47ส.ส.รายงานตัววันแรก ปชน.ฟ้องกกต.ม.157 เปิด 6 ชื่อเซ่นปมจับผิดบัตรเลือกตั้ง กกต.จัดข้อหาหนัก ขัดขวาง-ปลุกปั่น-อั้งยี่-พ.ร.บคอม
เมื่อวันที่ 26 กุมภาพันธ์ ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ภายหลังคณะกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.)ประกาศรับรองผลการเลือกตั้ง ส.ส.แบบแบ่งเขต 396 คน โดยเปิดให้ว่าที่ ส.ส.มารับหนังสือรับรองได้ในวันที่ 26-27 กุมภาพันธ์ และ ระหว่างวันที่ 2 – 6 มีนาคม ระหว่างเวลา 08.30 – 16.30น. บรรยากาศที่สำนักงาน กกต. ตั้งแต่ช่วงเช้ามีส.ส.ทยอยเดินทางมารับหนังสือรับรองอย่างต่อเนื่อง โดยคนแรก คือ นายชานนท์ ไทยเศรษฐ์ ส.ส.นครสวรรค์ เขต 2 พรรคภูมิใจไทย ส่วนที่รัฐสภา การรายงานตัววันแรกของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรชุดที่ 27 ตั้งแต่ช่วงเช้า มีส.ส.เดินทางมารายงานตัว โดย น.ส.สุชาดา ซางแทนทรัพย์ ส.ส.ชัยภูมิ พรรคภูมิใจไทย มารายงานตัวเป็นคนแรก รวมวันนี้มีส.ส.มารายงานตัวทั้งหมด 47 คน จาก 396 คน เป็นส.ส.พรรคภูมิใจไทย 21 คน พรรคเพื่อไทย 21 คน พรรคพลังประชารัฐ 4 คน และ พรรคประชาธิปัตย์ 1 คน
ด้านพรรคเพื่อไทย นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีพรรคเพื่อไทย พร้อมนายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ หัวหน้าพรรคเพื่อไทย นายประเสริฐ จันทรรวงทอง เลขาธิการพรรคเพื่อไทย และ นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ แกนนำพรรค นัดหมายนำส.ส.เขตไปรายงานตัวที่รัฐสภา ในวันที่ 27 กุมภาพันธ์ เวลา 10.00น.
วันเดียวกัน ที่รัฐสภา น.ส.นันทนา นันทวโรภาส สว. แถลงข่าวว่า ความคืบหน้าการยื่นฟ้องศาลกรณีการเลือกตั้งมิชอบตามรัฐธรรมนูญ จากการให้ฝ่ายกฎหมายศึกษารัฐธรรมนูญ และพระราชบัญญัติ(พ.ร.บ.)ประกอบรัฐธรรมนูญต่างๆทั้งหมดแล้ว ไม่พบว่ามีบทบัญญัติใดที่เปิดช่องทางให้ส.ว.รวบรวมรายชื่อเพื่อกล่าวโทษถอดถอนองค์กรอิสระได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งกรณีการจัดการเลือกตั้งของกกต.ในการพิมพ์บาร์โค้ดในบัตรเลือกตั้ง อาจส่งผลให้การเลือกตั้งไม่เป็นความลับ ซึ่งต้องส่งศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าขัดต่อรัฐธรรมนูญมาตรา 83 และ 85 หรือไม่ จึงขอยุติกระบวนการตรวจสอบเพียงเท่านี้ ต้องขอโทษประชาชนและขอส่งคำร้องคืนนายภัทรพงศ์ ศุภักษร หรือ ทนายอั๋น กลับไปทำหน้าที่รวบรวมรายชื่อประชาชนดำเนินการฟ้องร้องกกต.ต่อศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง ตามมาตรา 157 หรือ ยื่นผู้ตรวจการแผ่นดินเพื่อฟ้องต่อศาลรัฐธรรมนูญ ตามมาตรา 213
ที่ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง นพ.วาโย อัศวรุ่งเรือง รองหัวหน้าพรรคประชาชน พร้อมทนายความเข้ายื่นฟ้องดำเนินคดีอาญากับคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.)ทั้ง 7 คน นายแสวง บุญมี เลขาธิการ กกต. และนายวรพงศ์ อนันต์เจริญกิจ ผู้อำนวยการสำนักสนับสนุนการเลือกตั้ง รวม 9 รายในความผิดตามกฎหมายอาญา มาตรา 157 ฐานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ, พ.ร.ป.ว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้ง มาตรา 69 และ พ.ร.ป.ว่าด้วยการเลือกตั้ง สส. มาตรา 96 ประกอบมาตรา 164 ซึ่งศาลนัดฟังคำสั่งในวันที่ 24 มีนาคมนี้
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากกรณีนายครรชิต เจริญอินทร์ รองเลขาธิการฯกกต.เข้าแจ้งความกองปราบปราบให้ดำเนินคดีกับกลุ่มบุคคลที่ร่วมกันถ่ายภาพบัตรเลือกตั้ง ต้นขั้วบัตรเลือกตั้งและพยายามถอดรหัสคิวอาร์โค้ด บาร์โค้ดบนบัตรเลือกต้้งเพื่อเชื่อมโยงข้อมูลผู้มาใช้สิทธิเลือกตั้งในการลงคะแนนใหม่หน่วยเลือกตั้งที่ 9 เขต 15 คันนายาว วันที่ 22 กุมภาพันธ์ โดยบุคคลที่ถูกแจ้งความดำเนินคดีมี 6 ราย คือ 1.นายธรรมธีร์ สุกโชติรัตน์ ผู้อำนวยการดีโหวต มหาวิทยาลัยศรีปทุม, 2.นายธนารัตน์ กัววัฒนาพันธ์ CEO ของDomecloudผู้เชี่ยวชาญด้านซอฟต์แวร์ และเทคโนโลยี blockchain 3.นายชัยพนธ์ ชวาลวณิชชัย หรือ ครูชัย เจ้าของแฟนเพจM.I.B Marketing In Black 4.นายสมชัย ศรีสุทธิยากร อดีต กกต. 5.นายพริษฐ์ วัชรสินธ์ โฆษกพรรคประชาชน และ 6.นายทรงพล เรืองสมุทร หัวหน้าช่างภาพ spacebar ตามกฎหมายหลายข้อหา
ได้แก่ พ.ร.ป.ว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้ง2560 มาตรา 66 วรรคสอง ,ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 116 มาตรา 209 มาตรา 322 และ พ.ร.บ. คอมพิวเตอร์มาตรา14 ซึ่งบัญญัติลักษณะความผิดและบทลงโทษค่อนข้างรุนแรง อาทิ มาตรา66 พ.ร.ป.ว่าด้วยกกต.2560 กำหนดโทษผู้ขัดขวางการปฏิบัติหน้าที่ของกกต. ผอ.กกต.ประจำจังหวัด ผู้ตรวจการเลือกตั้ง หรือ กรรมการที่กกต. แต่งตั้ง โดยใช้กำลังประทุษร้ายหรือขู่เข็ญว่าจะใช้กำลังประทุษร้ายหรือเพื่อให้การเลือกตั้งและเป็นไปโดยสุจริตเป็นเที่ยงธรรม หรือเป็นไปโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี หรือ ปรับไม่เกิน 100,000 บาท รวมทั้งจำทั้งปรับ
ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 116 กำหนดว่า ผู้ใดกระทำการใดๆเพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงหรือยกเลิกรัฐธรรมนูญ กฎหมาย หรือการปกครองประเทศโดยใช้กำลังความรุนแรง หรือกระทำการใดๆ ยุยงปลุกปั่นประชาชนให้เกิดความไม่สงบเรียบร้อย หรือให้เกิดการแตกแยกในหมู่ประชาชน หรือให้ประชาชนฝ่าฝืนกฎหมาย ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 7ปี ส่วนมาตรา 209 เป็นความผิดฐานเป็น “อั้งยี่” ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 7 ปี และปรับไม่เกิน 140,000 บาท หากเป็นหัวหน้าหรือผู้จัดการโทษสูงสุด คือ จำคุกไม่เกิน 10 ปี และปรับไม่เกิน 200,000 , มาตรา 322 ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 6 เดือน หรือปรับไม่เกิน 1,000บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ มาตรา 14 ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี หรือปรับไม่เกิน 100,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

