บวรศักดิ์ โพสต์โต้เลือกตั้งโดยลับ ยันผู้มีหน้าที่ตามรธน.ตรวจสอบได้ ชงแยกคนจัดกาบัตร-คุมกฎ ออกจากกัน
เมื่อวันที่ 21 กุมภาพันธ์ นายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ รองนายกรัฐมนตรี ฝ่ายกฎหมาย ได้โพสต์เฟซบุ๊กเรื่องการเลือกตั้งโดยลับกับปัญหาคิวอาร์โค้ดและบาร์โค้ด ว่า การเลือกตั้งโดยลับกับ QR Code หรือบาร์โค้ด พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.2554 ให้ความหมายคำว่า ลับ ซึ่งเป็นคำวิเศษณ์ว่า 1.ที่อยู่ในที่พ้นตา, ที่อยู่ในที่ซึ่งแลไม่เห็น, เช่น ที่ลับ ประตูลับ หรือหายลับ 2.ที่ปกปิดหรือควรปกปิด เช่น ความลับ หนังสือลับ และในระเบียบว่าด้วยการรักษาความลับของทางราชการ พ.ศ.2544 และระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการรักษาความปลอดภัยแห่งชาติ พ.ศ.2552 ข้อ 9 ที่บัญญัติว่า บุคคลที่จะเข้าถึงสิ่งที่เป็นความลับของราชการในชั้นใดต้องเป็นบุคคลที่ผู้บังคับบัญชามอบหมายความไว้วางใจ และให้เข้าถึงสิ่งที่เป็นความลับของทางราชการได้เฉพาะเรื่องที่ได้รับมอบหมายเท่านั้น ความผิดฐานเปิดเผยความลับ ในประมวลกฎหมายอาญามาตรา 322 ถึงมาตรา 325 ก็ใช้ความหมายนี้ พระราชบัญญัติความลับทางการค้า พ.ศ.2545 มาตรา 7 ก็ใช้ในความหมายนี้ คือมีผู้รู้เรื่องลับ กับผู้ที่ถูกปกปิดไม่ให้รู้
นายบวรศักดิ์โพสต์ต่อว่า แปลว่า ลับ มีผู้ที่รู้เรื่องนั้นได้ ซึ่งก็คือ 1.ผู้ทำ พูดหรือ เขียนความลับนั้นเอง 2.ผู้ซึ่งมีอำนาจหน้าที่เข้าถึงความลับนั้น เรื่องบัตรเลือกตั้ง มาตรา 93 ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส.2561 บัญญัติว่า ภายใต้บังคับมาตรา 92 เมื่อผู้มีสิทธิเลือกตั้งทำเครื่องหมายกากบาทลงในบัตรเลือกตั้งแล้วให้พับบัตรเลือกตั้งเพื่อมิให้ผู้อื่นทราบว่าลงคะแนนอย่างไร แล้วนำบัตรเลือกตั้งนั้นใส่ลงในหีบบัตรเลือกตั้งด้วยตนเองต่อหน้ากรรมการประจำหน่วยเลือกตั้ง
“มาตรา 99 ของกฎหมายฉบับเดียวกันบัญญัติว่า ห้ามมิให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งนำบัตรเลือกตั้งที่ออกเสียงลงคะแนนแล้วแสดงต่อผู้อื่น เพื่อให้ผู้อื่นทราบว่าตนได้ลงคะแนนอย่างไร โปรดสังเกตวลีที่ว่า เพื่อมิให้ผู้อื่นทราบว่าลงคะแนนอย่างไร ในทั้งสองมาตรานี้ให้ดี กฎหมายเค้าไม่ได้เขียนไว้ลอยๆ แต่เขาต้องการบอกว่า 1.ความลับของการเลือกตั้งว่าเลือกใคร ไม่ใช่เพียงสิทธิและความคุ้มครองต่อผู้เลือกตั้งเท่านั้น แต่ยังเป็นหน้าที่ของผู้เลือกตั้งด้วย ที่จะต้องรักษาความลับ นอกจากนั้นมาตรา 97 ก็ห้ามไม่ให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งใช้เครื่องมืออุปกรณ์ใดถ่ายภาพบัตรเลือกตั้งที่ตนได้ลงคะแนนเลือกตั้งแล้วด้วย มิเช่นนั้นจะมีความผิดทางอาญา” นายบวรศักด์ระบุ
และว่า 2.ผู้อื่น (ที่กฎหมายไม่ได้ให้อำนาจไว้) จะรู้ก็ไม่ได้ เพราะถ้าผู้สมัครรับเลือกตั้งหรือพรรคการเมืองรู้ว่าใครลงคะแนนให้ใคร ก็จะเป็นการส่งเสริมการซื้อเสียง การขู่เข็ญ คุกคามต่อผู้ลงคะแนนและครอบครัวได้
นายบวรศักดิ์โพสต์ต่อว่า 3.แต่ กกต.ทั้ง 7 คน (เน้นนะครับว่าทั้ง 7 ซึ่งรวมเป็นคณะกรรมการการเลือกตั้ง) ซึ่งมีหน้าที่ตามรัฐธรรมนูญในการจัดและควบคุมการดำเนินการเลือกตั้งให้สุจริตและเที่ยงธรรม และเป็นไปตามกฎหมาย เมื่อมีปัญหาก็มีหน้าที่เข้าไปตรวจสอบดูได้ นอกจาก กกต.แล้ว ศาลซึ่งมีอำนาจพิจารณาคดีเลือกตั้ง ก็มีอำนาจเข้าไปตรวจสอบได้ นอกเหนือจาก กกต.ทั้งคณะและศาลแล้ว เลขาฯกกต.หรือเจ้าหน้าที่อื่นที่เกี่ยวกับการเลือกตั้งถ้าบังอาจเข้าไปดูว่าคนคนนี้ลงคะแนนให้ใคร ก็จะติดคุกหัวโตไม่เชื่อไปเปิดมาตรา 23 พ.ร.ป.ว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส.2561 ประกอบมาตรา 24 และมาตรา 149 ซึ่งมีโทษจำคุก 1 ปีถึง 10 ปี และปรับตั้งแต่ 20,000-200,000 บาท และศาลต้องเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง 20 ปี
“เห็นไหมครับว่า คำว่าเพื่อมิให้ผู้อื่นทราบว่าลงคะแนนอย่างไร ศาลหรือ กกต.ทั้งคณะไม่อยู่ในคำว่าผู้อื่น เพราะเป็นผู้มีหน้าที่ในการตรวจสอบให้การเลือกตั้งเป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรม ส่วนเลขาฯกกต.และเจ้าหน้าที่อื่นการเลือกตั้งก็อยู่ในคำว่า ผู้อื่น เข้าไปดูไม่ได้เช่นเดียวกับคนอื่นๆ”นายบวรศักดิ์ระบุ
นายบวรศักดิ์โพสต์ต่อว่า “เรื่องนี้ให้บทเรียนเราสองเรื่อง 1.ความเชื่อมั่นและความไว้วางใจผู้จัดเลือกตั้ง เป็นหัวใจของเรื่องนี้ ถ้าผมเป็น กกต. ผมจะต้องหาทางประชุมสัมมนาว่าจะปฏิบัติอย่างไรให้คนเชื่อและไว้ใจ 2.วันนี้เมื่อคนไม่ไว้ใจ QR Code บาร์โค้ดต้องหาวิธีใหม่ที่จะพิสูจน์บัตรปลอมโดยระบุตัวไม่ได้มาใช้แทน 3.คงถึงเวลาแล้วที่จะต้องแยกผู้จัดเลือกตั้ง (operator) ออกจาก regulator ผู้วางกฎเกณฑ์สำหรับการเลือกตั้ง ท้ายที่สุดต้องขอขอบคุณทัวร์ทั้งหลายที่มาอุดหนุนนะครับ”

