะยังไม่ประกาศรับรองผลอย่างเป็นทางการ แต่พรรค ภท. ถือว่ามีความชอบธรรมต่อการเป็นการแกนนำจัดตั้งรัฐบาลผสมที่มีเสียงสนับสนุนให้มีเสถียรภาพต่อการเดินหน้าบริหารประเทศ สะท้อนผ่านดัชนีตลาดหุ้นในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ต.ล.ท.) ที่ปรับตัวสูงขึ้น ปรับเพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัดมีตัวเลขการซื้อขายมากกว่า 1,400 จุด ถือเป็นสัญญาณที่ดีมากในรอบ 10 ปี
โดยการรวบรวมเสียงและจุดยืนของแต่ละพรรค ที่ประกาศตัวสนับสนุนนายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรค ภท. เป็นนายกฯ อีกสมัย ล่าสุดมีเสียงสนับสนุนเกือบ 300 เสียง เพียงพอต่อการเป็นรัฐบาลที่่มีเสถียรภาพ ประกอบด้วย พรรค ภท. 193 เสียง พรรค พท. 74 เสียง พรรคเศรษฐกิจ 3 เสียง พรรคพลังประชารัฐ 5 เสียง พรรคใหม่ 1 เสียง พรรครวมใจไทย 1 เสียง พรรคไทยทรัพย์ทวี 1 เสียง พรรครวมพลังประชาชน 1 เสียง พรรคมิติใหม่ 1 เสียง พรรคประชาธิปไตยใหม่ 1 เสียง พรรคเพื่อชาติไทย 2 เสียง พรรคทางเลือกใหม่ 1 เสียง พรรคไทยสร้างไทย อีก 2 เสียง พรรคประชาชาติ 5 เสียง รวมแล้ว 291 เสียง
แม้จะยังไม่มีความชัดเจนต่อการเข้าร่วมรัฐบาลของพรรคกล้าธรรม (กธ.) ที่มี ส.ส. 58 เสียง หรือไม่
แต่การจัดตั้งรัฐบาลที่มีพรรค ภท.เป็นแกนนำอาจไม่ง่าย ตรงข้ามกับการชนะเลือกตั้งได้ ส.ส.มาเป็นอันดับ 1 ที่ 193 คน เมื่อมีปัจจัยเกี่ยวกับกระบวนการจัดการเลือกตั้งของ กกต. ที่ส่อเค้าจะส่งผลให้การรับรองผลการเลือกตั้งไม่สามารถเป็นไปได้โดยง่าย เมื่อมีข้อร้องเรียนในประเด็นให้ตรวจสอบบัตรเลือกตั้ง ส.ส. ที่มีการพิมพ์บาร์โค้ดลงบนบัตรเลือกตั้งทุกใบ
ซึ่ง กกต.ชี้แจงว่า เป็นมาตรการรักษาความปลอดภัย ทำให้สามารถรู้ล็อตในการจัดพิมพ์ เป็นข้อมูลที่ไปที่มาว่า พิมพ์เมื่อไหร่ อย่างไร แจกจ่ายไปเขตไหน แต่มีข้อกังวลของผู้มีสิทธิเลือกตั้งว่า หากสแกนบาร์โค้ดแล้ว หมายเลขบัตรลงคะแนน เชื่อมโยงกับหมายเลขบนต้นขั้ว ที่มีการลงชื่อผู้ลงคะแนนอยู่ด้วย ถ้าเป็นแบบนี้อาจเป็นปัญหาขัดต่อมาตรา 85 ของรัฐธรรมนูญ ที่กำหนดว่า ให้การเลือกตั้ง ส.ส.เป็นการออกเสียงลงคะแนนโดยตรงและลับ
สอดคล้องกับข้อกังวลผ่านความเห็นของนักกฎหมายระดับต้นๆ ของประเทศ อาทิ “จรัญ ภักดีธนากุล” อดีตตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ที่มองว่า ถ้าพิสูจน์ได้ว่า ทำให้มีการตรวจสอบย้อนหลัง เช็กได้ว่าผู้มาใช้สิทธิเลือกตั้งคือใคร ก็แสดงว่าไม่ลับ ผลทำให้การเลือกตั้งครั้งนี้ขัดรัฐธรรมนูญ และใช้บังคับไม่ได้ ผลจะนำไปสู่การเลือกตั้งใหม่ เสียหายแก่ประเทศชาติ
เช่นเดียวกับ “วิษณุ เครืองาม” อดีตรองนายกรัฐมนตรี ระบุว่า ในความเห็นส่วนตัวมองว่า การเลือกตั้งครั้งนี้ไม่ใช่การเลือกตั้งโดยลับ เนื่องจากคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ทำผิดและขัดต่อรัฐธรรมนูญ เพราะบาร์โค้ดทำให้สามารถตรวจสอบย้อนกลับได้ว่าผู้มีสิทธิออกเสียงอย่างไร ไม่เป็นไปตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 85 แต่ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ
สอดคล้องกับข้อกังวลของ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า ประธานที่ปรึกษาพรรค กธ. ที่ออกมาส่งสัญญาณถึงกระบวนการจัดการเลือกตั้ง โดยเฉพาะประเด็นเรื่องการจัดพิมพ์บาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้ง ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อ (บัตรสีชมพู) ของ กกต. ว่าจะส่งผลให้กระบวนการจัดการเลือกตั้งไม่เป็นตามรัฐธรรมนูญ อาจถึงขั้นส่งผลให้การเลือกตั้งโมฆะหรือไม่ เป็นเรื่องที่น่าห่วงมากกว่าการรวมเสียงจัดตั้งรัฐบาล
แม้จะมีความเห็นแย้งทางข้อกฎหมายของ “ศุภชัย ใจสมุทร” ว่าที่ ส.ส.บัญชีรายชื่อ และประธานคณะทำงานด้านกฎหมาย พรรค ภท. ที่มองว่า การมีบาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้งจัดทำเพื่อควบคุมจำนวนบัตร ป้องกันการปลอมแปลง และบริหารจัดการในแต่ละหน่วยเลือกตั้ง ไม่ได้เชื่อมโยงรายชื่อผู้มีสิทธิเลือกตั้ง และไม่มีระบบติดตามว่าใครลงคะแนนให้ใคร การจะวินิจฉัยให้การเลือกตั้งเป็นโมฆะ ต้องมีการละเมิดหลักการพื้นฐานอย่างร้ายแรง และต้องมีพยานหลักฐานชัดเจน ไม่ใช่เพียงข้อสันนิษฐานว่าระบบ อาจไม่ลับ
แน่นอนว่าเมื่อมีความเห็นแย้งทางข้อกฎหมาย โดยเฉพาะที่เกี่ยวข้องกับการเลือกตั้งที่ส่อว่าจะไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ มาตรา 85 ในประเด็นที่ว่าเป็นการเลือกตั้งโดยตรงและลับหรือไม่นั้น ย่อมเป็นหน้าที่ของศาลรัฐธรรมนูญ เป็นองค์กรที่ต้องวินิจฉัยชี้ขาด
ปัจจุบันมีคำร้องของกลุ่มบุคคล ภาคประชาชน สมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.) สำรอง มายื่นคำร้องขอให้ผู้ตรวจการแผ่นดินยื่นเรื่องให้ ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยกรณีบาร์โค้ดและคิวอาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้งขัดรัฐธรรมนูญหรือไม่ รวมทั้งปัญหาการจัดการเลือกตั้งของ กกต. ไม่ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ ซึ่งมาคำร้องรวมแล้ว 30 เรื่อง ซึ่งผู้ตรวจการแผ่นดินต้องพิจารณาข้อเท็จจริงในทุกคำร้องว่าผู้ร้องมีสิทธิยื่นคำร้องหรือไม่ รวมทั้งหลักฐานและข้อเท็จจริงของผู้ร้องแต่ละรายมีความสมบูรณ์เพียงพอต่อการยื่นคำร้องให้ศาลรัฐธรรมนูญรับไว้วินิจฉัยหรือไม่
หากกระบวนการไปถึงศาลรัฐธรรมนูญ และศาลรับคำร้องไว้พิจารณา ยังต้องลุ้นกับคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญอีกครั้ง เพราะไม่ว่าผลคำวินิจฉัยจะออกมาในทาง “บวก” หรือ “ลบ” ล้วนส่งผลต่อการเดินหน้าจัดตั้งรัฐบาลของพรรค ภท. ซึ่งตามกรอบเวลา กกต. มีเวลา 60 วัน ในการตรวจสอบและรับรองผลการเลือกตั้ง ตามมาตรา 127 พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ (พ.ร.ป.) ว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส. พ.ศ.2561 ซึ่งครบตามกรอบเวลา 60 วัน ในวันที่ 9 เมษายนนี้ หากไม่มีปัจจัยเรื่องผลการเลือกตั้งมาแทรกซ้อน ตามไทม์ไลน์คาดว่าจะได้รัฐบาลชุดใหม่เข้ามาบริหารประเทศในช่วงเดือนมิถุนายนนี้
จากนี้ย่อมเป็นหน้าที่และความรับผิดชอบของ กกต. ในฐานะเป็นองค์กรที่รับผิดชอบการจัดการเลือกตั้งโดยตรง ต้องชี้แจง พิสูจน์ข้อพิรุธต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับการเลือกตั้ง ทั้งประเด็นเรื่องบัตรเขย่ง คือ จำนวนผู้มีสิทธิเลือกตั้ง ไม่เท่ากับจำนวนผู้ออกมาใช้สิทธิเลือกตั้งที่เกิดขึ้นในหลายหน่วยเลือกตั้ง แม้ กกต.จะออกคำสั่งให้มีการลงคะแนนเสียงใหม่ในบางหน่วย รวมทั้งสั่งนับคะแนนใหม่ในบางหน่วย เพื่อแก้ปัญหาบัตรเขย่ง
รวมทั้งประเด็นสำคัญอย่าง กรณีพิมพ์บาร์โค้ดและคิวอาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้ง ซึ่งสุ่มเสี่ยงอาจจะทำให้ผลการเลือกตั้งขัดต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา 85 ถ้าถึงขั้น เวิร์สต์เคสซีเนริโอ ทำให้การเลือกตั้งเป็นโมฆะหรือไม่
ย่อมส่งผลให้การเมืองเกิดสุญญากาศ ไม่สามารถมีรัฐบาลที่มีอำนาจเต็มเข้ามาบริหารประเทศ ส่งผลกระทบต่อทั้งภาคธุรกิจ และทุกภาคส่วน ไม่สามารถเดินหน้านโยบายสำคัญๆ ได้
กกต.จึงปฏิเสธความรับผิดชอบไม่ได้ ต่อการแก้ปัญหา ข้อร้องเรียนต่างๆ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้เกิดกับกระบวนการจัดการเลือกตั้ง ตามสโลแกนของ กกต.ที่ระบุว่า “เป็นไปด้วยความสุจริต เที่ยงธรรม และชอบด้วยกฎหมาย” เพื่อให้ประเทศเดินหน้าได้ตามครรลองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข

