การเมืองไทยยังอยู่ในการหาคำตอบ 2 เรื่อง
หนึ่ง การเลือกตั้งซึ่งจัดขึ้นเมื่อวันที่ 8 ก.พ.69 จะเป็นโมฆะหรือไม่ มีคำร้องมากมายทั้งที่ส่งผ่านผู้ตรวจการแผ่นดินเพื่อให้ส่งต่อศาลรัฐธรรมนูญ หรือยื่นต่อศาลรัฐธรรมนูญเพื่อให้ตัดสิน เนื่องจากมีข้อเท็จจริงที่ถูกตีความว่าเป็นความไม่ชอบมาพากลในการจัดการของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ที่ทำให้เกิดความเห็นว่าเป็นการเลือกที่เน่าเฟะที่สุดเท่าที่เคยมีมา ทั้งเรื่องการปล่อยให้มีการซื้อเสียงกันโจ่งแจ้ง พฤติกรรมประหลาดของเจ้าหน้าที่ประจำหน่วยที่ให้คุณค่ากับสิทธิประชาชน ผลคะแนนที่แตกต่างกันระหว่างตัวเลข
ผู้มาใช้สิทธิ คะแนนปาร์ตี้ลิสต์กับผลคะแนนเลือกผู้สมัครในเขตพื้นที่ ซึ่งชวนสงสัยว่ามีการจัดการให้เกิดการเบี่ยงเบน
ที่หนักสุดเป็นเรื่องบาร์โค้ดที่โผล่เข้ามาในบัตรเลือกตั้งอย่างไม่มีผล ผู้เชี่ยวชาญในด้านกฎหมายเห็นไปทางเดียวกัน คือเป็นเรื่องผิดรัฐธรรมนูญ เพราะทำให้การลงคะแนนไม่เป็นความลับ
ทำให้เกิดความเชื่อและก่อกระแสว่าที่สุดแล้วจะเป็น “โมฆะ”
สอง พรรคกล้าธรรมจะได้ร่วมรัฐบาลหรือไม่
คำตอบก็คือ ในเรื่องแรก “บาร์โค้ด และคิวอาร์โค้ด” ในบัตรลงคะแนน เป็นข้อเท็จจริงที่ขัดกับรัฐธรรมนูญว่าด้วยความลับของการลงคะแนนแน่นอน เพราะที่สุดแล้วแม้แต่ กกต.ยังยอมรับว่าสามารถตรวจสอบกับต้นขั้วของบัตรแล้วรู้ว่าเลือกพรรคไหนได้ แม้จะอ้างอย่างยอมให้สีข้างถลอกปอกเปิกว่าไม่มีใครจะตรวจสอบได้ เพราะบัตรเลือกตั้งมีเป็นจำนวนมาก และมีกฎหมายห้ามใครเข้าไปยุ่ง
แต่นักกฎหมายเกือบทุกคน แม้แต่ระดับปรมาจารย์อย่าง “วิษณุ เครืองาม” หรือ “จรัญ ภักดีธนากุล” ต่างทุบโต๊ะ ฟันธงว่าเป็นข้อเท็จจริงที่ผิดกฎหมายรัฐธรรมนูญมาตั้งแต่เริ่มแล้ว
จึงเป็นอย่างอื่นไปไม่ได้ นอกจากต้องเป็น “การเลือกตั้งที่เป็นโมฆะ”
เพียงนั่นเป็นการตีความกฎหมายอย่างมั่นคงใน “หลักนิติธรรม”
ในความเป็นไปของความเป็น “นิติรัฐ” ของประเทศไทยเราขณะนี้ ไม่ได้เป็นเช่นนั้น ทุกเรื่องราวที่เกี่ยวข้องกับการเมืองเราตัดสินกันด้วย “เป้าหมายของอำนาจ”
เมื่อชัดเจนว่าเป้าหมายอยู่ที่ทำให้ “พรรคภูมิใจไทย” ชนะการเลือกตั้ง ให้ “อนุทิน ชาญวีรกูล” เป็นนายกรัฐมนตรี และผลเป็นไปตามเป้าหมายนั้น การตัดสินให้ “การเลือกตั้งเป็นโมฆะ” จะไม่มีทางเกิดขึ้น
เว้นเสียแต่ว่าจะเป็น “โมฆะ” ที่การเลือกใหม่เอื้อให้ “พรรคประชาชน” ได้ ส.ส.น้อยลง เช่น “โมฆะเฉพาะบัตรเลือกพรรค หรือ ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อ” ซึ่ง “พรรคประชาชนชนะ” การเลือกตั้งใหม่ที่ผู้มาใช้สิทธิน่าจะต้องน้อยลง อาจจะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในสัดส่วน ส.ส. เพราะคะแนนที่มาจากการจัดตั้งย่อมมีแนวโน้มที่จะส่งผลมากกว่าคะแนนกระแส
และ ส.ส.ของพรรคอะไรก็ไม่รู้ ที่จับได้เบอร์ เป็นเลขตัวเดียว และอาศัยการกาบัตรง่ายทำให้ได้ ส.ส.มาพรรคละคนสองคน หายไปเลย เพราะเมื่อกาใบเดียวจะเลือกพรรคที่ตั้งใจมาเลือกง่ายขึ้น
การเลือกใหม่เช่นนี้จะทำให้เกิดการคัดค้านที่วุ่นวายอยู่ไม่น้อย
คำตอบคือ ถึงแม้จะขัดกับรัฐธรรมนูญชัดเจน แต่จะไม่ถูกตัดสินว่าเป็นโมฆะ สำหรับเหตุผลจะออกมาแบบไหนนั้น ในที่สุดมีคำอธิบายอย่างเป็นคุ้งเป็นแควออกมาได้ทุกคนต้องยอมรับจนได้
ส่วนที่ห่วงว่า “พรรคกล้าธรรม” จะได้เริ่มรัฐบาลหรือไม่ได้ ขอให้เลิกห่วง เพราะลึกลงไปในความเป็นมาของ “พรรคกล้าธรรม” นั้น ต่างรู้กันว่าเดินสู่ความเติบโต “ความมั่นคง ยั่งยืน” ไม่ต่างจาก “พรรคภูมิใจไทย”
เป็นความหวังว่าวันหนึ่ง เมื่อ “พรรคภูมิใจไทย” หรือ “อนุทิน” ไปไม่ไหว จะยังมี “พรรคกล้าธรรม” ที่มี “ธรรมนัส พรหมเผ่า” ผู้รับใช้ที่ซื่อสัตย์ และกล้าหาญเป็นขุนพลที่จะหาทางสืบทอดให้ได้
การปล่อยให้เกิดการเขี่ยทิ้ง “พรรคกล้าธรรม” จากศูนย์กลางอำนาจ ไม่ว่าจะด้วยผลใดก็ตาม จึงเป็นไปไม่ได้
ความเป็นไปทางการเมืองที่ดูยุ่งเหยิงขณะนี้ เป็นเพียงเรื่องราวระหว่างการจัดการหลายอย่างตามขั้นตอนยังไม่เสร็จสมบูรณ์เท่านั้น
วันใดที่องค์ประกอบของขั้นตอนต่างๆ ลงตัว จะได้คำตอบที่เห็นความ “สงบราบคาบ”
และครั้งนี้จะน่าจะไปสู่ความ “ยั่งยืน” ยาวนาน

