
⦁…ทันทีที่สิ้นเสียงตูมตามที่แถว “โรงละครแห่งชาติ” ในยุค “มาตรา 44” เด้งได้โดยไม่ต้องอธิบายเหตุผล ใครเป็น พล.ต.ท.ศานิตย์ มหถาวร ที่รับรู้โดยตำแหน่ง “ผบช.น.” ว่าแถวนั้นเป็น “พื้นที่เฝ้าระวังป้องกันเหตุเป็นพิเศษ” ย่อมเกิดแรงกดดันให้รีบชี้แจงว่าเป็นเหตุ “ท่อพีวีซีแตก” หาใช่ “ระเบิดป่วนเมืองอะไรไม่” คงอยากให้ “เจ้านายทั้งหลาย” ฟังแล้วเชื่อว่า “คุมเข้มพื้นที่ไม่มีหละหลวม” ส่วน “ประชาชนทั่วไป” จะเชื่อ ถามหรือฟังคำแล้ว “หัวเราะกันครืน” เพราะถ้า “ท่อน้ำพีวีซีแตก” แล้วดังกึกก้อง จนตื่นตระหนกกันไปทั่วขนาดนั้น คนพื้นที่ตระหนกกันมานมนานแล้ว ด้วย “ท่อแตกไม่น่าจะเกิดครั้งแรกในประเทศไทย” ⦁…ย้ำแล้วย้ำเล่า ย้ำทุกครั้งที่มีโอกาส กระตุ้นประชาชนไม่ปล่อยให้ “ผลเลือกตั้งออกมาเหมือนในอดีต” แม้ไม่ได้พูดตรงๆ แต่คนฟังแล้วคิดถึง “ชัยชนะของเพื่อไทย” และทำให้นึกถึงคำว่า “เสียของ” อันเป็นข้อสรุปผล “รัฐประหารของ คมช.” ก่อนหน้านั้น และด้วยการตอกย้ำของ “ท่านผู้นำ” เช่นนี้ ทำให้โฟกัสการเมืองจับไปที่ “ประชาธิปัตย์” ที่ความพ่ายแพ้นำมาซึ่ง “เสียของ” ก่อนหน้านั้น ⦁…มีสัญญาณมากมายที่ชวนสนใจใน “ประชาธิปัตย์” หลัง สุเทพ เทือกสุบรรณ จับเข่าคุย อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ แล้วตามมาด้วย พิเชษฐ พันธุ์วิชาติกุล ออกมาประกาศว่า ถ้า “หัวหน้าพรรค” ผิดจาก ชวน หลีกภัย หรือ “อภิสิทธิ์” จะลาออก จากนั้น “อภิสิทธิ์” ไม่เพียงยืนกรานจะเสนอตัวเป็น “หัวหน้าพรรค” ต่อ แต่ยังเคลื่อนออกมาวิพากษ์วิจารณ์ “การใช้อำนาจของรัฐบาล” ถี่ยิบ วันนี้ในวงการจึงแคะข้อมูลกันสุดฤทธิ์ ว่าเกิดอะไรขึ้นกับทิศทางของ “พรรคการเมือง” ที่ “ชัยชนะ” จะเป็นคำตอบของ “ความไม่เสียของ” ⦁…คมกริบจะกรีดให้เห็น “อนาคตการเมืองไทย” เมื่อ “ท่านผู้นำ” ประกาศว่า “ผมเป็นห่วงประเทศ ไม่ใช่เป็นห่วงประชาธิปไตย” ทำให้ไม่เพียงสะท้อนชัดว่า “ราคาของประชาธิปไตย” เป็นอย่างไร ใน “ยุทธศาสตร์ 20 ปี” เท่านั้น แต่ทำให้เกิดความเข้าใจว่า “กฎหมายใหม่ๆ” จึงเกิดขึ้นมากมายในยุคสมัยนี้ ⦁…พื้นฐานของ “ประชาธิปไตย” มาจาก “เสรีนิยม” ซึ่งพื้นฐานความคิดอยู่ที่ “ประชาชนมีสิทธิในเสรีภาพเต็มที่ ตราบใดที่ไม่ไปกระทบเชิงคุกคามต่อเสรีภาพของคนอื่น” กฎหมายมีขึ้นเพื่อ “ลงโทษการละเมิดสิทธิ” เบาหรือแรงตาม “ความเสียหายที่เกิดจากการคุกคาม” ผิดกับ “อำนาจนิยม” ที่เริ่มจาก “ความคิดในการจำกัดสิทธิประชาชน” โดย “อำนาจรัฐเป็นเจ้าของเสรีภาพ” ออกกฎหมายมาบอกว่า “ประชาชนจะใช้เสรีภาพได้แค่ไหน” และ “อำนาจนิยม” รูปแบบการปกครองประเทศ ในความหมายของ “ห่วงประเทศชาติ มากกว่าห่วงประชาธิปไตย” ⦁…ตัวอย่างของ “อำนาจนิยม” ที่ชัดเจน น่าจะเห็นได้ไม่ยากจาก “พ.ร.บ.ว่าด้วยความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์” ที่ พล.อ.อ.คณิต สุวรรณเนตร เปิดวิธีคิดให้รับรู้ว่า “ออกมาเพื่อรับมือการโจมตีทางไซเบอร์ เพราะเชื่อว่ามันต้องมาแน่” เนื้อหาจึงให้ “อำนาจรัฐมีอำนาจเข้าถึงข้อมูลส่วนบุคคล” ได้ ทั้งที่เป็นเรื่องน่าคิดว่า “พัฒนาการของโลกไซเบอร์” ควบคุมได้โดย “กฎหมาย” จริงหรือ ทุกวันนี้ “กฎหมายทำอะไรกับแฮกเกอร์ได้บ้าง” เหยื่อที่แท้จริงเป็น “เสรีภาพประชาชน” ⦁…ยังไม่ทันประชุมคณะกรรมการสรรหา รับรู้กันกระหึ่มวงการไปแล้วว่า “ผอ.ไทยพีบีเอส” ล็อกเก้าอี้ให้ วิลาสินี อดุลยานนท์ ซึ่งกระซิบกันให้แซ่ดว่า “สสส.” ส่งเข้าประกวด โดยมี อดิศักดิ์ ลิมปรุ่งพัฒนกิจ จาก “สื่อค่ายที่ยืนอยู่แถวหน้าตลอดในทีวีช่องนี้” ได้รับการจับวางไว้ที่เก้าอี้ “รอง ผอ.” จริงไม่จริงผลการสรรหาที่จะออกมาเร็วๆ นี้จะเป็นเครื่องพิสูจน์ ว่าไม่ว่ายุคสมัยใด แม้จะมีหลักการ กติกา สวยหรู ดูมี “ธรรมาภิบาล” แค่ไหน ที่สุดแล้ว อำนาจวาสนาสำหรับประเทศไทย หนีไม่พ้น “พวกใคร พวกมัน” เก่งไม่เก่ง ไม่สำคัญเท่า “คนของใคร” ยังเป็นจริงหรือไม่
ชโลทร







