หน้าแรก การเมือง อดีตส.ว. หนุน...

อดีตส.ว. หนุนรัฐบาลอนุทิน 300 เสียงขึ้น ยันเสถียรภาพ คือเงื่อนไขนักลงทุน โลกเชื่อมั่น

23.02.26 | 15:15 น.

อดีตส.ว. หนุนรัฐบาลอนุทิน 300 เสียงขึ้น ยันเสถียรภาพ คือเงื่อนไขนักลงทุน โลกเชื่อมั่น ยันปชต.ไม่ดีที่สุด แต่เหมาะสม ทำไม่ดี 4 ปีว่ากันใหม่ 

เมื่อวันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2569 นายสิงห์ชัย ทุ่งทอง อดีตสมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.) จังหวัดอุทัยธานี ได้เผยแพร่ข้อเขียน “ประชาธิปไตย ไม่ดีที่สุด แต่เหมาะสมที่สุด” ถึงสถานการณ์การจัดตั้งรัฐบาลนำโดยพรรคภูมิใจไทย หลังการเลือกตั้งเมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา โดยมีเนื้อหาดังนี้

เมื่อผลเลือกตั้งประกาศออกมา เกมก็จบในทางกติกา

จะชอบหรือไม่ชอบ ผลก็ไม่เปลี่ยน
ในระบอบประชาธิปไตย “คะแนน” คือคำพิพากษาของประชาชน

อารมณ์เป็นสิทธิ แต่กติกาเป็นหลัก

ประเทศจะเดินด้วยเสียงโห่ร้องไม่ได้ ประเทศต้องเดินด้วยเสียงข้างมาก

Advertisement

นี่คือความจริงที่คนแพ้ต้องยอมรับ และคนชนะต้องสำนึก

เพราะชัยชนะในประชาธิปไตย ไม่ใช่ใบอนุญาตใช้อำนาจตามใจ แต่คือสัญญาจ้างจากประชาชน

ถ้าไม่เคารพกติกา วันหนึ่งกติกาจะไม่คุ้มครองใครเลย

ในสถานการณ์ที่ พรรคภูมิใจไทย ได้ที่นั่งเกือบ 200 เสียง และมีแนวโน้มรวบรวมเสียงเกิน 300 เสียง เพื่อผลักดัน อนุทิน ชาญวีรกูล ขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรี

สังคมไม่ควรถามว่า “ถูกใจหรือไม่” แต่ควรถามว่า “ทำได้หรือไม่”

การเมืองหลังเลือกตั้ง ต้องถอดเสื้อหาเสียงออก เพราะวาทกรรมคืออาวุธบนเวที แต่การบริหารคือความรับผิดชอบบนแผ่นดิน

ประเทศไทยกำลังยืนอยู่บนทางแยก เศรษฐกิจชะลอ หนี้ครัวเรือนสูง ความเชื่อมั่นเปราะบาง

โลกไม่ได้สนใจว่าใครพูดเก่ง โลกสนใจว่าใครทำได้จริง

นักลงทุนไม่ถามว่าใครชนะ เขาถามว่า “รัฐบาลจะอยู่ครบเทอมหรือไม่”

ต่างชาติไม่สนใจสีเสื้อ เขาสนใจเสถียรภาพ

ประเทศไทยไม่สามารถปิดประเทศแล้วอยู่ได้ด้วยตัวเอง เราผูกพันกับทุน เทคโนโลยี ตลาด และห่วงโซ่อุปทานโลก

ดังนั้น “เสียงเกิน 300” หากเกิดขึ้นจริง จะไม่ใช่แค่ตัวเลขในสภา แต่คือใบรับรองเสถียรภาพทางการเมือง

และเสถียรภาพ คือเงื่อนไขแรกของความเชื่อมั่น

รัฐบาลที่มาจากกระบวนการประชาธิปไตย และได้รับการยอมรับ คือภาษาที่โลกเข้าใจ

แต่ขอให้ชัด การสนับสนุน ไม่ใช่การสยบ

ประชาชนต้องให้โอกาส พร้อมกับตรวจสอบ ให้กำลังใจ พร้อมกับจับตา

นี่คือความงดงามของประชาธิปไตย

มันไม่ใช่ระบบที่ดีที่สุดในทางทฤษฎี แต่เป็นระบบเดียวที่เปิดทางให้แก้ไขตัวเองโดยไม่ต้องใช้ความรุนแรง

วันนี้ เมื่อประชาชนตัดสินใจแล้ว ฝ่ายการเมืองต้องยอมรับ

และหาก อนุทิน ชาญวีรกูล ได้รับโอกาสบริหารประเทศ สิ่งที่ต้องพิสูจน์ไม่ใช่ความนิ่ง ไม่ใช่ภาพลักษณ์ ไม่ใช่ถ้อยคำ แต่คือผลลัพธ์ สร้างความเชื่อมั่นให้คนไทย และทำให้ต่างชาติกล้าลงทุน

ถ้าทำได้ สมควรได้รับแรงสนับสนุน ถ้าทำไม่ได้ ประชาชนมีปากกาในวันเลือกตั้ง

นี่แหละประชาธิปไตย ไม่หวือหวา ไม่สมบูรณ์แบบ แต่มี “ทางออก” เสมอ

ประเทศต้องเดินหน้า ไม่ใช่จมอยู่กับความแค้น

ท้ายที่สุด สิ่งสำคัญไม่ใช่ใครนั่งเก้าอี้นายกฯ แต่คือเก้าอี้นั้นสร้างความเชื่อมั่นได้หรือไม่

ประชาธิปไตยอาจไม่ดีที่สุด แต่สำหรับประเทศที่ต้องการเดินไปข้างหน้าอย่างมีสติ มันเหมาะสมที่สุดแล้ว