หมายเหตุ – ความเห็นนักวิชาการกรณีการออกมาแสดงความคิดเห็นของนายวิษณุ เครืองาม อดีตรองนายกรัฐมนตรี และนายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ รองนายกรัฐมนตรี ตีความกรณีบาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้ง มีความเห็นและเหตุผลแตกต่างกันว่าลับหรือไม่ลับ

ยุทธพร อิสรชัย
อาจารย์ประจำสาขาวิชารัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช
ถือเป็นความเห็นทางกฎหมายอาจจะมองแตกต่างกันได้ เช่นเดียวกันกับคนในสังคมมีความเห็นต่างกันในเรื่องของบาร์โค้ด แต่เนื่องจากว่าทั้ง 2 ท่านมีความเกี่ยวข้องกับแวดวงทางการเมือง เพราะฉะนั้นจึงถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่าสุดท้ายแล้วมีความเกี่ยวพันอะไรหรือไม่ในการออกความเห็น และความเห็นของแต่ละท่านจะมีผลได้ผลเสียทางการเมืองอย่างไร ในฐานะของการเป็นบุคคลสาธารณะ ต้องยอมรับหรือต้องรับฟังข้อวิพากษ์วิจารณ์เหล่านี้ด้วยเช่นเดียวกันว่ามีความเป็นกลางทางวิชาการอยู่หรือไม่ ในฐานะ 2 ท่านนี้ก็เป็นนักวิชาการ หรือว่ามีความเอนเอียงอะไรทางการเมืองหรือไม่ ไม่ใช่เรื่องแปลกจะถูกวิพากษ์วิจารณ์
ในภาพใหญ่ทั้งหมด มองว่าวันนี้เราเหมือนกับการตอบโจทย์ถูก แต่ตั้งโจทย์ผิดรวมไปถึง กกต.เองด้วย เพราะวันนี้เราไปมุ่งพิจารณากันเพียงแค่ว่าเลือกตั้งนั้นโมฆะหรือไม่ เช่นเดียวกันกับ กกต.แถลงว่า ได้ดำเนินการโดยมีฐานทางกฎหมายให้อำนาจ เช่นระเบียบ กกต.ว่าด้วยการเลือกตั้งให้อำนาจ กกต.ในการจะไปจัดทำบัตรเลือกตั้ง โดยมีเครื่องหมายใดๆ อยู่ในบัตรก็ได้ โดยไม่ต้องแจ้งให้ทราบล่วงหน้า ถ้าเป็นไปเพื่อความปลอดภัยในการเลือกตั้ง ในการรักษาบัตรเลือกตั้งต่างๆ กกต.พยายามชี้แจงว่า ถ้าองค์ประกอบ 3 ส่วน ไม่ถูกประกอบร่างกัน ก็คือตัวต้นขั้วก่อนเลือกตั้งที่มีลายเซ็น มีหมายเลขบัตรต่างๆ หรือตัวบัตรเลือกตั้งได้กาแล้ว ก็มีบาร์โค้ดอยู่ในนั้น รวมไปถึงตัวบัญชีผู้ใช้สิทธิเลือกตั้ง ถ้า 3 ส่วนนี้ไม่ได้ถูกประกอบร่าง ความลับในการเลือกตั้งยังคงมีอยู่
วันนี้ไม่ได้มีใครไปวิพากษ์วิจารณ์ กกต.ว่าไม่ทำตามระเบียบ แต่ประเด็นคือเป็นเรื่องความเชื่อมั่น กกต.มากกว่าว่าจะสามารถรักษาองค์ประกอบ 3 ส่วนนี้ให้ไม่ถูกประกอบร่างได้อย่างไร หรือมั่นใจว่าจะไม่มีใครสักคนหนึ่งสามารถนำองค์ประกอบ 3 ส่วนนี้มาประกอบร่างกัน แล้วทำให้เกิดวิศวกรรมย้อนกลับ หรือที่เรียกว่า รีเวิร์ส เอนจิ้น กลับไปเห็นได้ว่าใครกาอะไรต่างๆ ในบัตรเลือกตั้ง เพราะฉะนั้นวันนี้ไม่ว่าจะเป็นข้อวิพากษ์วิจารณ์ระหว่าง อ.วิษณุ หรือ อ.บวรศักดิ์หรือว่าจะเป็นเรื่องของ กกต. กลายเป็นสิ่งนี้ทั้งหมดคือการตอบโจทย์ถูก แต่ตั้งโจทย์ผิดกันทั้งหมด
อย่างไรก็ตาม การออกมาให้ความเห็นของ อ.วิษณุ และ อ.บวรศักดิ์ สุดท้ายคงไม่ได้จบในลักษณะขัดแย้งอยู่แล้ว เพราะทั้ง 2 ท่านนี้ก็มีความคุ้นเคยสนิทสนมกันดี ก็คงจะจบในลักษณะที่ว่า เป็นความเห็นกฎหมายแตกต่างกัน ท้ายที่สุดจะมีข้อยุติอย่างไร ไม่ว่าจะเป็นข้อยุติของทั้ง 2 ท่านนี้ หรือแม้กระทั่งในสังคมคนถกเถียงกันต่างๆ ก็ดี จะต้องยุติด้วยการมีคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญด้วยกันทั้งสิ้น ก็คือต้องรอว่าท้ายสุดแล้วศาลรัฐธรรมนูญจะรับคำร้องหรือไม่ ถ้ามีคนไปร้อง ถ้ารับแล้วศาลจะยกคำร้อง หรือจะมีคำวินิจฉัยอย่างไร

ตรีเนตร สาระพงษ์
คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี
คําว่าลับ คำที่ถกเถียงจากเรื่องบาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้ง ทำให้คำสั้นๆ คำนี้กลับมาอยู่กลางเวทีอีกครั้ง เมื่อความเห็นแตกต่างกันระหว่าง อ.วิษณุ เครืองาม และ อ.บวรศักดิ์ อุวรรณโณ จึงไม่ใช่เพียงความเห็นทางวิชาการ หากสะท้อนวิธีคิดต่อรัฐธรรมนูญว่า เราจะตีความหลักการคุ้มครองสิทธิอย่างไรในยุคที่เทคโนโลยีเข้ามามีบทบาท
แน่นอนว่าทั้งสองคนล้วนเป็นนักกฎหมายระดับชั้นนำ ความเชื่อถืออาจอยู่บนความระแวดระวังบ้าง ด้วยเหตุพาตนข้ามพรมแดนจากนักวิชาการไปสู่ภาพนักการเมืองที่มีค่ายมีสังกัด
บาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้งอาจดูเป็นเพียงเส้นสีดำเล็กๆ ช่วยให้การนับคะแนนรวดเร็วขึ้น แต่ในทางรัฐธรรมนูญ เส้นเล็กๆ นี้อาจพาดผ่านหัวใจของเสรีภาพทางการเมืองโดยตรง คำถามจึงไม่ใช่ว่าเทคโนโลยีดีหรือไม่ดี หากแต่คือโครงสร้างสอดคล้องกับหลักการพื้นฐานของการเลือกตั้งโดยลับหรือไม่
รัฐธรรมนูญกำหนดให้การเลือกตั้งต้องเป็นไปโดยตรงและลับ คำว่าลับในทางกฎหมายรัฐธรรมนูญ มิได้หมายถึงเพียงไม่มีใครเห็นตอนเรากากบาทในคูหา หากแต่คือการออกแบบระบบทำให้ไม่อาจรู้ย้อนตลอดทั้งกระบวนการว่าใครเลือกใคร และหมายรวมถึงการสืบย้อนหลังกลับมาไม่ได้ในเชิงโครงสร้าง นี่คือแก่นแกนของหลักการลงคะแนนโดยลับ (secret ballot) ในระบอบประชาธิปไตยสมัยใหม่
เหตุผลก็ตรงไปตรงมา หากมีช่องทางใด แม้เพียงในทางทฤษฎี ทำให้การลงคะแนนของบุคคลสามารถถูกเชื่อมโยงกลับไปยังตัวเขาได้ ความลับก็ไม่สมบูรณ์ และเมื่อความลับไม่สมบูรณ์ เสรีภาพในการตัดสินใจก็ถูกบั่นทอน
ความแตกต่างของอาจารย์ทั้งสองจึงอยู่ที่ระดับของการมองปัญหา อ.วิษณุมองในระดับโครงสร้าง หากบาร์โค้ดสามารถเชื่อมโยงกับต้นขั้วหรือฐานข้อมูลผู้มีสิทธิเลือกตั้งได้ แม้จะไม่มีใครตั้งใจใช้ในทางนั้น ก็อาจกระทบหลักการเลือกตั้งโดยลับ นี่คือการมองสิทธิในฐานะหลักประกันเชิงระบบ ไม่ใช่เชิงเจตนา ในทางรัฐธรรมนูญเราไม่วัดความปลอดภัยของสิทธิจากความสุจริตของผู้ใช้อำนาจ แต่จากการออกแบบทำให้ประตูแห่งการละเมิดถูกปิดทุกบานและเกิดขึ้นไม่ได้ตั้งแต่ต้น
ในทางกลับกัน อ.บวรศักดิ์เสนอว่า คำว่าลับไม่ควรถูกตีความแบบสุดขั้วจนกลายเป็นความลับในเชิงอุดมคติไม่มีทางเกิดขึ้นจริง บาร์โค้ดเป็นเพียงเครื่องมือทางเทคนิคเพื่อป้องกันบัตรปลอมและเพิ่มความถูกต้องแม่นยำ มิใช่กลไกสืบย้อนตัวบุคคล หากไม่มีข้อมูลใดผูกกับตัวตนโดยตรง ก็ไม่ควรถูกมองว่าเป็นภัยต่อหลักการ นี่คือการมองในเชิงบริหารและความสมเหตุสมผลของระบบ
เมื่อพิจารณาการตีความรัฐธรรมนูญ คำถามสำคัญจึงอยู่ที่ระดับความเข้มงวดของการคุ้มครองสิทธิ หากใช้การตีความตามตัวอักษร (literal interpretation) คำว่าลับต้องหมายถึงไม่มีโครงสร้างใดเปิดโอกาสให้เชื่อมโยงคะแนนเสียงกับตัวบุคคลได้เลย แม้เพียงในเชิงความเป็นไปได้
หากใช้การตีความตามเจตนารมณ์ (purposive interpretation) ต้องย้อนถามว่า เหตุใดรัฐธรรมนูญจึงกำหนดให้การเลือกตั้งต้องลับ คำตอบคือเพื่อป้องกันการข่มขู่ การซื้อเสียง และการตอบโต้ทางการเมือง ดังนั้นแม้ไม่มีการสืบย้อนเกิดขึ้นจริง หากระบบสร้างโอกาสให้สืบย้อนในอนาคต หลักการก็ย่อมถูกตั้งคำถามว่าสิ่งที่เกิดขึ้นเป็นไปตามเจตนารมณ์ของกฎหมายหรือไม่
บทเรียนจากต่างประเทศยิ่งทำให้ภาพชัดขึ้น ศาลรัฐธรรมนูญแห่งสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี (Federal Constitutional Court of Germany) ในคดีเครื่องลงคะแนนอิเล็กทรอนิกส์ปี 2009 วางหลักว่ากระบวนการเลือกตั้งต้องเปิดให้พลเมืองทั่วไปสามารถเข้าใจและตรวจสอบได้ด้วยตนเอง โดยไม่ต้องพึ่งพาความเชี่ยวชาญทางเทคนิคขั้นสูง เทคโนโลยีไม่ใช่สิ่งต้องห้าม แต่ต้องไม่ทำให้ประชาชนสูญเสียความสามารถในการตรวจสอบกระบวนการเลือกตั้งด้วยตาและเหตุผลของตนเอง หลักการนี้อาจเรียกได้ว่าบททดสอบความโปร่งใส (The Transparency Test) แบบเยอรมัน ในบริบทการเลือกตั้งของประเทศไทยหากนำหลักดังกล่าวมาส่องดูบาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้ง
คำถามแรกที่ต้องตอบคือ ประชาชนทั่วไปสามารถตรวจสอบได้หรือไม่ว่าบาร์โค้ดนั้นไม่ผูกโยงกับตัวตนของผู้ใช้สิทธิ หากคำตอบต้องอาศัยคำอธิบายเชิงเทคนิคจากผู้เชี่ยวชาญ หรืออาศัยความไว้วางใจในระบบฐานข้อมูลที่มองไม่เห็น กรณีนี้ย่อมสุ่มเสี่ยงจะสอบตก ตามมาตรฐานเยอรมนีทันที เพราะศาลเยอรมันมองว่าความชอบธรรมของการเลือกตั้งไม่ได้ตั้งอยู่บนความลับของอัลกอริทึม แต่อยู่บนความสามารถของคนในการตรวจสอบได้เพียงแค่นำต้นขั้วมาผูกโยงกับบาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้ง
เทคโนโลยีต้องรับใช้ความไว้วางใจ ไม่ใช่เรียกร้องให้ประชาชนไว้วางใจเทคโนโลยี ความลับต้องถูกอยู่ในกำมือของอัลกอริทึม ไม่ใช่ในมือใครสักคน นี่คือหัวใจของแนวคิดเยอรมัน และหากพิสูจน์ไม่ได้ว่าบาร์โค้ดโปร่งใสในระดับคนทั่วไปเข้าใจได้ ก็อาจกลายเป็นโครงสร้างขัดต่อรัฐธรรมนูญ แม้จะถูกออกแบบด้วยเจตนาดีก็ตาม
ในสหรัฐอเมริกา คดี Burson v. Freeman แสดงอีกมุมหนึ่งศาลรับรองว่าการคุ้มครองความลับของการลงคะแนนเป็นผลประโยชน์ของรัฐที่มีน้ำหนักสูง และอาจจำกัดสิทธิบางอย่างได้หากจำเป็นสิทธิก็อาจจำกัดเท่าที่จำเป็น (narrowly tailored) นี่คือแนวคิดการถ่วงดุลสิทธิระหว่างความเรียบร้อยและความบริสุทธิ์ของการเลือกตั้ง กับเสรีภาพของปัจเจก
หากรัฐอ้างว่าบาร์โค้ดจำเป็นเพื่อความถูกต้องแม่นยำ คำถามจึงไม่หยุดที่มีประโยชน์หรือไม่ หากแต่ต้องถามต่อว่ามีวิธีอื่นกระทบสิทธิน้อยกว่าหรือไม่ (least restrictive means) หากมีทางเลือกปลอดภัยกว่าในเชิงโครงสร้าง หลักการคุ้มครองสิทธิย่อมกำหนดให้เลือกวิธีนั้น หากตอบคำถามเชิงโต้แย้ง อ.บวรศักดิ์ ก็จะเห็นได้ว่ามีวิธีอื่นเพื่อป้องกันบัตรเลือกตั้งปลอมโดยไม่กระทบต่อคำว่าลับ และดูประหนึ่งว่า อ.บวรศักดิ์จะแยกไม่ออกระหว่างความสะดวกในการจัดการเลือกตั้ง กับโครงสร้างของเสรีภาพทางการเมืองที่มีคำว่าลับเป็นหลักประกัน สองสิ่งนี้ไม่ใช่เรื่องเดียวกัน และความลับก็ไม่ใช่แค่การไม่ถูกมองเห็น หรือการประนีประนอมให้สืบย้อนได้บ้างเพื่อป้องกันการทุจริตของบัตรเลือกตั้ง
เมื่อมองผ่านกรอบนี้ จุดจบของเรื่องจึงน่าจะขึ้นอยู่กับท่าทีของศาลไทยว่าจะยึดแนวคิดแบบใด แต่หากคำวินิจฉัยไม่มีหลักการทางนิติวิธี (legal method) เป็นหลังพิง ประชาธิปไตยแบบไทยๆ ก็จะทรุดโทรมสึกกร่อนด้วยเหตุผลดูไม่สมเหตุสมผล และคำวินิจฉัยเหล่านั้นก็จะถูกนำมาแขวนแล้วรุมสกรัมด้วยหลักการทางกฎหมาย แล้วนำไปแฉซ้ำผ่านระบบการศึกษากฎหมายพร้อมคำถามว่า นี่คือการรับใช้หลักการทางกฎหมาย หรือรับใช้ใคร
เส้นสีดำเล็กๆ บนบัตรเลือกตั้งอาจดูไร้พิษภัย แต่หากทำให้คำว่าลับ เหลือเพียงความหวัง ไม่ใช่หลักประกัน โครงสร้างของเสรีภาพก็เริ่มสั่นคลอนแล้วและบางครั้งเส้นเล็กๆ เส้นนั้น อาจยาวพอจะลากผ่านหลักการให้พังระบอบประชาธิปไตย และเป็นการชำเราต่อวิชาการใช้และการตีความกฎหมาย
นี่คือบทเรียนสำคัญคือ การออกแบบกติกาทางการเมืองต้องตั้งต้นจากหลักการใช้และการตีความกฎหมาย มิใช่เริ่มจากคำว่าความสะดวกเพราะในระบอบประชาธิปไตย ความเชื่อมั่นของประชาชนและการใช้กฎหมายมิได้เกิดจากตรรกะวิบัติที่ว่าไม่มีใครจะทำ แต่เกิดจากความมั่นใจว่าไม่มีใครทำได้ ตั้งแต่ต้น เว้นแต่ความลับในการเลือกตั้งนั้นจะออกจากปากของตัวเขาเอง
ท้ายที่สุด คดีนี้อาจไม่ได้ชี้ชะตาเพียงบาร์โค้ดไม่กี่เส้น หากกำลังทดสอบมาตรฐานความคิดของสังคมไทยว่าเราจะยืนอยู่ข้างหลักการหรือความสะดวก เมื่อกฎหมายถูกออกแบบให้คุ้มครองเสรีภาพ หน้าที่ของผู้ตีความไม่ใช่ทำให้หลักการอ่อนตัวลงตามเทคโนโลยี แต่ต้องทำให้เทคโนโลยีอยู่ใต้กรอบของหลักการ หากคำวินิจฉัยมีเหตุผลที่มั่นคง มีนิติวิธีเป็นฐานรองรับ ความเห็นต่างย่อมอยู่ร่วมกันได้อย่างสง่างาม แต่หากปราศจากหลักยึดเกาะ กติกาจะกลายเป็นเพียงเครื่องมือชั่วคราว และความไว้วางใจจะค่อยๆ เลือนหาย เพราะประชาธิปไตยยืนอยู่ได้ด้วยความมั่นใจในระบบ ไม่ใช่ความหวังในตัวบุคคล
คำว่าลับไม่ควรถูกแตะไปซ้ายทีขวาทีเพื่อให้บริการต้นสังกัด แต่กลับไม่เป็นที่ยอมรับ และลดทอนเซาะกร่อนความน่าเชื่อถือของผู้ให้ความเห็นที่ถูกสั่งสมมา อย่าให้การตีความเอียงไปตามแรงจูงใจทำให้เสียสมดุล เพื่อแลกกับผลลัพธ์อาจดูได้ใจ แต่สร้างแรงเหวี่ยงบิดเบี้ยวให้กับประชาธิปไตยของประเทศ

ธำรงศักดิ์ เพชรเลิศอนันต์
อาจารย์คณะรัฐศาสตร์ ม.รังสิต
มุมมองแตกต่างกันระหว่างนักกฎหมาย 2 คน คือ นายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ อยู่ในรัฐบาล ย่อมต้องมุ่งทำให้รัฐบาลอนุทินและพรรคภูมิใจไทยสามารถไปต่อได้ ดังนั้นจึงออกมาโต้กับนายวิษณุ เครืองาม ขณะนี้ดูจะเข้าร่องเข้ารอยกับการเป็นนักนิติศาสตร์มองปัญหาอย่างที่เป็น เพราะบทบาทในปัจจุบันไม่มีความจำเป็นจะต้องพิทักษ์ใครอีกแล้ว นี่คือจุดยืนแตกต่างกัน จึงเกิดวิวาทะเรื่องบาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้งขึ้นมาว่าลับหรือไม่ลับ
ผลสำคัญในตอนนี้ก็คือ บนเส้นทางตั้งแต่ 8 ก.พ. มาจนถึงวันนี้ รวมแล้วกว่า 10 วัน กระแสในใจของคนไทยมองว่า นี่เป็นการเลือกตั้งสกปรกที่สุดในหน้าประวัติศาสตร์ไปแล้ว เทียบกับการเลือกตั้งเมื่อ พ.ศ.2500 นับเป็นประวัติศาสตร์อันไกลโพ้น และเป็นกระบวนการโกงเลือกตั้งแบบดั้งเดิม คือ บัตรผีไพ่ไฟ แต่การเลือกตั้ง 2569 ไม่ใช่แค่นั้น เพราะคนอาจเชื่อได้ว่าหน่วยเลือกตั้งทำอะไรต่อคะแนนของเรา รวมทั้ง กกต.ของทุกเลือกตั้งทุกเขตที่อาจปรับแต่งคะแนนต่างๆ หรือไม่ ถือเป็นความผิดไม่อาจยินยอมได้
ที่ผ่านมาเราพบปัญหาบัตรเขย่ง มีการสร้างคำอธิบายเราถูกทำให้ยอม แม้ในความเป็นจริงคือสิ่งผิดปกติ แต่สังคมไทยมองว่าแค่นิดหน่อย ทั้งที่ไม่รู้ว่า จริงๆ แล้วนิดหน่อยหรือไม่
ครั้งนี้ ต้องขอบคุณนักศึกษา มทร.ธัญบุรี ชุมนุมให้มีการนับคะแนนใหม่ในคืนเลือกตั้ง ทำให้สิ่งที่คนรู้สึกเอ๊ะในใจ ถูกนำมาตั้งคำถาม ผู้คนพากันเผยแพร่ข้อสงสัยต่างๆ ในโซเชียลมีเดียจำนวนมาก ทำให้เห็นสิ่งผิดปกติขั้นร้ายแรงทั่วประเทศ จนมาถึงเรื่องบาร์โค้ด เราไม่เคยสังเกตว่ามีอะไรเพิ่มขึ้นมาในบัตรเลือกตั้ง แต่จากความรู้สึกไม่มั่นใจในการจัดการเลือกตั้งของ กกต.ในครั้งนี้ ทำให้หลายฝ่ายสังเกตเห็นข้อผิดปกติใหม่ๆ บาร์โค้ดดูเหมือนว่าจะกลายเป็นเรื่องใหญ่ที่สุดเกิดข้อถกเถียงอาจนำไปสู่การตัดสินใจขององค์กรต่างๆ ถูกส่งเรื่องไปฟ้องตั้งแต่ศาลรัฐธรรมนูญลงมา
ถามว่าทั้งหมดจะหาทางออกอย่างไร ถ้าบอกว่าบาร์โค้ดเป็นความลับ ไม่สามารถไปสืบหาคนลงคะแนนเสียงได้ เป็นสิ่งที่ผ่านตามกฎเกณฑ์ เหมาะสมและปิดลับ ปัญหาจะส่งผลทันทีคือ รัฐบาลจะไม่มีความชอบธรรมในสายตาประชาชน
เราอาจคิดแค่ว่าการเลือกตั้งคือการหาผู้ชนะเข้าสภาไปจัดตั้งรัฐบาลและเป็นฝ่ายค้าน แต่ความหมายแท้จริงของการเลือกตั้งคือการสร้างความชอบธรรมให้ระบอบทางการเมืองมาจากการยอมรับของประชาชน
ดังนั้น หากประชาชนไม่ยอมรับกระบวนการจัดการเลือกตั้ง หมายความว่าต่อให้กลไกต่างๆ ขององค์กรอิสระประกาศว่าชอบธรรม และถูกต้องแล้ว มันก็จะขัดกัน องค์กรอิสระต่างๆ จะเผชิญหน้ากับประชาชนโดยตรงว่า ระบบแบบนี้จะดำเนินต่อไปได้หรือไม่ รัฐบาลตั้งใหม่จะเป็นที่ยอมรับในนานาชาติหรือไม่ ถ้านานาชาติมองว่า คุณมาจากกระบวนการที่เป็นการเลือกตั้งสกปรก ก็เท่ากับว่าต้องระมัดระวังในการติดต่อประสานงานย่อมมีผลต่อการดำเนินงานของรัฐบาลต่อไป
ถ้ามองกระบวนการของกลไกผู้ตัดสินคดีเหล่านี้ จะเห็นว่ามีแนวโน้มจะพิทักษ์ระบอบที่ดำรงอยู่ ดังนั้นคำอธิบายของอาจารย์วิษณุมองว่าไม่ลับเป็นคำอธิบายทำให้ประชาชนแข็งขืน
ส่วนคำอธิบายของอาจารย์บวรศักดิ์ว่าต่างประเทศก็มีบาร์โค้ดหรือคิวอาร์โค้ดนั้น ส่วนตัวมองว่าการปรากฏของบาร์โค้ดในการเลือกตั้งของไทยในครั้งนี้ เป็นการปรากฏแบบเชิงลับ เราไม่เคยถูกทำให้รับรู้มาก่อน อยู่ดีๆ ปรากฏขึ้นมาในบัตรเลือกตั้ง สะท้อนให้เห็นว่าสิ่งที่ กกต.ดำเนินการ ไม่ได้มีเจตนาทำให้ประชาชนเชื่อมั่น เข้าใจ และศรัทธาในการเมือง
ถ้าคุณจะสร้างอะไรขึ้นมา ต้องมีกระบวนการสื่อสารมาก่อนล่วงหน้าว่าจะมีการปรับเปลี่ยนอย่างนี้อย่างนั้น ไม่ใช่อยู่ดีๆมาทำ แล้วบอกว่าถูกต้อง นอกจากนี้การโต้ตอบโดยตัวแทน กกต.ต่อประเด็นที่ประชาชนเรียกร้อง เป็นการโต้ตอบไม่มีท่าทียอมรับผิดเลย เช่น กรณีชลบุรีเป็นการโต้ตอบของฝ่ายอำนาจนิยมว่า ตนเป็นผู้ถูกต้องไม่ใช่ท่าทีทำงานตอบโจทย์ประชาชน ก็ย้อนกลับไปถึงที่มาของ กกต. หลังรัฐประหาร 2549 และ 2557 ว่าไม่ได้มีกระบวนการจากประชาชน ดังนั้นเราจึงเห็นปัญหาต่างๆ เรื่อยมา ทำให้คนรู้สึกว่า กกต.คืออุปสรรคของการเลือกตั้งที่โปร่งใส ยุติธรรม
เมื่อพิจารณาการจัดการเลือกตั้งของอินโดนีเซีย พบว่าผู้มีสิทธิเลือกตั้งมีจำนวนถึง 205 ล้านคน ขณะที่ไทยมีแค่ 53 ล้านคน แต่ในช่วง 20 ปีที่ผ่านมา กกต.อินโดนีเซียสามารถจัดการเลือกตั้งให้เป็นที่ยอมรับของประชาชนได้ ทั้งในด้านการสร้างความเชื่อมั่นและการยอมรับผลการเลือกตั้ง เพราะ กกต.ของเขามีที่มาจากประธานาธิบดีมาจากการเลือกตั้ง เสนอให้มีคณะกรรมการคัดสรร แล้วส่งให้ประธานาธิบดีจะเป็นผู้ส่งไปสภาผู้แทนราษฎร จากนั้นสภาจะคัดสรรให้เหลือ 7 คน แล้วส่งกลับไปให้ประธานาธิบดี ส่วน กกต.ญี่ปุ่นทำผิดพลาดนิดเดียวต้องขอโทษประชาชน
จริงๆ แล้วความผิดพลาดเกิดขึ้นได้ทั้งโลก แต่ท่าทีของผู้ดำเนินการจัดการเลือกตั้งแคร์ต่อประชาชนไหม หรือคิดว่าตนมีอำนาจเด็ดขาดจึงไม่แคร์ประชาชนเลย

