หน้าแรก การเมือง ราชภัฏโพล ครั...

ราชภัฏโพล ครั้งที่ 3 ชี้ 30.8% พอใจผลเลือกตั้ง69 ระดับปานกลาง คาดรบ.ใหม่ ‘ภท.-พท.-พรรคเล็ก’

23.02.26 | 16:50 น.

ราชภัฏโพล เผย ปชช.ยอมรับผลการเลือกตั้ง69 แบบมีเงื่อนไข-ยังไม่ไว้ใจ ต้องรอดูผลงานก่อน

เมื่อวันที่ 23 กุมภาพันธ์ ที่ห้องประชุมเศาวนิต เศาณานนท์ มหาวิทยาลัยราชภัฏนครราชสีมา รศ.ดร.อดิศร เนาวนนท์ ประธานที่ประชุมอธิการบดีมหาวิทยาลัยราชภัฏแห่งประเทศไทย (ทปอ.มรภ.) และอธิการบดีมหาวิทยาลัยราชภัฏนครราชสีมา พร้อมด้วย ผศ.ดร.รัฐกรณ์ คิดการ เลขาธิการ ทปอ.มรภ.และรองอธิการบดีฝ่ายทรัพยากรบุคคลและกฎหมาย มร.นม., ผศ.ดร.ลลิตา ธงภักดี รองอธิการบดีฝ่ายวิจัยและพัฒนามาตรฐานการศึกษา มร.นม. และอธิการบดีและผู้อำนวยการสถาบันวิจัยและพัฒนาเครือข่ายมหาวิทยาลัยราชภัฏ 38 แห่ง ร่วมกันแถลงผลทางออนไลน์ ราชภัฏโพล ครั้งที่ 3 ถึงผลการสำรวจความคิดเห็นของประชาชนเกี่ยวกับความคาดหวังต่อรัฐบาลใหม่และอนาคตรัฐธรรมนูญไทย โดย ทปอ.มรภ.ร่วมกับเครือข่ายมหาวิทยาลัยราชภัฏ 38 แห่งทั่วประเทศจัดทำขึ้น

เก็บรวบรวมข้อมูลระหว่างวันที่ 12-20 กุมภาพันธ์ จากกลุ่มตัวอย่างประชาชนทั่วประเทศ 5,000 คน ซึ่งผู้ตอบแบบสอบถามส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง คิดเป็นร้อยละ 58.3, กลุ่มอายุที่ตอบแบบสอบถามมากที่สุดคือกลุ่มอายุ 40-49 ปี คิดเป็นร้อยละ 21.1 และอาชีพส่วนใหญ่ ได้แก่ พนักงานรัฐวิสาหกิจ/บริษัท ร้อยละ 20.8, ค้าขาย/ธุรกิจส่วนตัว ร้อยละ 20.8 และรับราชการ หรือพนักงานของรัฐ ร้อยละ 20.1

ความเห็นต่อการจัดตั้งรัฐบาลใหม่ ประชาชนมีความพึงพอใจต่อผลการเลือกตั้ง ส.ส.ในภาพรวม ระดับปานกลาง ร้อยละ 30.8 รองลงมาคือ ระดับมาก ร้อยละ 20.5

ส่วนรูปแบบการจัดตั้งรัฐบาลผสมที่ประชาชนเห็นด้วยมากที่สุด ได้แก่ 1.พรรคภูมิใจไทย-เพื่อไทย-พรรคเล็ก ร้อยละ 28.8, 2.พรรคภูมิใจไทย-พรรคประชาชน ร้อยละ 27.2 และ 3.พรรคภูมิใจไทย-เพื่อไทย-พรรคประชาธิปัตย์ ร้อยละ 20.2

Advertisement

นโยบายเร่งด่วนที่ประชาชนต้องการให้รัฐบาลดำเนินการเป็นอันดับแรกคือ 1.นโยบายคนละครึ่งพลัส ร้อยละ 31.1, 2.นโยบายปราบสแกมเมอร์ ไม่เอาทุนเทา ไม่เอากาสิโน ร้อยละ 21.6 และ 3.นโยบายค่าไฟไม่เกิน 3 บาทต่อหน่วย ร้อยละ 19.4

ส่วนเรื่องความเชื่อมั่นต่อรัฐบาลและกระบวนการเลือกตั้ง ผลโพลชี้ว่า รัฐบาลใหม่จะสามารถดำเนินนโยบายตามที่หาเสียงไว้ อยู่ในระดับปานกลาง ร้อยละ 32.4 และความเชื่อมั่นต่อความโปร่งใสในการนับคะแนนและการจัดการข้อร้องเรียนของ กกต.อยู่ในระดับปานกลาง ร้อยละ 29.3 และระดับน้อยที่สุด ร้อยละ 29.1 สำหรับแนวทางการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ผลโพลชี้ว่าควรร่างรัฐธรรมนูญใหม่ ร้อยละ 50.8 และควรแก้ไขบางมาตรา ร้อยละ 49.2 ซึ่งบทสรุปผลการสำรวจภาพรวม สะท้อนให้เห็นถึงความคาดหวังของประชาชนต่อการจัดตั้งรัฐบาลใหม่ที่สามารถดำเนินนโยบายได้อย่างเป็นรูปธรรม โปร่งใส และตอบสนองต่อปัญหาปากท้องของประชาชน ขณะเดียวกัน ยังสะท้อนความต้องการในการปรับปรุงโครงสร้างทางการเมือง โดยเฉพาะแนวทางการแก้ไขรัฐธรรมนูญ เพื่อให้สอดคล้องกับบริบทของสังคมไทยในปัจจุบัน

รศ.ดร.อดิศรกล่าวว่า ประชาชนยอมรับผลการเลือกตั้งแบบมีเงื่อนไขและยังไม่ไว้ใจรัฐบาลใหม่ ต้องรอดูผลงานก่อน ซึ่งต่อไปนโยบายต้องออกมาเกี่ยวข้องกับความเป็นอยู่ของประชาชน รัฐบาลผสมควรจะเลือกรัฐมนตรีที่มีความรู้ ความสามารถตรงกับกระทรวงนั้นๆ ถึงแม้การจัดตั้งรัฐบาลจะต้องมีโควต้ามาเกี่ยวข้องด้วย แต่ควรจะคำนึงถึงความรู้ ความเข้าใจ มีความสามารถ มีประสบการณ์ และที่สำคัญไม่ควรเปลี่ยนรัฐมนตรีบ่อยๆ โดยเฉพาะกระทรวงศึกษาธิการ

ต่อข้อคำถามว่า มองว่าพรรคกล้าธรรมจะได้เข้าร่วมรัฐบาลหรือไม่ นายอดิศรกล่าวว่า ส่วนตัวมองว่าโอกาสมีแต่ก็น้อยมาก

รศ.ดร.อดิศรกล่าวถึงผลการเลือกตั้ง ส.ส.สนาม จ.นครราชสีมา พบว่าพรรคเพื่อไทยได้ที่นั่ง ส.ส.ลดลง จากเดิม ส.ส.เขต ได้ 12 ที่นั่ง เหลือ 10 ที่นั่ง ส่วนภูมิใจไทยเพิ่มขึ้นจาก 1 ที่นั่ง เป็น 3 ที่นั่ง และพรรคประชาชน เท่าเดิมคือ 3 ที่นั่ง โดยผลเเพ้-ชนะในการเลือกตั้งขึ้นอยู่กับ 2 ปัจจัย คือกระสุนดินดำและการใช้อำนาจรัฐ ส่วนกระแสของพรรคประชาชนในเมืองใหญ่ๆ เขต 1 เขต 3 และเขต 13 ไม่มีการเปลี่ยนแปลงหรือมีนัยสำคัญอะไร

ส่วนการที่ จ.นครราชสีมา มี ส.ส.ถึง 16 คน จะเป็นผลดีต่อการพัฒนาจังหวัดอย่างไรบ้าง รศ.ดร.อดิศรกล่าวว่า ทุกอย่างขึ้นอยู่ที่การจัดตั้งรัฐบาล และแนวทางการบริหารว่าจะไปในทิศทางใด แต่งานอีเวนต์ใหญ่ระดับโลก เช่น งานพืชสวนโลกที่ จ.นครราชสีมา เป็นตัวแทนของประเทศจัดงานนี้ขึ้น ภาครัฐหรือฝ่ายการเมืองจะต้องให้ความสำคัญ อย่ามองแค่การเมืองว่าพื้นที่นี้ของพรรคนั้นพรรคนี้ แต่การเมืองควรจะร่วมมือกัน เพื่อชื่อเสียงของประเทศ